 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32412" type="text/javascript"></script> |
|
|
โครงการ พสวท. สร้างนักวิทย์รุ่นใหม่ สร้างงานวิจัยพัฒนาชาติ
มารู้จักโครงการ พสวท. ให้มากขึ้นกันเถอะ มาพบกับตัวอย่างผลงานของเหล่านักเรียนทุน พสวท. ข้อมูลทั้งหมดส่งตรงมาจากส่วนประชาสัมพันธ์ สสวท.
post ครั้งแรก: Thu 30 August 2007, 8:37 am ปรับปรุงล่าสุด: Fri 31 August 2007, 2:18 pm
|
หน้าที่ 8 - ผศ. ดร. มงคล สุขวัฒนาสินิทธิ์ แปลงไคโทซานธรรมชาติ สู่ยารักษาข้อสายพันธุ์ใหม่
ด้วยสภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้คนเร่งรีบและแข่งขันกันมากขึ้น เวลาสำหรับการเอาใจใส่สุขภาพ อาหารการกิน และการออกกำลังกายจึงน้อยลงทุกที บวกกับค่านิยมแบบตะวันตกที่เน้นความรวดเร็วเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังจะเห็นได้ชัดจากจำนวนร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด คนไทยจึงเลือกแฮมเบอเกอร์เป็นอาหารมื้อเที่ยงมากกว่าผัดผักรวมมิตร เช่นเคย
แม้อาหารฟาสต์ฟู๊ดจะตอบรับความต้องการของคนเมืองเป็นอย่างดี แต่การบริโภคอย่างไม่ระมัดระวัง กลับทำให้เกิดโรคร้ายอย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะโรคอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคภัยต่างๆตามอีกมาก เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น จากข้อมูลของกระทรวง สาธารณสุข ระบุว่า คนไทยกว่า 83,000 คน เสียชีวิต เพราะโรคใดโรคหนึ่ง ใน 3 โรคที่เกิดจากไขมัน ผิดปกติ คิดเป็นอัตราเสียชีวิตวัน ละ 230 คน หรือชั่วโมงละ 10 คน ทีเดียว
โรคอ้วนมิได้สามารถคร่าชีวิตคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุของ โรคข้ออักเสบ ซึ่งสร้างเจ็บปวดให้ผู้ป่วยอีกไม่น้อย โรคดังกล่าวเป็นภาวะการอักเสบของข้อ เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก ซึ่งจะมีอาการปวด บวม กดเจ็บ หากเป็นเรื้อรังผู้ป่วยจะปวดทรมานบริเวณข้อบ่อยครั้ง ซึ่งอาจทำให้พิการได้
โดยปกติโรคข้ออักเสบหรือข้อเสื่อม มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ หรือนักกีฬาซึ่งต้องใช้งานบริเวณข้อมากเป็นพิเศษ เนื่องจากประสิทธิภาพในการผลิตน้ำตาลกลูโคซามีนของร่างกายลดลง จึงทำให้เกิดอาการปวดบริเวณข้อ และจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ผู้ป่วยส่วนมากจะเข้าพบแพทย์ต่อเมื่ออาการหนักจนต้องใช้วิธีรักษาทางรังสีวิทยา ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
หลายคนจึงเลือกจะทานอาหารเสริมผลิตจากสารไคโทซาน เพื่อบรรเทาอาการระยะเริ่มต้น แต่เท่าที่ผ่านยังต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ซึ่งต้องผ่านการควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้หายากและราคาสูงจึงยังไม่เป็นที่นิยมในเมืองไทย แม้จะทราบกันดีแล้วว่าไทยมีแหล่งวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตเวชภัณฑ์จากไคโทซาน โดยโรงงานแปรรูปอาหารทะเลมีเปลือกกุ้ง/หมึกทิ้งถึง 90,000 ตันเท่าวันทีเดียว แต่ยังไม่สามารถนำของเสียเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจึงพยายามค้นหาคุณสมบัติพิเศษของสารไคโทซานมากขึ้น เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาเชิงการแพทย์ และเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในเชิงธุรกิจอีกด้วย สำหรับวงการวิทยาศาสตร์ไทยแล้ว งานวิจัยที่ถือว่าเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่สร้างประโยชน์โดยรวมแก่มนุษยชาติในอนาคต อันใกล้เกิดจากความมุ่งมั่นของ ผศ. ดร. มงคล สุขวัฒนาสินิทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ไฟแรงทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตรืและเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ประจำปี พ.ศ. 2545 จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งศึกษาถึงการประยุกต์ใช้และแปรรูป
ไคทินไคโทซาน ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติสกัดจากเปลือกกุ้ง ปู และแกนหมึก เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น หรือเป็นสารเคมีนำไปต่อยอดงานวิจัยด้านสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่อไป
อาจารย์มงคลเล่าถึงลักษณะงานวิจัยว่าเป็นการนำสารไคโทซานในเปลือกกุ้ง และแกนปลาหมึก ซึ่งมีโครงสร้างเซลลูโลสในพืช แต่มีคุณสมบัติพิเศษทางพอลิเมอร์ ให้สามารถละลายได้ในกรดและด่าง มาย่อยคาร์โบไฮเดรตของไคโทซานโดยใช้เอนไซม์ธรรมชาติเป็นตัวทำปฎิกิริยาทางเคมี ให้เป็นน้ำตาลในกลุ่ม เเอนนาเซปตี้ กลูโคซามีน (N-acety glucosamine) ที่มีรสหวาน เพื่อให้สามารถผลิตยาสำหรับ ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบในรูปแบบต่างๆ เช่นผสมกับอาหารหรือเครื่องดื่ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้ามากขึ้นด้วย จากเดิมไคโทซานที่มีคุณสมบัติส่วนหนึ่งสามารถดูดซับสารต่างๆได้ มักใช้ใน อุตสาหกรรมหนัก ส่วนประกอบของเครื่องสำอาง และยาความอ้วน โดยมีมูลค่าอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 10 - 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของสารที่ได้
โดยปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างสังเคราะห์กลูโคสซามีนจากอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลได้เอง แต่เมื่อเมื่ออายุมากขึ้น หรือนักกีฬาผู้ใช้บริเวณข้ออย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจึงสร้างเอนไซม์เพื่อมาย่อยน้ำตาลได้น้อยลง ทำให้เกิดอาการปวด จึงจำเป็นต้องกินกลูโคสซามีนเข้าไปเสริม แต่ กลูโคซามีนที่สังเคราะห์ได้จากกรรมวิธีเดิม ด้วยการใช้เกลือไฮโดรคลอไรท์ซัลเฟสเป็นตัวสังเคราะห์ จนได้สาร กลูโคซามีน ไฮโดรคลอไลท์ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ เเอนนาเซปตี้ กลูโคซามีน มีรสขมจึงบรรจุในแคปซูลได้เท่านั้น อาจารย์มงคลเพิ่มเติม
แม้ขณะนี้งานวิจัยดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะต้องหาวิธีสังเคราะห์ให้ได้เเอนนาเซปตี้ กลูโคซามีน ให้ในได้ในจำนวนมากเพียงพอต่อการปรับปรุงเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป แต่นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการแพทย์ในอนาคต จึงส่งผลให้งานวิจัยฝีมือคนไทยชิ้นนี้ได้รับทุนจากประเทศญี่ปุ่นในปี 2543 และ 2544 พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยด้านนี้กับทาง National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) แห่งประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน
ด้วยความสนใจและความเชี่ยวชาญในการศึกษาเคมีอินทรีย์เกี่ยวกับพอลิเมอร์เป็นพิเศษ จึงเป็นแรงผลักดันให้งานวิจัยชิ้นอื่นของอาจารย์มงคลเป็นการศึกษาสมบัติใหม่ของพอลิเมอร์ต่างๆเรื่อยมา โดยงานวิจัยแต่ละชิ้นล้วนทำให้เกิดสิ่งใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น แม้จะมิเห็นผลสำเร็จทั้งหมดเสียทีเดียว แต่สามารถเป็นสะพานให้นักวิทยาศาสตร์ที่สนใจนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป
งานวิจัยต่อมาคือ การศึกษากระบวนการจับไออนของสารโซเดียม หรือ โปตัสเซี่ยม ด้วยสารในกลุ่มคาริกซารีน โดยเลียนแบบการทำงานของธรรมชาติที่เรียกว่า โซเดียม โปรเตสเซี่ยม ปั๊มส์ ซึ่งเกิดขึ้นในระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต โดยกระบวนการดังกล่าวจะทำหน้าที่ควบคุมให้สารโปรเตสเซี่ยมไหลเข้าเซลล์ โซเดียมไหลออกจากเซลล์ เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกายและสื่อประสาท
งานวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นในห้องทดลอง โดยใช้สารคาลิกซารีน ทำหน้าที่คล้ายกับบานพับประตูปิดและปล่อยไออน ซึ่งใช้แสงเป็นตัวควบคุมการทำงานทั้งระบบแทนพลังงานเอทีพี (ATP) ในร่างกาย เพื่อเป็นการทดสอบว่ากระบวนการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นภายนอกร่างกายได้หรือไม่ และสามารถจับสารเคมีอื่นได้อีกหรือไม่ หากการทดลองประสบความสำเร็จ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ให้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น อาทิ เมื่อฉีดสารประเภทนี้เข้าไปในจุดที่ต้องการ และฉายแสงเฉพาะจุดเพื่อควบคุมให้ตัวยาเข้าไปฆ่าเชื้อโรคในส่วนนั้น ช่วยให้ผลรักษาเห็นผลชัดเจน และลดผลข้างเคียงที่ตามมาด้วย
อาจารย์เล่าถึงผลการวิจัยต่อว่า ผลการศึกษาจากห้องทดลองในขณะนี้พบว่าหลังจากการ ฉายแสงเข้าควบคุมกระบวนการ โซเดียมโปรตัสเซี่ยม ปั๊ม ในหลอดทดลอง พบว่าสารดังกล่าวสามารถจับและปล่อยโปรเตสเซี่ยมได้ดีกว่าโซเดียม แต่นับว่ายังห่างไกลจากกระบวนการตามธรรมชาติ ซึ่ง นอกจากควบคุมการเข้าออกของสารในเซลล์แล้ว ยังทำหน้าที่ลำเลียงภายในเซลล์อีกด้วย ขณะนี้จึงพยายามศึกษาต่อไปว่าการจับและปล่อยสารที่ได้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด แต่หากต้องการผลสำเร็จขั้นสุดท้ายอาจต้องใช้เวลาถึง 1 ช่วงอายุคนทีเดียว
เสน่ห์ของงานวิทยาศาสตร์พื้นฐานอยู่ตรงที่ การคิดค้นหรือสังเคราะห์สารประกอบต่างๆ เพื่อหาคุณสมบัติอันเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แม้จะไม่ปรากฎผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่งานส่วนมากช่วยจุดประกายให้เกิดการสร้างสรรค์ตามมา เช่นเดียวกับงานวิจัยของอาจารย์มงคลที่มุ่งมั่นศึกษาทางเคมีอินทรีย์อย่างไม่หยุดยั้ง
และผลงานวิจัยของอาจารย์มงคลอีกชิ้นหนึ่ง เป็นการศึกษาการสังเคราะห์สารคอนจูเกตเตดพอลิเมอร์ (conjugated polymer) ที่มีสมบัติทางไฟฟ้า สามารถเรืองแสงได้ เพื่อค้นหากรรมวิธีทำให้พอลิเมอร์ชนิดนี้เรืองแสงได้นานขึ้น และเปลี่ยนเป็นสีต่างๆมากขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อการผลิตจอคอมพิวเตอร์ LED (Light Emitting Diode) ในอนาคตให้มีประสิทธิภาพสูง ภาพคมชัด และมีขนาดเล็กลง ต่างจากจอที่ทำจากสารประเภทลิกควิด คริสตัล (liquid crystal) ซึ่งอาศัยสมบัติการหักเหของแสงหรือปล่อยให้แสงผ่านมายังจอภาพ แต่ภาพคมชัด และมุมมองภาพแคบ จึงไม่สามารถมองจากด้านข้างได้เลย นับว่าเป็นก้าวสำคัญต่อวงการเทคโนโลยีไม่น้อย
จากงานวิจัยทั้ง 3 ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถและตั้งใจในการสร้างสรรค์งานวิจัยอย่างเต็มที่ แม้จะต้องอาศัยระยะเวลาร่วม 10 ปีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายก็ตาม ส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้อาจารย์ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง
ความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ที่ผ่านมาก็คือ การที่อาจารย์ได้รับเลือกให้เป็นนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งมุ่งหวังผลิตผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาและวิจัยอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โครงการดังกล่าวจึงเปรียบเหมือนเทียนไขที่คอยนำทางให้กับนักเรียนรุ่นเยาว์ ได้มีโอกาสเล่าเรียนอย่างที่ตั้งใจ อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศด้วย
ผมคิดว่าเด็กทุกคนรักในวิชาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เรียนมัธยม แต่ด้วยเนื้อหาวิชาที่ยากขึ้น บวกกับวิธีการสอนทำให้ความสนใจลดลง รวมถึงปัจจัยทางสังคมก็มีส่วนทำให้เด็กหันไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ อาทิ วิศวกรรมศาสตร์ หรือ แพทยศาสตร์กันเป็นส่วนใหญ่ สำหรับโครงการ พสวท. นั้นเป็นโครงการที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเด็กที่มีใจรักวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสก้าวมาเป็นนักวิจัยมากขึ้นในอนาคต อาจารย์มงคลกล่าว
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 ก.ย. 2550 (19:33) คือตอนนี้หนูอยู่ชั้น ม สาม แล้ว
อยากสอบเข้า โครงการ พสวท. มากๆเลย
ค่ะ อยากพัฒนาประเทศจริงๆ