 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32413" type="text/javascript"></script> |
|
|
โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่เติบโตด้วยรัก
สัมภาษณ์ ดร. ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ข้อมูลจาก นิตยสาร สสวท.
post ครั้งแรก: Thu 30 August 2007, 9:23 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 3 September 2007, 9:58 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด
|
หน้าที่ 1 - รู้จักโรงเรียนวิทยาศาสตร์ จากคำบอกเล่าของผู้อำนวยการ
โรงเรียนวิทยาศาสตร์ เกิดจากการผลักดันของผู้ใหญ่ในวงการศึกษาที่เห็นความจำเป็นในการสร้างเยาวชนที่มีความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ ดร. ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)ในขณะนั้น เป็นหนึ่งแรงสำคัญในการก่อตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ให้เกิดขึ้นจริง จนเกิดพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ พ.ศ. 2543 ให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของรัฐ
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์มีภารกิจในการสรรหาและพัฒนานักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ มุ่งปสู่ความเป็นนักประดิษฐ์ คิดค้น และนักวิจัยที่มีความสามารถระดับมาตรฐานโลก โดยมี ดร. ธงชัย ชิวปรีชา เป็นผู้อำนวยการคนแรก และปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการติดต่อกันในวาระที่สอง
ทำไมถึงตัดสินใจเลือกตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่นี่
ความคิดที่จะตั้งที่นี่ เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2542 คราวนั้นอยากจะตั้งใหม่เลย แต่เป็นจังหวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลก็บอกว่าอยากให้ไปเทคโอเวอร์โรงเรียนที่มีอยู่แล้วปรับไปเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ซึ่งก็ไปสำรวจดูก่อนหลายแห่ง เช่น โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติศรีนครินทร์ที่ จ. ลพบุรี ไปดูแล้วก็ไกลเกิน
ไปดูที่โรงเรียนหลายๆ แห่งของกรมสามัญศึกษาในขณะนั้นที่ตั้งใหม่แถวสุวินทวงศ์ ก็ยังไม่เหมาะสม เพราะโรงเรียนที่จะทำเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ต้องเป็นโรงเรียนประจำ และต้องได้รับมีความร่วมมือจากหลายมหาวิทยาลัยด้วย ไปดูที่โรงเรียนจุฬาภรณชลบุรี และจุฬาภรณ์ปทุมธานี ถึงมีหอพักแต่แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่สามารถที่จะปรับมาเป็นโรงเรียนที่เป็นองค์การมหาชนได้
ท้ายที่สุดก็มาดูที่ ร.ร. มหิดลวิทยานุสรณ์ ตอนนั้น ดร. สุวัฒน์ เงินฉ่ำ เป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษา และคิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ เราก็มาคุยกัน พยายามทำความเข้าใจกับบุคลากรในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เนื่องจากว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์อยู่ ฉะนั้นก่อนที่เราจะทำอะไรไป เราต้องขอพระราชดำริ ท่านสุวัจน์ก็ติดต่อให้เข้าเฝ้า และหลังจากที่มีการคุยกันหลาย ๆ ฝ่ายแล้ว ก็เกิดโรงเรียนวิทยาศาสตร์ขึ้นมา
ช้าไปไหมคะที่เราเพิ่งมาตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์
จะมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก เพียงแต่ว่าเรามีจะต้องวิธีส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เขามาเป็นผู้ทำวิชาการ เป็นนักวิจัยที่เข้มข้น ถ้าเรามีวิธีที่ดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์ก็เป็นวิธีการหนึ่งเท่านั้น
โรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่ผมเห็นครั้งแรกเลยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว อยู่ที่ฟิลิปปินส์ ของมาดามมาร์กอส และก็ไปเห็นที่เกาหลี และอเมริกา ถามว่าโรงเรียนวิทยาศาสตร์มีประวัติย้อนหลังสักเท่าไหร่ ถ้าของอเมริกา ก็ 50 กว่าปีแล้ว ถ้าที่รัสเซีย 30 กว่าปี เกาหลีก็เกือบ ๆ 30 ปี เวียดนามก็เกือบ ๆ 30 ปี ของไทยเราตอนนี้ก็ 7 ปี และเราก็มีโครงการ พสวท. มา 20 กว่าปี ถ้าจะถามว่า ตรงนี้ช้าไปไหม ก็เรื่องเดียวกับที่ได้พูดมาแล้ว แต่ที่มีโรงเรียนวิทยาศาสตร์นี่เราทำทีหลัง
ตอนนั้นทางเลือกระหว่างการที่จะปรับปรุงโรงเรียนจุฬาภรณ ฯ ทั่วประเทศ
กับการตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ผู้เกี่ยวข้องคิดอย่างไร
เงื่อนไขความสำเร็จของโรงเรียนวิทยาศาสตร์ มันเป็นเงื่อนไขที่ถ้าโรงเรียนยังคงอยู่ในระบบราชการปกติ คงจะทำลำบาก ดังนั้นการที่เราจะทำโรงเรียนวิทยาศาสตร์ให้สำเร็จเกิน 2 แห่ง ก็เกินกว่าศักยภาพที่เราจะทำได้ ฉะนั้นตอนนี้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์จึงทำเป็นแค่โรงเรียนนำร่อง และก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าใช่หรือเปล่า
ก่อนที่จะก่อตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์เราเพียงแต่มีสมมติฐานว่า ถ้าโรงเรียนยังอยู่ในระบบราชการ ภายใต้ระบบปกติ คงมีข้อจำกัดหลายประการ ซึ่งถ้าออกมาเป็นองค์การอิสระแล้วน่าจะดีขึ้น ฉะนั้นการที่จะตัดสินใจนำออกจากระบบทีเดียว 10 โรง 20 โรงคงมีความเสี่ยงสูง จึงเริ่มที่ 1 โรงเรียนก่อน ตอนนั้นเราก็เลยต้องเลือกโรงเรียนที่พร้อมจะออกนอกระบบมากกว่าโรงเรียนอื่น
ช่วงทำมา 4 ปีแรก เราก็ยังคงเก็บตัวเงียบ เพราะว่ายังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เราทำนี่ใช่หรือเปล่า แต่หลังจากสิ่งที่ทำมาสัก 4-5 ปีแล้ว เราก็เริ่มมองเห็นและมั่นใจว่าวิธีการที่ทำมาน่าจะถูกต้อง สังคมก็รับมากขึ้น ครูบาอาจารย์พ่อแม่ผู้ปกครองก็รับมากขึ้น เริ่มมีผลผลิตเชิงประจักษ์
การขยายผลโรงเรียนวิทยาศาสตร์ไปสู่โรงเรียนอื่น
ในพระราชกิจจานุเบกษาก็ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่าสิ่งที่เราทำมันแค่ต้นแบบ หน้าที่ของเราตอนนี้คือขยายผล ขณะนี้ก็อยู่ในระยะเริ่มต้นที่ขยายผล การขยายผลมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นองค์การมหาชนเหมือนโรงเรียนมหิดล ฯ เราก็ต้องคิดต่อไปว่า เราจะมีวิธีการอื่นอีกไหม ที่เราขยายผลไปแล้ว จะได้ผลใกล้เคียงไม่ต่างไป
ขณะนี้โรงเรียนมหิดล ฯ ก็ได้รับมอบหมายจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้ลงไปดูแลโรงเรียน จุฬาภรณราชวิทยาลัยว่าจะนำประสบการณ์ต่าง ๆ ไปช่วยยกระดับโรงเรียนจุฬาภรณ ฯ ได้หรือไม่
อะไรที่ทำให้ความสำเร็จของโรงเรียนมหิดล ฯ ได้เห็นเร็วขนาดนี้
ผลที่เห็นอยู่ในตอนนี้น่ะนะ มันยังเป็นผลเทียม ไม่ใช่ผลแท้ เด็กได้เหรียญโอลิมปิก ผมก็เห็นว่าไม่ใช่ของจริง คะแนนโอเน็ต-เอเน็ตสูง ไม่ใช่ของจริง อันนั้นเป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นที่ยืนยันว่าเด็กเหล่านี้น่าจะเป็นคนเก่ง แต่จริง ๆ แล้วเราต้องการสิทธิบัตร องค์ความรู้ใหม่ ๆที่เด็กเหล่านี้สร้าง
เวลาคล้องเหรียญทองโอลิมปิกให้ ก็จะบอกนักเรียนว่า ผอ. ดีใจด้วยนะ แต่ถ้าจะเอา 10 เหรียญทอง มาแลกกับ 1 สิทธิบัตร ผอ. จะเอาสิทธิบัตรนะ
ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการ ร.ร. วิทยาศาสตร์ ท่านเคยพูดเอาไว้ว่าไม่จำเป็น
และไม่มีข้อผูกพันที่จะให้นักเรียนเรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์ จะเรียนคณะอะไรก็ได้
ตรงนี้ให้เข้าใจว่า ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพใด ทางด้านวิศวกรรม การเกษตร การบริการ หรือทางด้านชีวภาพต่าง ๆ เราเป็นเพียงแต่ผู้ใช้องค์ความรู้เท่านั้น เราไม่มีคนที่ทำการค้นคว้าวิจัยที่จะสร้าง องค์ความรู้ในอาชีพต่าง ๆ
นิยามของคำว่านักวิทยาศาสตร์ของผม ไม่ใช่คนที่เรียนจบ วทบ. ไม่ใช่คนที่เรียนจบ Ph.D. ทางด้านวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ในความหมายของผมนั้นก็คือคนที่ทำการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงคนที่ทำการค้นคว้าวิจัย เช่น คนที่ทำงานด้านนิติศาสตร์ เขาก็ทำการวิจัยทางนิติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คนที่ทำงานทางด้านเศรษฐศาสตร์เขาต้องการวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้องค์ความรู้ เขาก็เป็นนักวิทยาศาสตร์
ถึงจบวิทยาศาสตร์ Ph.D. มา แต่ก็ไม่ได้ทำวิจัย เขาก็ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่จบมาทางวิทยาศาสตร์ ทำหน้าที่สอน ทำหน้าที่บริหาร แต่ไม่ได้ทำวิจัย นั่นไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หมอที่ทำวิจัยก็คือนักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าหมอรักษาอย่างเดียวไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์
คำว่านักวิทยาศาสตร์ของผม ก็คือ คนที่จบมาแล้วทำการวิจัยค้นคว้าโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
มีแผนจะติดตามผลนักเรียนที่จบไปแล้วไหมคะ
ก็มี อันนี้สำคัญมาก ต้องมีการวางแผนติดตามกันระยะยาว
สังคมรับรู้ว่าผลโอลิมปิกของโรงเรียนมหิดล ฯ ดี โรงเรียนได้ทำอย่างไรบ้าง
ต้องเรียนว่า ก็เด็กเราเก่ง ถ้าไม่ได้ก็แปลก เพราะเราคัดมาจากสองหมื่นคน คัดไว้ 240 คนเราเกือบไม่ต้องทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว
ท่านผู้อำนวยการจะบอกว่าเด็กเก่งเอง ไม่ต้องทำอะไร ?
เราเสริมให้เด็กนิดหน่อย ลึก ๆ ของผม ผมสนใจเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะอยาก ให้เด็กไปค้นคว้าวิจัย ไปฝึกงานในห้องแล็ป ให้เด็กได้ไปนำเสนองานที่ต่างประเทศ ทางนั้นน่ะสำคัญมาก แต่ว่าสังคมเรากลับให้ความสำคัญกับโอลิมปิกวิชาการมากกว่า ซึ่งโอลิมปิกวิชาการนั้นผมเองก็ได้ไปเริ่มมาเหมือนกัน แต่เนี่ย..เราก็ต้องทำตรงนี้ควบคู่ไปด้วย
ถ้าเด็กของผมได้รางวัลโครงงานวิทยาศาสตร์ของโลก แล้วโครงงานนั้นสามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้ โครงงานนั้นสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมได้ นี่เป็นเป้าจริง ๆ
หลักสูตรของที่นี่ต่างจากโรงเรียนอื่นอย่างไร
เรามีวิชาเลือกมาก เพราะเด็กเรียนเร็ว เนื่องจากนักเรียนทั้งหมดเป็นเด็กที่อยู่ 1% บน หรือเด็กเก่งระดับบนของเด็กไทยทั้งหมด จึงสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กปกติ ฉะนั้น แล้วทำไมเราต้องไปให้เขาเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเขาใช้เวลาเรียนตามหลักสูตรปกติได้เร็ว เราจึงได้เติมสิ่งที่เขารักเขาสนใจเป็นวิชาเลือก ที่โรงเรียนนี้มีวิชาเลือกเพิ่มเติมตั้ง 100 กว่ารายวิชา ตามความรักความถนัดของเขา
เกณฑ์การจบหลักสูตร ส่วนใหญ่จะพัฒนาใจ ซึ่งเรียกว่ากิจกรรมพัฒนาความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาน เช่น การปฏิบัติกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ การออกกำลังกาย การปฏิบัติธรรม การทำโครงงานวิทยาศาสตร์
โรงเรียนให้ความสำคัญกับการปฏิบัติธรรมด้วยหรือคะ
สำคัญมากเลย คือขณะนี้อยากเห็นทุกคนทำสมาธิเบื้องต้นเป็น การปฏิบัติธรรมจะเป็นส่วนหนึ่งที่ฝึกให้เด็กมีสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ อันนี้สำคัญ
สังคมห่วงใยว่าเมื่อเด็กเก่งมารวมกันจะแข่งขันกันสูงและไม่ค่อยมีน้ำใจ
นี่คือคำถามแรกเลยที่คนเขาถามกัน จริง ๆ แล้วไม่ใช่หรอก ถ้าเราจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้ดี ผมยืนยันว่าเด็กที่นี่มีน้ำใจ มีแต่ช่วยกัน เพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง มีน้ำใจที่จะทำให้สังคม อย่างเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็จัดค่ายให้เด็กภาคใต้ตั้ง 700-800 คน ถ้าเราสามารถจัดกิจกรรมให้เหมาะสมเราจะเห็นตรงนี้ชัดเจน เราสามารถสร้างพื้นฐานตรงนี้ให้เด็กได้
คิดว่าโรงเรียนประสบความสำเร็จถึงระดับไหนแล้ว หวังไว้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร
ที่ผ่านมา การวัดความสำเร็จ เราเปรียบเทียบกับโรงเรียนหรือกับเกณฑ์ต่าง ๆ ภายในประเทศของเรา แต่ขณะนี้เรากำลังพัฒนาตนเอง กำลังมีโครงการที่จะไปศึกษาว่าโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกว่าเขามีอะไรดี เพราะอุดมการณ์ของเรานั้นต้องการให้โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนชั้นนำของโลกด้วย
แล้วได้เผื่อความสำเร็จไปยังโรงเรียนอื่น ๆ อีกไหมคะ
โรงเรียนวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอเมริกานั้น มีภารกิจนอกจากจะจัดการเรียนการสอนภายในโรงเรียนของตนเองแล้ว ก็คือช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนโดยรวมของประเทศ ก็แน่นอนในขณะนี้เราก็เป็นโรงเรียนต้นแบบ แต่ผมก็ไม่อยากพูดว่าเราจะเข้าไปช่วย เพราะนั่นเป็นภาระของ สสวท. ขณะนี้เราก็จะลงไปดูแลเฉพาะโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย 12 แห่ง
ครูที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์ต่างจากครูโรงเรียนอื่นอย่างไร
ขณะนี้ครูที่นี่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 40% เป็นครูที่มาจากระบบเดิมที่ลาออกจากราชการมาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเขากล้าตัดสินใจที่จะออกจากราชการเข้ามาสู่ระบบใหม่ แสดงว่าเขามีความเชื่อมั่นในระบบ ง่ายที่จะพัฒนา โรงเรียนให้ความสำคัญในการพัฒนาครู จนเดี๋ยวนี้ผมมีความมั่นใจว่าครูของโรงเรียนที่ติดมาจากระบบเก่า เรื่อง ICT ไปได้ดี เป็นต้นแบบของโรงเรียนทั่วไปได้ จิตวิญญานของความเป็นครูก็ดีมาก ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากก็พัฒนาไปมาก
สำหรับครูรุ่นใหม่ที่เรารับมา ก็เริ่มต้นประกาศรับ ส่วนใหญ่รับปริญญาโท ต้องเป็นคนที่แม่นในเนื้อหาวิชาที่เขาจะสอน สมมติว่าจะรับครูเคมี ต้องทดสอบเนื้อหาทางเคมีว่าแม่นไหม แล้วก็ทดสอบการสอนวิชาเคมี เมื่อผ่านแล้วเราก็ยังไม่ได้รับ ต้องผ่านการทดสอบของจิตแพทย์ก่อนว่ามีสภาพจิตปกติพร้อมที่จะเป็นครูได้ เราก็รับ แต่เมื่อรับแล้ว ก็ต้องเซ็นสัญญา 1 ปีก่อน ถ้าครบ 1 ปีแล้ว ก็ประเมิน และเซ็นสัญญาต่อ
ขณะนี้ครูของเรา 70-80% แล้วที่มีวุฒิปริญญาโท ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า 20% ของครูน่าจะมีวุฒิปริญญาเอก เพราะเด็กที่นี่เก่งมาก จึงต้องการครูที่มีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชานั้นแน่น มีเทคนิคการสอนที่ดีเพื่อที่จะดูแลนักเรียน ฉะนั้นโรงเรียนที่สอนแบบเดียวกับมหิดลวิทยานุสรณ์ที่อยู่ต่างประเทศเขาจะมีครูที่จบปริญญาเอกประมาณ 50-60%
คนข้างนอกที่มาช่วยล่ะคะ
อย่างคณิตศาสตร์ เราเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาช่วยงาน Part-Time อยู่อาทิตย์ละวันบ้าง 2 วันบ้าง ตอนนี้เราก็ได้รับความกรุณาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่านมาช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับสาขาวิชาต่าง ๆ และมาช่วยสอนวิชาเลือก
เวลาเรามีกิจกรรมต่างประเทศ เราก็ให้อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีเครือข่ายและภาษาดี มาช่วยจัดการ เช่น พาครูและนักเรียนไปเสนอโครงงานที่ต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ครูของเราได้เก็บกักข้อมูลได้มากขึ้น
ความสุขของผู้อำนวยการ
ความสุขของผมขณะนี้ก็คือผมได้ทำสิ่งที่อยากทำแล้ว และผมก็เห็นว่านักเรียนมีความสุข คือ ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ... เราก็มีความสุข เราได้เห็นเด็ก ๆ ที่มาอยู่กับเรามีความสุข ..........เราก็มีความสุข เราได้เห็นครูบาอาจารย์ทำงานอย่างมุ่งมั่นเต็มที่และมีความสุข... เราก็มีความสุข
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 11 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 30 ส.ค. 2550 (18:49) ผมคิดว่าการมาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดในชีวิตครับ ผมรักโรงเรียนนี้มาก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 30 ส.ค. 2550 (21:44) ขอบคุณ ครับ ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลักสูตรมีวิชาเลือกเพิ่มเติมที่หลากหลายโดยเฉพาะสาขาวิทยาศาสตร์ ประกอบกับนักเรียนค่อนข้างจะเรียนได้เร็ว ก็ขอให้ประสบความสำเร็จครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 31 ส.ค. 2550 (20:51) I want to study at Mahidol Wittayanusorn School. Please suggestion. Thanks.
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 3 ก.ย. 2550 (22:42) สำหรับคำแนะนำหากต้องการให้เข้าไปที่ www.mwit.ac.th/webboardnew มีจะมีคนให้คำแนะนำมากมายครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 4 ก.ย. 2550 (20:58) Thanks. I will look for it.
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 5 ก.ย. 2550 (16:46) เรียนถามในฐานะผู้ปกครองค่ะ ตอนนี้ลูกเรียน ม.2 สนใจอยากเข้าเรียนที่นี่ค่ะ แต่มีหลายคนคัดค้านว่า ถ้าบ้านเรายังใช้ระบบเข้ามหาวิทยาลัยโดยใช้ GPA O-Net A-Net แบบเดิม เด็กที่นี่ถึงแม้จะเก่งจริง แต่ค่า GPA อาจจะต่ำกว่าเด็กโรงเรียนอื่น ๆ เช่นเด็กมหิดลที่ได้เกรด 3.5 อาจจะเก่งกว่าเด็กที่อื่นที่ได้เกรด 4 แต่เวลาเลือกคณะและมหาวิทยาลัย จะเสียเปรียบเด็กที่ได้เกรด 4 จากโรงเรียนอื่น อยากทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคะ ขอบคุณค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 5 ก.ย. 2550 (19:30) ขอชื่นชมท่านผอ.มากคะ ประเทศไทยน่าจะมีคนเก่งและคนดีอย่างนี้มากๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 ก.ย. 2550 (10:09) โดยส่วนตัวผมเมื่อเรียนที่นี่แล้วอาจทำให้มุมมองเปลี่ยนนะครับ
ส่วนตัวผมไม่ได้ตั้งความหวังจากการ admission มากเท่าไหร่แต่หวังสอบชิงทุนมากกว่า
เช่น ทุนโอลิมปิกวิชาการ ทุนกพ แต่ถ้าหากบุตรหลานของท่านมาเรียนที่นี่
ความเป็นห่วงก็ลดลงมากเพราะเด็กที่นี่ส่วนใหญ่ แม้แต่คนที่อ่อนที่สุด
ก็ยังเก่งอยู่ดี ฉะนั้นเรื่องการสอบ admission ไม่น่าจะมีปัญหาคับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 26 ต.ค. 2550 (09:21) สุดยอดมาก ร.ร. นี้ เป็นร.ร.ในฝันของใครหลายๆคน รวมเราด้วย