 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32390" type="text/javascript"></script> |
|
ความกระหายต่อธรรม : ธัมมกามยตา
ท่านสาธุชนผู้มีควานสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาค วิสาฆบูชา ในครั้งที่ 9 ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวถึงสิ่งสำคัญ ที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม แต่ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยถึงสิ่งนั้นว่า ธัมมกามยตา แปลว่าความกระหายต่อธรรม
post ครั้งแรก: Tue 28 August 2007, 1:07 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 September 2007, 12:22 pm
|
หน้าที่ 4 - วิวัฒนาการ
เนี่ยมันก็นานหรือยาวนาน มันก็ด้วยความต้องการของสัตว์ที่อยู่ในน้ำอยากจะดีกว่าเดิม จึงอยากจะขึ้นบก จนได้มาเป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก และสัตว์เหล่านี้มันอยากจะดีขึ้นไปอีกจนเป็นสัตว์บกอยู่บกพื้นดิน และสัตว์เหล่านี้มันอยากจะดีขึ้นต่อไปอีก มันจึงมีวิวัฒนาการ เป็นสัตว์ที่บินไปได้ในอากาศ ความรู้สึกส่วนลึกที่อยากจะดีกว่าเก่าไม่ต้องรออยู่ นี่เราเรียกว่าวิวัฒนาการ
แต่ความสำคัญอยู่ที่อยากดี และในสิ่งที่ต่ำลงไปหรือว่าสิ่งที่เดินไปอีกสายหนึ่งได้แก่พืชศึกษาชาติทั้งหลาย มันก็มีความรู้สึกที่จะอยู่รอด ในทางที่จะหาอาหารในทางที่จะต่อสู้ในทางที่จะสืบพันธุ์
ดังนั้นจึงไม่พ้นไปจากการที่ต้องการจะดียิ่งๆขึ้นไปกว่าเดิม วิวัฒนาการในส่วนศึกษาชาติก็จะเกิดขึ้น เรียกว่ามันก็อยากดี เราจะมองเห็นสัญชาติญาณข้อนี้กันหรือไม่ ถ้ามองเห็นแล้วอาจจะใช้เป็นเดิมพันสำหรับคุณธรรมอันสูงสุดกล่าวถึงการกระหายต่อธรรม สัญชาติญาณแห่งการอยากดีดูที่สุนัข ที่แมว ที่ไก่ แล้วก็พอเห็นได้ว่ามันไม่ได้ต้องการที่จะเพียงกินอาหารให้อิ่มมันก็ต้องการอยากจะดี มันกระโดดขึ้นไปบนก้อนหินแล้วก็ตีปีกแล้วก็ขันแสดงอาการความเด่นความดีความพอใจในความเด่นความดีของตัว
แล้วก็รู้สึกว่าเป็นความสุข แม้แต่ไก่มันก็ยังมีความอยากดีอย่างนี้แล้วทำไมคนมันจะโง่มากไปกว่านั้น ในความอยากดีนี้หาพบได้ง่ายในความรู้สึกของทุกคนเพราะว่ามันมาจากสัญชาติญาณของพื้นฐาน ยิ่งทุกคนอยากดีเว้นซะแต่ว่ามันตีความหมายของคำว่าดีนั้นแตกต่างกัน เช่นคนพาลนั้นเอาเรื่องเลวๆนะเป็นของดีนั้นก็อยากจะทำเลววิจิตดีตามแบบของคนพาล ที่เป็นบัณฑิตก็เป็นตามแบบของคนดี ทำความดีตามแบบของคนดี
แต่ความมุ่งหมายมันก็รวมอยู่ที่อยากดีอยากจะดีด้วยการขโมย ปล้น จี้ เอาของบุคคลอื่น เอามาเป็นตัวก็คิดว่าดี ในความอยากดีมันมีอยู่แต่มันไปแตกต่างตรงที่ว่า ความดีนั้นมันมีความหมายกันคนละอย่าง เราจะสังเกตอาการเหล่านี้ได้ว่า สัตว์มีชีวิตมันก็อยากให้คนชอบ คนรัก คนชม
อาตมาสังเกตเห็นสุนัขทุกตัวมันเป็นอย่างนั้น มันอยากให้อาตมาชอบ แม้แต่ไก่ก็ยังเป็นอย่างนั้น มันอยากให้อยู่ใกล้ชิด อยากให้ชมหรือชอบมันก็อยู่ในพวกที่อยากดี แม้แต่ไก่เนี่ยถ้ามันมีโอกาสมันจะบินขึ้นบนของสูงกิ่งไม้สูงๆ ก้อนหินสูงๆ แล้วก็ร่าเริงอยู่บนนั้น มันอยากสูงแล้วอยากดี มันอยากจะออกจากที่มืดออกไปสู่ที่โล่งแจ้ง มีลักษณะแห่งอิสรภาพมันไม่ต้องการที่จะกักขังอยู่ที่มืด มันต้องการที่จะออกสู่ที่โล่งแจ้ง แล้วก็ร่าเริงกันเป็นการใหญ่ นี้เรียกว่า
เป็นการอยากดี มีรากฐานอยู่บนสัญชาติญาณของความอยากดี มีสัญชาติญาณอันนี้ต้องมีการมาปรับปรุงซะใหม่ให้กลายเป็นพาวิทณานคือความรู้ที่สูงขึ้น มากขึ้น มีประโยชน์มากขึ้นเพราะการกระทำของคนเรา สรุปความว่าการกระหายธรรมนั้นไม่ใช่ของแปลกประหลาดหรือวิสัยอะไรที่ไหน แต่มันก็มีอยู่ในสิ่งมีชีวิต
แต่ว่าอยู่ในลักษณะเริ่มแรกระยะต้นมากเกินไป จนเราไม่เรียกว่าการกระหายต่อธรรม เรียกสั้นๆว่าความอยากดีก็แล้วกัน ให้ถือของความอยากดีของสิ่งมีชีวิตนั้นแหล่ะมาเป็นเมล็ดพืช ของความกระหายต่อธรรมในระยะหลังๆ ทีนี้ก็มามองดูถึงคนสมัยนี้กระหายต่อธรรมกันหรือไม่และมีสัญชาติญาณอยากดี และความอยากดีของเรานั้นได้วิวัฒนาการไปถึงไหน
จิตใจคนสมัยนี้ มีจิตใจแอ่นน้อมไปทางเอร็ดอร่อยทางตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ น้อมไปหลงใหล ในเหตุในปัจจัยแห่งความเอร็ดอร่อยทางตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ เพราะเหตุใดเพราะเหตุว่าโลกนี้มันหมุนถึงจักราษี อย่างที่เก่งในทางผลิตวัตถุผลิตวัตถุยั่วใจ ล่อตา ล่อใจ ชนะใจคนได้เป็นอย่างมาก มากขึ้นๆ จนดึงเอาจิตใจของคนให้ลุ่มหลงอยู่ในธรรมเอร็ดอร่อยเหล่านี้ตั้งแต่เกิดจนตาย
ถ้าจะเปรียบเทียบกันกับครั้งพุทธกาลโบราณโน้นพอที่จะเชื่อได้ว่า ในสมัยพุทธกาลนั้นไม่มีการผลิตสิ่งที่ยั่วยวนใจคนได้มากขนาดนี้ คือปล่อยไว้ตามธรรมชาติ อาหารการกินก็ไปตามธรรมชาติ นุ่งห่มก็ตามธรรมชาติ ที่อยู่ที่อาศัยเครื่องใช้สอยบำรุงบำเรอก็ตามธรรมชาติมันมาเพิ่มอะไรให้มากมายไม่สิ้นสุด ให้มนุษย์ได้รู้จักพอ รู้จักเบื่อ รู้จักหยุด ในสิ่งยั่วยวนมันจึงมีเวลาเหลือในบั่นปลายของชีวิตมาสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม