 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32390" type="text/javascript"></script> |
|
ความกระหายต่อธรรม : ธัมมกามยตา
ท่านสาธุชนผู้มีควานสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาค วิสาฆบูชา ในครั้งที่ 9 ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวถึงสิ่งสำคัญ ที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม แต่ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยถึงสิ่งนั้นว่า ธัมมกามยตา แปลว่าความกระหายต่อธรรม
post ครั้งแรก: Tue 28 August 2007, 1:07 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 September 2007, 12:22 pm
|
หน้าที่ 6 - เรื่องทางวัตถุ เรื่องทางธรรมะ
ทำอย่างไรลูกเด็กๆของเราจึงจะมีนิสัยน้อมมาทางของพระธรรม มีความกระหายต่อธรรมะเหมือนเคยที่เป็นมาแล้วในยุคก่อนๆ ที่ธรรมะหรือศีลธรรมยังรุ่งเรืองอยู่ เราก็มองเห็นได้ง่ายๆว่า มันขึ้นอยู่กับบิดามารดา ว่าบิดามารดาจะรู้ธรรมะหรือไม่ บิดามารดาจะกระหายต่อธรรมะหรือไม่
ถ้าว่าตัวบิดามารดายังกระหายต่อธรรมะอยู่ ก็ไม่ยากที่จะอบรมลูกเด็กๆ ให้มันเกิดนิสัยนิยมธรรมะหรือกระหายต่อธรรมะ พ่อแม่เขาสอนเขาอบรมอยู่โดยไม่เจตนาไม่ตั้งใจ ก็หมายความว่ามันเป็นอยู่ในวัฒนธรรมจากบ้านเรือนให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ อยู่ในวัฒนธรรมบ้านเรือน ก็เกลียดความชั่วแล้วก็ชอบความดี ก็เรียกว่า กลัวบาปกล้าบุญ อยู่เป็นปรกติ
ทำให้เด็กๆเหล่านั้นมีความรู้สึกที่เรียกว่า หิริโอตะปะ หิริ คือ ความละอายบาป เกลียดบาป โอตปะ คือ ความกลัวบาป ถ้าว่ามีการแวดล้อมอบรมเด็กๆ มีหิริโอตะปะแล้ว ความกระหายต่อธรรมะ ก็จะตั้งต้น คือเมล็ดพืชอันแรกมันก็จะอยู่ที่ความละอายบาป ความกลัวบาป ที่ได้ปลูกฝังลงไปในจิตใจของเด็กเด็กๆเกิดมาเขาไม่รู้อะไรบาป อะไรไม่บาป อะไรดี อะไรชั่ว อะไรสกปรก อะไรสะอาด ซึ่งเด็กๆก็อาจจะขยำอุจจาระเล่น
อาตมาผู้ที่เลี้ยงพ่อแม่ทำเป็นเขวี้ยงอุจจาระให้ดู จนบอกว่าสกปรกๆ เด็กมันก็จะเกลียดอุจจาระ ไม่กล้าจับ มันแขยะแขยงไม่ขยำอีต่อไป นี่มันเรื่องทางวัตถุ เรื่องทางธรรมะก็จะต้องเป็นอย่างนั้น บิดามารดาก็ต้องทำเป็นแขยะแขยงต่อบาปให้เป็นที่ประจักษ์ต่อลูกเด็กๆอยู่เสมอ แล้วเด็กๆจะรู้สึกเกลียดบาป เหมือนกับที่รู้จักเกลียดอุจจาระได้อย่างนี้
อาการที่รู้จักเกลียดบาปเนี่ยเราเรียกว่า
หิริ มันก็สูงขึ้นมา คือ กลัวบาป บาปนี่อันตรายไป แล้วก็กลัว เหมือนที่เด็กๆไม่ไปจับ ไม่ไปขยำ สิ่งที่มีพิษกัดต่อยให้เป็นอันตรายได้ มันก็กลัว พ่อแม่ที่มีหลักปฏิบัติในบ้านเรือนที่ดี จะสามารถทำให้ลูกเด็กๆ มีหิริโอตะปะได้
ขอให้นำไปพิจารณาดู หรือจะต้องพยายามจนทำให้เด็กๆเขารู้ว่า ดีกับชั่วมันคนละเรื่องกัน บุญกับบาปมันคนละเรื่องกัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังคนละเรื่องยิ่งขึ้นไปอีก คือเรื่องได้เรื่องเสีย ถ้าปล่อยไปตามธรรมดาแล้วเด็กๆก็จะพูดว่า ถ้าได้ก็จะเป็นดี ถ้าเสียก็จะไม่ดี เรามีหน้าที่ ที่จะสอนให้เขารู้ว่า แม้ได้จะเป็นเรื่องดี แต่มันต้องเป็นการได้มาด้วยการทำดี ไม่ใช่ด้วยการทำบาป อย่าเอาแต่ว่าได้แล้วก็ดี มันต้องเป็นเรื่องทำดี ทำบุญ แล้วก็ได้มามันถึงจะดี
เรื่องเสียก้อเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเสียแล้วก็จะเป็นเรื่องเสียไปหมด มันก็มีได้เหมือนกัน ถ้าเราเสียสละไป เพื่อความดี เสียสละเพื่อผู้อื่น เรื่องเสียมันก็เป็นเรื่องดี อย่าให้เด็กๆเขามีความหลงผิดว่า ถ้าได้ก็จะเป็นดี ถ้าเสียก็จะไม่ดี เป็นหลักตายตัวเสียอย่างนี้
ให้รู้จักแยกเรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญ เรื่องบาป นี้ออกมาจากจากเรื่องได้เรื่องเสีย ก็เลยมี 2 อย่าง ได้ที่ดีก็มี ได้ที่ไม่ดีก็มี เสียที่ดีก็มี เสียที่ไม่ดีก็มี แล้วก็รู้จักประพฤติปฏิบัติแต่ในทางที่ดีให้ถูกต้องตามรองของพระธรรม เขาก็จะเกิดความกระหายต่อพระธรรม แม้ในแง่ของปริยัติเป็นเพียงความรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ถ้าทั้งหลายมีความกระหายต่อธรรม มันจะเป้นอย่างไร มันก็มีแต่จะเคลื่อนไปในแนวของธรรมไปสู่ความเต็ม ความสมบูรณ์แก่ธรรม
ถ้าจิตใจของเขารักในทางธรรม ทุกๆอย่างมันก็จะไหลไปทางธรรม ไปมีความสมบูรณ์แห่งธรรม อย่างที่เรามีพระพุทธภาษิตเป็นหลักว่า ธรรมะกาโม พวังโหติ ผู้มีความใคร่ในธรรม เป็นผู้เจริญ ความใคร่ ความกระหายในธรรม
มันมีแต่จะชักจูงปลักไสไปในทางธรรมของธรรม มันก็มีความเจริญ มันเคลื่อนไปในทางสมบูรณ์แห่งธรรม และมันทำให้คนนั้นอิ่มเป็นสุข อยู่ในทางธรรม มีความสุขพระธรรม มีความในอิ่มธรรม มันก็ไม่ต้องเอร็ดอร่อยในทางอายะทะนะ เพราะว่ามันมีเอร็ดอร่อยในทางธรรม ติดใจในรสชาติของพระธรรม เท่ากันหรือยิ่งกว่าคนอันธพาล ก็ไปติดใจในความเอร็ดอร่อยทางอายะทะนะ คงจะไม่มีใครเชื่อสักกี่คนที่พูดอย่างนี้
คือที่พูดว่าเมื่อเข้าถึงธรรมะแล้วจะมีความเอร็ดอร่อย ไม่แพ้กว่าความเอร็ดอร่อยทางเลือกทางนั้นคือทางอายะทะนะ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องฝากไว้ ให้ไปใคร่ครวญ พิจารณา สังเกต ศึกษา กันต่อไป
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม