 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32390" type="text/javascript"></script> |
|
ความกระหายต่อธรรม : ธัมมกามยตา
ท่านสาธุชนผู้มีควานสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาค วิสาฆบูชา ในครั้งที่ 9 ในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าวถึงสิ่งสำคัญ ที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม แต่ในวันนี้จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยถึงสิ่งนั้นว่า ธัมมกามยตา แปลว่าความกระหายต่อธรรม
post ครั้งแรก: Tue 28 August 2007, 1:07 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 September 2007, 12:22 pm
|
หน้าที่ 7 - ธรรมะนั้นมีเสน่ห์ มีรสอร่อย
ส่วนอาตมานั้นยังจะขอยืนยันต่อไปว่า ธรรมะนั้นก็มีเสน่ห์ มีรสอร่อย ถ้าคนเข้าถึงรสอร่อยของธรรมะแล้ว ก็จะเกลียดชังรสในโลกทั้งปวงได้ นี่เรียกว่ามีความกระหายต่อธรรม คนเขาไปหลงเอร็ดอร่อยในทางเลือกนั้น เข้าก็เกลียดธรรม จึงมีคำเกิดขึ้นมาอีกคำนึงว่า ธรรมะเทศศรีปะราทะโว คือคนที่เกลียดธรรมะนั้นจะเป็นคนเสื่อม เพราะว่าพอเกลียดธรรมะแล้ว มันก็มีแต่จะเลื่อนไหลออกไปจากแนวของธรรม
อะไรๆก็เกลียดธรรมะในทุกแง่ทุกมุม มันก็เลื่อนไหลออกไปจากแนวของธรรม คือไม่มีธรรมะเลยมันก็ต้องเสื่อม จากธรรมไม่มีธรรมเป็นอย่างนี้ ไม่มีความกระหายแห่งธรรม ไม่มีความกระหายต่อธรรม
มีใครในโลกนี้บ้างที่กระหายต่อธรรม แม้กระทั่งท่านทั้งหลายก็ไปสังเกตเอาเถอะว่า มีความกระหายต่อธรรมหรือไม่ มีสักกี่มากน้อย ตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ใครบ้างที่กระหายต่อธรรม เหมือนพระเวชสันดร กระหายต่อทาน เรารู้เรื่องชาดกนี้กันมาเป็นอย่างดีแล้วว่า พระเวชสันดรนั้นเป็นคนอย่างไร พระเวชสันดรนั้นกระหายต่อทาน ต่อการให้ทาน รุ่งขึ้นก็คอยว่าเมื่อไหร่คนจะมาขออะไร จากเรา เพราะว่าพระเวชสันดรกระหายต่อการให้ทาน จนมีเรื่องมีราว อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า มีอะไรเกิดขึ้น มีใครในโลกนี้บ้างที่กระหายต่อธรรมะ เหมือนที่พระเวชสันดรกระหายต่อทาน เราเองอยู่ในพวกไหน ความกระหายต่อธรรมะนั้น มีรากฐานมาจากสัญชาติญาณความอยากดี เราก็ส่งเสริมแห่งสัญชาติญาณอยากดี อบรมมันให้กลายเป็นภาวิสณาน ที่เป็นที่ยิ่งขึ้น
คนในครั้งพุทธกาล เป็นอย่างนี้กันแล้ว ก็คือวัฒนธรรมในบ้านเรือนนั้นเอง วัฒนธรรมในหมู่คณะ ในบ้าน ในเรือนมันก็ทำให้คนเขาต้องการธรรมะ สูงยิ่งๆขึ้นไปกระหายต่อธรรม มันเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของคนนิยมธรรม บูชาธรรม หลงใหลใฝ่ฝันในธรรม กลายเป็นประเพณีไปซะแล้ว คนจึงมีความพร้อมที่จะบรรลุธรรมง่ายมาก ที่จะพูดเพียงว่า ถ้าคนมันมีความกระหายต่อธรรม ต่อพระธรรมอยู่บนพื้นฐาน
คนเหล่านั้นจงมีความเหมาะสม มีความพร้อมมากที่จะบรรลุผล เพราะเหตุนี้แหละเราจึงพบเห็นเรื่องราวในพระคัมภีร์ว่า พระพุทธเจ้าตรัสกับคนบางคนเพียงไม่กี่คำ คนนั้นก็บรรลุธรรมเสียแล้ว ไม่ได้มาทำวิปัสนา ผงกอยู่เป็นเดือนเป็นปีๆ เหมือนคนสมัยนี้ ไปนั่งสนทนากับพระพุทธเจ้าไม่กี่คำก็บรรลุธรรมไปแล้ว เป็นพระอรหันต์ไปแล้วก็มีมาก
นี่เป็นเพราะความเหมาะสมหรือความพร้อม หรือความได้ที่ในการที่จะบรรลุธรรม มันมีอยู่มากแล้วในจิตใจ ในนิสัยของคนสมัยนั้น และยุคนั้น ขอให้เราสังเกตดูให้ดี เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างกันในข้อนี้ ก็จะตอบปัญหาได้เองว่า ทำไมคนสมัยนี้มันถึงบรรลุธรรมยากเย็นเหลือเกิน ไม่เหมือนคนสมัยโน้น ไปสนทนากับพระพุทธเจ้า2-3 คำ ก็บรรลุธรรมไปแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าพื้นฐานแห่งคนนั้นแหละมันต่างกัน คนสมัยโน้นมีพื้นบานกระหายต่อธรรม คนสมัยนี้มีความกระหายต่อโลกียะ หรือต่อโลก ต่อกิเลสตัณหา ต่อเนื้อ ต่อหนัง เราจะทำกันอย่างไรดี รู้สึกว่ามันยากลำบากอยู่มากทีเดียว ที่จะทำให้คนในสมัยนี้ในโลกปัจจุบันนี้ นั้นมาหาธรรม เพราะว่าสิ่งดึง สิ่งจูง สิ่งฉุดลากธรรม ไปหาความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ตัณหาอยู่มากเหลือประมาณ
ทีนี้ก็อยากจะ ท่านทั้งหลายได้ยิน ได้ฟังอีกคำหนึ่ง คือพบในบาลีเหมือนกันคำว่า ธรรมะตัณหา มีตัณหาในธรรม
อาตมาเคยอธิบายให้ฟังอยู่เสมอว่า ถ้าเรียกว่าตัณหาแล้ว มันก็ต้องมาจากอวิชา ต้องเป็นความอยากด้วยอำนาจของอวิชา คือความต้องการอยากด้วยอำนาจของอวิชา จึงจะเรียกว่า ความโลภหรือเรียกว่า
ตัณหา
ถ้าเขามีความอยากความต้องการด้วยปัญญา ด้วยสมาฐิติแล้ว ในความอยากอันนั้นไม่ควรจะเรียกว่าตัณหา ทีนี้ทำไมมันถึงเกิดมีคำว่า ธรรมะตัณหา มีตัณหาในธรรมซึ่งมากับภาษาพูด
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม