 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32389" type="text/javascript"></script> |
|
การเห็นและการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว
ก่อนอื่นทั้งหมดขอแสดงความรู้สึก ยินดี พอใจ อนุโมทนา ในการที่ท่านทั้งหลาย ได้มาสู่สถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ โดยสรุปในแง่หนึ่งก็ว่า เป็นเกียรติสูงสุดสถานที่นี้ กระผมในเวลานี้อยู่ในลักษณะทุพพลภาพ สบายดีไม่มีอะไรแต่ว่าไม่มีแรง บางเวลาจะลุกจากที่นอนก
post ครั้งแรก: Tue 28 August 2007, 11:31 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 3 September 2007, 12:31 pm
|
หน้าที่ 1 - อานาปาณสติสูติ
ก่อนอื่นทั้งหมดขอแสดงความรู้สึก ยินดี พอใจ อนุโมทนา ในการที่ท่านทั้งหลาย ได้มาสู่สถานที่นี้ ในลักษณะอย่างนี้ โดยสรุปในแง่หนึ่งก็ว่า เป็นเกียรติสูงสุดสถานที่นี้
กระผมในเวลานี้อยู่ในลักษณะทุพพลภาพ สบายดีไม่มีอะไรแต่ว่าไม่มีแรง บางเวลาจะลุกจากที่นอนก็ยังลุกไม่ค่อยจะไหว ไม่มีแรงแค่นั้นเอง มันถึงคราวที่หมดแรง แต่มันไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรที่ ปรากฏรบกวนไม่มีแรงก็ขอแสดงความยินดี อนุโมทนาไป ตามแบบผู้ที่ไม่มีแรง
ขออนุโมทนาไป ขออภัย ที่ไม่มี อมิสะสติสัญฐาน ขอต้อนรับด้วยธรรมะ ปฏิสัญฐานตามที่จะทำได้ด้วยการพูดจา และขอถวายหนังสือเล็กๆ องค์ละเล่มทุกองค์ กว่าทุกคนจะเป็นอุบาษก อุบาสิกา ในฐานะเป็นธรรมะปฏิสัญฐาน
ขอให้อ่านหลายๆเที่ยว จะเข้าใจ อ่านครั้งอาจจะไม่เข้าใจ เมื่ออ่านหลายเที่ยวก็จะเข้าใจ ถ้าเข้าใจแล้วก็ปฏิบัติตามทีละนิดๆ ไม่ใช่ทีเดียวตลอดไป แล้วก็ทำให้ได้ด้วย ทีละนิดๆ เป็นขั้นๆไป ตอนนี้มันจะสอนดีที่สุดเพียงแต่อ่านหรือฟัง แล้วได้นิดเดียวคือจำได้แล้วก็ลืม คิดๆจนเข้าใจมันก็ได้ในขั้นที่ว่าเข้าใจ ต่อเมื่อใส่ลงไปในการปฏิบัติแล้วมันก็จะมาถึงขั้นที่เรียกว่ารู้แจ้ง จำได้ต่ำที่สุด เข้าใจเป็นกลาง รู้แจ้งอยู่สูงสุด
ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า วิปัสสนา แปลว่าเห็นแจ้ง ในที่นี้ในการรู้แจ้งเป็นเรื่องเดียวกัน รู้แจ้งด้วยความรู้สึก ก็มันเดความรู้สึกมันรู้แจ้งต่อความรู้สึก ไม่ใช่แค่เพียงแต่เข้าใจนะ ก็ขออภัยว่าไม่ได้ต้อนรับด้วยอมิปฏิสันฐานใดๆ มีแต่ธรรมะปฏิสัญฐาน เท่าที่จะทำได้
ทีนี้ผมก็ขอแสดงความยินดี ปรีดาปราโมช อนุโมทนา เป็นอย่างยิ่ง ในการจัดการทำที่เป็นไปเพื่อความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง แห่งกิจกรรมที่เรียกว่า วิปัสสนา ในการจัดธุระนี้ เป็นเบื้องต้นมันจะไม่เป็นผลสูงสุดถ้ามันไม่มี วิปัสสนา เราก็ช่วยส่งเสริมให้มันถึงที่สุดด้วยการมี วิปัสสนา
กระผมคิดมาในชีวิตตลอดเวลา ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 50 กว่าปีมาแล้ว นี่ 25 32 มัน57 ปีมาแล้ว ที่ผมสนใจขวนขวายส่งเสริม สิ่งที่เรียกว่าวิปัสสนา เพราะเห็นว่าธุระกำลังเป็นหมัน มันถึงงอกงามไปถึงวิปัสสนา สมัยนั้นตอนนั้นเมื่อ 57 ปีมาแล้วเกือบจะไม่มีใครพูดถึงคำว่า วิปัสสนา มีกระเส็นกระสายอยู่บ้างทางภาคอีสานโน่น ภาคกลาง ภาคใต้นี้ไม่มีใครเห็น ได้ยินได้สนใจไม่ว่าจะมีสำนัก วิปัสสนาก็ไม่มี วิปัสสนาแบบเก่าแก่โบราณก่อนกาลโน่นก็สูญสิ้นไปแล้ว วิปัสสนาแบบโบราณเขาทำเป็นอีกแบบหนึ่ง สืบๆกันมาโดยไม่มีปริยัติ
กระผมเคยขอฟังเขาให้เขาอธิบายให้ฟังบางองค์ บางท่านยังมีชีวิตอยู่ มันก็เป็นเรื่องสืบๆปรัมปรามากเกินไป ไม่สำเร็จประโยชน์ เห็นศรีเห็นดวงเห็นอะไรก็มันไม่ได้กำจัดกิเลสโดยตรง ที่นี่ก็คิดว่าจะทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าจะไปหาคูรวิปัสสนาที่ไหน เลยตังใจว่าสร้างสถานเพื่อกิจการนี้โดยเฉเพาะสวนโมก จะเอาครูบาอาจารย์มาจากไหน หาไม่ได้ก็หามาจากพระไตรปิกฎ แบบหลักเกณฑ์ต่างๆที่มีอยู่ในพระไตรปิกฎร้อยๆกองรวบรวมขึ้น เรียกว่า หนังสือตามรอยพระอรหันต์ เรื่องตามรอยพระอรหันต์นั้น เป็นเรื่องเพียงว่าพร้อมที่จะทำวิปัสสนา
พอถึงตอนที่ทำวิปัสสนาแท้ๆ ใช้หนังสือคู่มือที่เรียกว่าอานาปาณสติ ถ้าเอามาชนเข้า 2 เรื่องก็จะเป็นสมบูรณ์ ตอนแรกก็สนใจ มหาสติปฎิสถาน 4 ต่อมาก็ประสูติสั้น ที่เรียกว่า
อานาปาณสติสูติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อ อานาปาณสติ 16 ขั้น สมบูรณ์ สติปฎิสถาน 4 ก็สมบูรณ์ สูตินี้สร้างในการปฎิบัติ 16 ขั้นติดต่อกันไปตามลำดับชัดเจนที่สุด 4หมวด หมวดละ 4 ขั้น ส่วน มหาสติณสูติ นั้นไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ได้บอกหลักปฎิบัติ บอกแต่ชื่อธรรมะ
สำหรับจะปฎิบัติเป็นหมวดหมู่มากมาย หลายสิบตั้งร้อยกว่าเพียงอ่าน 3 ชั่วโมงไม่จบ ก็เป็นอันว่า อานาปาณสติ เป็นหัวใจของมหาสติปฎิสถาน จุดชนวนขึ้นอย่างนี้แล้วมันก็ค่อยๆมีๆ จนกระทั่งนำมาจากพม่าบ้าง หรือฟื้นฟูมาจากภาคอีสานบ้าง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 3 ก.ย. 2550 (17:41) "ปติจตุบาต" คืออะไรครับ อยู่ในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(พระไตรปิฎก)ตอนไหนบ้างครับ ?
เคยรู้จักแต่ ปฏิจจสมุปบาท
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 5 ก.ย. 2550 (16:15) วิชาการ.คอม ให้ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาและยังนำข่าวสารเกี่ยวกับการศึกษาให้เราได้ค้นหาได้เป็นอย่างดี