 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32390" type="text/javascript"></script> |
|
ความกระหายต่อธรรม : ธัมมกามยตา
ท่านสาธุชนผู้มีควานสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาค วิสาฆบูชา ในครั้งที่ 9 ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวถึงสิ่งสำคัญ ที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม แต่ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยถึงสิ่งนั้นว่า ธัมมกามยตา แปลว่าความกระหายต่อธรรม
post ครั้งแรก: Tue 28 August 2007, 1:07 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 September 2007, 12:22 pm
|
หน้าที่ 5 - บูชากามารมณ์ฟรี ลัทธิที่ฟรีทางเพศ
อีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือวัฒนธรรมสมัยนั้น มีการชี้แจงชักจูงซึ่งกันและกัน ให้สนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม ไม่ให้มาลุ่มหลงอยู่ในวัตถุ คนสมัยนู้นจึงมีความกระหายต่อธรรมตามลำดับๆ มาได้จนถึงขีดสุด จนคนสมัยนี้มาติชมอยู่ในเรื่องความเอร็ดอร่อยทางวัตถุซึ่งไม่มีวันที่จะหยุด หรือไม่มีวันที่จะทำให้เบื่อ มันก็หลงความเอร็ดอร่อยนี้ทางวัตถุไปจนตาย จนตายเข้าโลงก็ไม่หยุดกับความหลงใหลอันนี้
ระยะเวลาที่จะให้กระหายต่อธรรมะมันยืดไม่มี มันมีน้อยมากจนเรียกได้ว่าไม่มี ไปสังเกตดูคนที่เขาว่ามีบุญวาสนาสนุกสนานเอร็ดอร่อยอยู่บนกองเงิน กองทอง กองวัตถุบำรุงบำเรอ เขาไม่มีความรู้สึกที่จะกระหายต่อธรรมะ เพราะสิ่งเหล่านี้มันมีมาก ยืดยาว ครอบงำจิตใจไม่มีเวลาสร่าง
จนกะทั่งตายเน่าเข้าโลงไปไม่ความกระหายต่อธรรม ที่เรียกว่าคนสมัยนี้กระหายต่อความเอร็ดอร่อยทางอายทนะ กันเสียโดยส่วนเดียว ความกระหายต่อธรรมะมันจึงไม่มี มันเป็นเรื่องที่มองเห็นกันอยู่ได้ง่ายๆ นี่คือตัวปัญหาที่ทำให้ศีลธรรมไม่ก้าวหน้าหรือศีลธรรมไม่กลับมา ศีลธรรมเสื่อมไปแล้วไม่กลับมา เพราะว่าหมุนมาถึงยุคที่โลกมนุษย์ที่มันพ่ายแพ้แก่สิ่งยั่วยวนทางอายทนะ ข้อนี้เป็นเพราะเหตุไร
สรุปได้ว่าเพราะเหตุที่ว่าโลกนี้มันกำลังอยู่ในราศีจักราศีแห่งความมึนเมาด้วย แล้วก็มีความก้าวหน้าในการที่จะมีการสร้างสรรค์สิ่งมอมเมานั้น อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งว่าวัฒนธรรมอันประเสริฐของมนุษย์จะสูญหายไป ข้อนี้หมายความว่าแต่โบราณนั้น คนเขามีวัฒนธรรมที่ประพฤติปฏิบัติกันในบ้านเรือน หรือทุกหนทุกแห่งให้นิยมธรรมะ บูชาธรรมะ บูชาพระเจ้า บูชาศาสนา
เดี๋ยวนี้วัฒนธรรมนั้นต้องมาพ่ายแพ้แก่วัฒนธรรมทางเนื้อหนัง จนสูญหายไปเด็กๆเกิดขึ้นมาก็ไม่ได้รับการอบรมที่ดี ให้มีความกระหายต่อธรรมะ และก็ไปกระหายต่อวัตถุทางเนื้อทางหนัง
อาตมาได้อ่านข่าว หนังสือข่าวเมื่อ 2-3 วันมานี้ ซึ่งสะเทือนความรู้สึกมาก คือหมอคนหนึ่งเขาได้ทำการสำรวจดูในเรื่องทางจิตใจ ในหมู่นักศึกษาหญิงแห่งมหาวิทยาลัยหนึ่ง เพื่อทดสอบจิตใจก็ได้ผลทดสอบออกมาว่า นักศึกษาหญิงในจำนวน 90 เปอร์เซ็นต์ ออกปากว่าลัทธิกามารมณ์เสรี กามารมณ์ฟรีนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และควรยอมรับสำหรับโลกสมัยนี้
เพียงแค่นี้ก็น่าตกใจแล้วว่า ลัทธิที่บังคับความรู้สึกทางกามารมณ์นั้นมันอย่างหนึ่ง ลัทธิที่พลอยฟรีตามกามารมณ์นั้นมันอย่างหนึ่งอย่างไหนควรจะถือเอา พวกที่เห็นว่าลัทธิกามารมณ์ฟรีนั้นแหละเหมาะสมแล้วสำหรับพวกเราที่จะถือเอาอย่างนี้มีตั้ง 90 เปอร์เซนต์ของผู้ที่ถูกทดสอบ และเมื่อทดสอบต่อไป ได้ทำไปถึงขนาดไหนก็มีผู้ที่สารภาพว่า เขาได้ปฏิบัติเสร็จแล้วในเรื่องกามารมณ์ฟรีนี้อย่างไม่มีอย่าง 50 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าใน 90 เปอร์เซนต์นั้นมีอยู่ 50 เปอร์เซนต์ที่ได้สารภาพว่าได้ปฏิบัติเสร็จแล้ว นี่คือความรู้สึกของนักศึกษาหญิง เยาวชนหญิงแห่งยุคปัจจุบัน
บูชากามารมณ์ฟรี ลัทธิที่ฟรีทางเพศ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะมีความกระหายต่อธรรมะได้อย่างไร คนที่ปล่อยตัวถึงขนาดนี้ บูชากามารมณ์ถึงขนาดนี้ ก็หมายความว่าเป็นคนมักง่ายสูงสุด เป็นคนมักง่ายเกินร้อยเปอร์เซนต์ เติบโตต่อไปข้างหน้าในอนาคต แต่จะทำอะไรได้ ก็หาว่าเป็นคนมักง่ายเหลือประมาณ กล้าถือลัทธิกามารมณ์ฟรีกันเสียตั้งแต่บัดนี้ แล้วจะไปเป็นพ่อแม่ที่ดี บิดามารดาที่ดีได้อย่างไรก็ลองไปคิดดู
ที่เราพูดนี้ก็เพื่อที่จะต้องการชี้ให้เห็นว่า ความก้าวหน้าในการประดิษฐ์วัตถุได้ก้าวหน้าทางกามารมณ์นี้มันมากซะเหลือเกิน มันให้ความสะดวกง่ายดาย สนับสนุน ให้ประพฤติปฏิบัติธรรมให้มันมากซะเหลือเกิน
จิตใจของคนในโลกนี้มันบูชาในกามารมณ์ และจะมีความกระหายต่อธรรมะได้อย่างไร ก็ขอให้คิดดู เมื่อข้อเท็จจริงในปัจจุบันมันเป็นอย่างนี้เราก็น่าจะคิดต่อไปว่าเราควรจะทำอย่างไร
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม