<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32448" type="text/javascript"></script> |
|
มณีนพรัตน์ ภาค ปฐมบทแห่งมณีนพรัตน์
กาลครั้งหนึ่ง ในโลกทั้งสามโลกนี้ มีจ้าวแห่งสรรพสิ่งอยู่เก้าตนได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ป่า มหาสมุทร บาดาล สวรรค์ และ มนุษย์ เมื่ออัญมณี ปรากฏ ขึ้นมาเก้าดวงพร้อมกับพลังของอัญมณีนั้น เมื่อใดที่แก้วทั้งเก้าดวงนี้มารวมกัน ผู้ครอบครองจะมีอำนาจเหนือทุกสิ่งในโลกนี้
post ครั้งแรก: Sun 2 September 2007, 11:42 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 13 May 2008, 8:27 pm
|
มณีนพรัตน์
ปฐมบทแห่งมณีนพรัตน์ ตอน อัคราภา
ภายในป่าทึบที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่รายรอบ แสงแดดยามเย็นลอดผ่านใบไม้ลงมายังเบื้องล่าง ใต้ผืนป่า แห่งนั้นจึงมีสีส้มอ่อนๆ นวลตายิ่งนัก เสียงเจี๊ยวจ๊าวของบรรดานกทั้งหลายที่เริ่มบินกลับเข้ารังต่างดังไปทั่วบริเวณป่า ขณะนั้นมีขบวนรถม้าสามคัน และเหล่าทหารจำนวนหนึ่ง ที่เดินคุ้มกันมากับขบวน หน้าขบวนมีทหารม้าสองนาย ขี่ม้านำขบวน เหล่าทหารแต่งกายด้วยผ้ามัดย้อมสีกรมท่า โพกหัวด้วยผ้าชนิดเดียวกัน ทั้งหมดมีอาวุธครบมือ ขบวนรถม้าซึ่งเสด็จโดยพระนางสุจิราราชเทวีวัยยี่สิบสี่พรรษาแห่งโกษิตนคร และเหล่านางกำนันชั้นผู้ใหญ่ ได้เดินทางเคลื่อนขบวนเข้ามายังในป่าแห่งนี้ โดยขณะที่พระนางสุจิราเทวีนั้นได้ทรงพระครรภ์
ภายในรถม้า พระนางสุจิราเทวีที่ทรงพระครรภ์ ก็เริ่มมีอาการเจ็บพระครรภ์ขึ้นมา มีสีพระพักตร์ไม่สู้ดี หมอหลวงที่ตามเสด็จก็ดูพระอาการอย่างใกล้ชิด นางกำนันซึ่งเห็นพระอาการก็วิตก จึงได้ถามทหารที่ทำหน้าที่เป็นสารถีด้วยน้ำเสียงร้อนรน
อีกนานไหมกว่าจะถึงเมืองเทวะนคร
พ้นป่านี้ไปก็เข้าเขตเมืองเทวะนครแล้วครับ ผู้เป็นสารถีหันมาบอกนางกำนันที่ชะโงกหน้าถามทำหน้าร้อนใจ
พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ก็ยังคงให้แสงสว่างในยามพลบค่ำ
หยุด......ด เสียงดังก้องจากหน้าขบวน ทหารองครักษ์ที่ขี่ม้านำขบวนสั่งให้หยุด แล้วก็ควบม้ามายังรถพระที่นั่ง
ขอเดชะ คืนนี้เราจะค้างแรมที่นี้ก่อนพะยะค่ะ ทหารนำขบวนกราบทูลเสร็จก็สั่งให้เหล่าทหารจัดพลับพลาที่ประทับ ณ.ยังป่าแห่งนั้นก่อนที่จะมืดเสียก่อน
เวลาผ่านไปเข้าสู่ยามค่ำคืน ที่พระจันทร์เต็มดวงได้ส่องแสงนวลไปทั่วบริเวณป่า ทำให้พื้นที่ในป่าสว่างไสวมองเห็นได้แม้ในที่มืด แต่แล้วแสงจันทร์จ้าก็ส่องแสงได้ไม่นาน เมฆสีดำก็เคลื่อนมาบดบัง ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมผืนป่า ที่ปลายฟ้ามีแสงแปลบปลาบเป็นระยะๆ สายลมพัดปลิวเศษใบไม้เข้ามาในบริเวณพลับพลา กระจัดกระจาย ลมโหมพัดแรงขึ้น ผ้าใบที่ล้อมรอบปลิวไสวตามแรงลม
ภายในพลับพลานั้น พระนางสุจิราเทวีได้เจ็บพระครรภ์อย่างหนัก ส่งเสียงร้องครวญครางไปทั่วบริเวณ เหล่านางกำนันและหมอหลวงก็เร่งดูพระอาการอย่างใกล้ชิด
บริเวณภายนอกสายลมยังคงกระหน่ำเข้ามาในป่าอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้ายังคงมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่เป็นระยะ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ประหลาดนี้ได้เกิดขึ้นทั่วทุกพื้นพิภพ
-------------------------------------------------
ที่เมืองโกษิตนครก็รับรู้ถึงเหตุการณ์ประหลาดนี้เช่นเดียวกัน ในขณะที่พระเจ้าอินทิกราชกษัตริย์แห่งโกษิตนครวัยยี่สิบแปดพระพรรษาทรงบรรทมอยู่นั้น ผนังภายในห้องบรรทมก็สะท้อนแสงแปลบปลาบเป็นระยะจากภายนอก ทำให้พระเจ้าอินทิกราชทรงตื่นจากบรรทม พระองค์จึงเสด็จไปยังหน้าต่าง และได้ทรงทอดพระเนตรออกไปยังท้องฟ้านั้น ทรงเห็นแสงประหลาดพวยพุ่งจากพื้นพิภพสู่ท้องฟ้า ณ ปลายขอบฟ้าที่แสนไกล ทรงมองเห็นและรู้สึกถึงความอัศจรรย์นี้ แต่เพราะสายฟ้าแลบและลมที่ยังคงโหมพัดกระหน่ำ ทำให้พระองค์เริ่มวิตกขึ้นมา สีพระพักตร์เริ่มเปลี่ยนเป็นกังวล ทรงรำพันชื่อมเหสีของพระองค์ออกมา สุจิรา.....ราชเทวีข้า
แสงที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ไม่ได้มีที่เดียวดั่งที่พระเจ้าอินทิกราชทรงทอดพระเนตรเห็น แต่เกิดขึ้นทั่วพิภพในที่ต่างๆ กัน ถึงเก้าแห่ง แต่ละแห่งอยู่ห่างกันแสนไกล ลำแสงที่พวยพุ่งขึ้นนั้นปรากฏทั้งบนยอดเขา กลางป่า กลางทะเล แม้แต่กลางเมือง ทั้งยังมีสีสันของแสงแตกต่างกันไป
-------------------------------------------------
บนยอดเขาสูงแห่งหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าคลุมศีรษะสีดำยืนอยู่ ผ้าคลุมที่ยาวถึงพื้นนั้นกำลังปลิวไสวไปตามแรงลม ร่างที่ยืนนั้นกำลังมองแสงขึ้นที่ปลายฟ้าที่อยู่ไกลออกไป จากยอดเขาที่ร่างนั้นยืนอยู่มองเห็นแสงที่ขึ้นจากพื้นพิภพได้สองแห่ง
อุแว้.........อุแว้...........
เสียงร้องของเด็กทารกดังแว่วมาแต่ไกล ดวงตาสีแดงภายใต้ผ้าคลุมนั้นฉายแววขึ้นมา เสียงร้องของทารกน้อยดังก้องในหูของมัน แม้จะได้ยินแว่วๆ แต่ก็อยู่ห่างไกลจากที่มันอยู่มาก
-------------------------------------------------
กลางป่าบริเวณพลับพลาที่ประทับ เสียงร้องของทารกแรกเกิดดังขึ้นทั่วบริเวณ พระนางสุจิราเทวี ได้ประสูติโอรสกลางป่า เสียงร้องของกุมารน้อยแผดเสียงแหลมจ้าดั่งไปทั่วผืนป่า ดั่งจะเรียกสัตว์ป่าที่หิวโหยให้ตื่นจากหลับใหล ได้มาลิ้มรสเนื้ออ่อนแรกเกิดนี้
แววตาแดงก่ำในความมืด ห่างออกไปไม่ไกลจากบริเวณพลับพลานัก มีอะไรบางอย่างอยู่ภายในป่านั้น แววตาสีแดงลอยเด่นอยู่ในป่าที่มืดมิด อะไรบางอย่างนั้นกำลังขยับตัวเคลื่อนไหว เสียงร้องของกุมารน้อยเงียบหายไปแล้ว แต่ก็พอทำให้ตัวอะไรบางอย่างนั้นรู้ถึงที่มาของเสียงว่าอยู่บริเวณใดในป่านี้
บริเวณพลับพลาที่ประทับ สว่างไสวไปทั่วบริเวณ ด้วยแสงจากคบเพลิง
พระนางได้ประสูติพระโอรสเพคะ หมอหลวงได้ถวายโอรสแด่พระนาง
ลูกแม่ พระนางมองหน้ากุมารน้อย สายพระเนตรบ่งบอกถึงความปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง แต่พระนางก็ชื่นชมโอรสน้อยได้ไม่นานเหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้นภายนอก
อ๊ากกก
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของทหารไม่ไกลจากบริเวณพลับพลาเท่าไรนัก ได้สร้างความตกใจให้กับพระนางเป็นอย่างยิ่ง พระนางโอบกอดลูกน้อยแนบชิดแน่น สัญชาตญาณความเป็นแม่แสดงออกมาเมื่อรู้ว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น
สัตว์ประหลาดตัวใหญ่ในตาแดงก่ำ มีส่วนหัวคล้ายมังกรแต่ไม่มีเขา ลำตัวยาวเหมือนจระเข้มีเกล็ดหนาสีดำทั้งตัว ขาทั้งสี่ใหญ่และมีกรงเล็บแหลมคม หนวดยาวตรงบริเวณส่วนปลายของปากมีลักษณะคล้ายแส้ของมันตวัดไปมา ทหารถือดาบเข้าล้อมเจ้าสัตว์ร้ายนั้น ตัวมันสูงใหญ่กว่าม้าเล็กน้อย เพียงเท่านั้นก็ใหญ่พอสร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าทหารที่รายล้อมมันอยู่นัก เมื่อหอกถูกพุ่งเข้าใส่เจ้าสัตว์ร้ายตัวใหญ่สีดำนั้น ฉากการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น เจ้าสัตว์ร้ายกระโจนเข้าใส่ทหารที่กำลังรายล้อมอยู่ เกล็ดสีดำเลื่อมดุจดังเกราะเหล็ก ที่แม้แต่ดาบอันคมกริบของเหล่าทหารก็ไม่สามารถทำให้มันระคายเคืองได้เลย การเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว ทำให้มันเข้าถึงตัวเหยื่อได้อย่างง่ายดาย ส่วนหางของมันที่สะบัดไปมาด้วยความแรงทำให้ร่างของทหารที่ถูกฟาดถึงกับขาดเป็นสองท่อน คมเขี้ยวและกรามอันแข็งแกร่งเข้าฉีกร่างกระเด็นไปทีละคน สร้างความโกลาหลไปทั่ว เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจทั้งคนและม้าดังกึกก้องผืนป่า
คุ้มกันพระมเหสี เสียงทหารองครักษ์ที่กำลังควบม้าเข้ามายังบริเวณพลับพลาดังขึ้น ในมือเขากำดาบไว้แน่น เหล่าทหารวิ่งตามมาทำหน้าที่คุ้มกันตามคำสั่งของนายทหารโดยล้อมบริเวณพลับพลาไว้
ภายนอกยังคงมีเสียงร้องของทหารที่ถูกสัตว์ประหลาดทำร้าย ดังระงมไปทั่ว
อุแว้.....อุแว้........
เสียงทารกน้อยร้องจ้าขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าสัตว์ร้ายมันจึงหันไปยังต้นเสียงร้องแหลมเล็กนั้น
ภายในพลับพลาที่ล้อมรอบไปด้วยผ้าผืนใหญ่ เหล่านางกำนันนั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องภายนอกทำให้พวกนางเริ่มขยับเข้ามาห้อมล้อมพระนางสุจิราเทวีไว้ พระนางกอดกุมารน้อยกระชับแน่นดั่งกลัวว่าจะมีสิ่งใดมาพรากโอรสน้อยไปจากพระนาง ขณะที่กำลังตกพระทัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกนั้น ราชองครักษ์ก็ได้นำรถม้าเข้ามายังหน้าพลับพลา
ฮี้ๆๆๆๆๆ..
ขอเดชะ พระมเหสีเชิญเสด็จหนีก่อนพะยะค่ะ สิ้นเสียงกราบทูลพระนางสุจิราเทวีและเหล่านางกำนัน ต่างรีบขึ้นไปยังรถม้า อย่างทุลักทุเล โดยราชองค์รักษ์ไม่รอช้าไสม้าวิ่งฝ่าความมืดออกไป
-------------------------------------------------
อั๊กกกกกก.......
เสียงสุดท้ายของทหารที่พยายามจะวิ่งหนีเจ้าสัตว์ร้าย แต่ก็ไม่อาจพ้นคมเขี้ยวของมันไปได้ เจ้าสัตว์ร้ายนั้นได้ฆ่าท็ททmหารตายจนหมด ก่อนที่มันจะมองไปในความมืดซึ่งสลับกับแสงแปลบปลาบของสายฟ้า เมื่อมันมองเห็นรถม้าวิ่งจากไป มันก็ไม่รอช้ากระโดดพุ่งตามไปในความมืดนั้นอย่างรวดเร็ว เสียงกุมารน้อยยังคงร้องจ้าไม่หยุด ส่วนพระนางสุจิราเทวีก็มีพระอาการย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เนื่องจากพระนางเพิ่งประสูติโอรส ทำให้เกิดอาการตกพระโลหิต พระพักตร์ซีดเซียว
พระมเหสี นางกำนันเรียกเมื่อเห็นว่าพระนางสุจิราเทวีเริ่มไม่ได้สติ ทำพระทัยดีๆ เพคะ
รถม้าวิ่งฝ่าความมืดออกมาจากแดนสังหารเข้ามาในป่า ทันใดนั้นเสียงม้าสองตัวที่ลากรถก็ร้องขึ้น
ฮี้ๆๆๆๆ..........
ม้าสองตัวหยุดวิ่ง ขาทั้งสี่ของพวกมันเหยียดตรงทำหน้าที่เบรกอย่างกะทันหัน สิ่งที่ทำให้พวกมันตกใจ ขวางทางอยู่ข้างหน้า เจ้าสัตว์ประหลาดตัวยาวสีดำไม่รอช้าพุ่งเข้าใส่ม้าที่ลากรถนั้น มันอ้าขากรรไกรกว้าง เขี้ยวอันแหลมคมสะท้อนแสงฟ้าแลบเผยให้เห็นความน่ากลัวของเจ้าสัตว์ร้ายนั้น ก่อนที่จะทิ้งคมเขี้ยวลงมาหมายจะงับคอม้าตัวหนึ่ง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้พวกมันต่างกระโดดหลบ รถจึงเสียหลักไถลพุ่งชนต้นไม้ ทำให้ตัวม้าหลุดออกมาจากรถ ม้าทั้งสองตัวจึงกระโดดหนีเตลิดเข้าป่าไปคนละทิศละทาง
ราชองครักษ์ลุกขึ้นชักดาบออกมา เพื่อต่อสู้กับเจ้าสัตว์ประหลาด แต่ไม่ทันที่จะได้เงื้อดาบร่างของเขาก็ถูกงับเข้ากลางลำตัว เลือดสีแดงฉาดพุ่งกระเด็นเข้ามายังในรถ นางกำนันเห็นเช่นนั้นก็ได้ส่งเสียงหวีดร้องออกมา ด้วยความตกใจกลัว เหล่านางกำนันจึงวิ่งหนีออกมาจากรถทิ้งให้พระนางสุจิราเทวีอยู่กับโอรสเพียงลำพัง เหมือนส่งชิ้นเนื้อให้สัตว์ร้าย เมื่อนางกำนันวิ่งออกมาร่างพวกนางก็ถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ
พระนางสุจิราเทวีมองหน้าลูกน้อยทรงกันแสงออกมา พระนางไม่มีแรงจะพยุงพระวรกายขึ้นมาแม้แต่น้อย
ดวงตาสีแดงของเจ้าสัตว์ร้ายจ้องมองไปยังราชรถ จากนั้นมันก็งับเอาหลังคาราชรถออก มันมองพระนางกับโอรสน้อย ซึ่งพระนางตอนนี้ได้หมดสติไปแล้ว ทิ้งให้โอรสน้อยที่ยังคงส่งเสียงร้องอยู่ในอ้อมแขนของพระนาง แม้ในความมืด ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นของเจ้าสัตว์ร้ายแม้แต่น้อย มันมองเห็นได้ชัดเจน มันยกหัวขึ้นเพื่อเตรียมโจมตี ก่อนที่มันจะงับขากรรไกรลงมาร่างของมันก็ถูกแรงอัดบางอย่างเข้ากระแทกกระเด็นออกไปอย่างแรง
แอ้.......อมมมมมมมมมม
เสียงช้างร้องดังก้องไปทั่วป่า แสงฟ้าแลบเผยให้เห็นช้างเผือกตัวใหญ่ที่มีงาสีขาวยาวดูทรงพลัง กำลังเดินเข้ามา พญาช้างเผือกเข้าช่วยพระนางสุจิราเทวีและกุมารน้อยไว้ทัน เจ้าสัตว์ร้ายค่อยๆ ทรงตัวลุกขึ้นมา มันสะบัดหัวทีหนึ่ง แล้วหันมายังพญาช้างเผือก
เจ้าหลีกไป เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้นมา กุมารนี้เป็นของข้า
ไม่มีเสียงตอบจากพญาช้างเผือก แต่พญาช้างได้เดินเข้ามาแล้วเอาตัวบังสองแม่ลูกไว้บ่งบอกถึงการปฏิเสธอย่างชัดเจน การกระทำดังกล่าวได้สร้างความโกรธให้กับเจ้าสัตว์ประหลาดอย่างมาก มันส่งเสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วป่าก่อนที่มันจะกระโจนเข้าใส่พญาช้างเผือก ร่างกายของมันก็หนักอึ้งพละกำลังหายไป รู้สึกเจ็บแปลบที่ลำตัว และมันก็รู้ว่าร่างกายมันได้รับบาดเจ็บ เมื่อมันมองไปที่ปลายงาของพญาช้าง มันเห็นคราบเลือดติดอยู่และย้อยหยดลงบนพื้น รอยเลือดของมันนั่นเอง เกล็ดหนาสีดำของมันถูกงาเสียบเข้ากลางลำตัวจนสูญเสียพลังไป มันมองไปยังพญาช้างด้วยแววตาอาฆาตครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่าคู่ต่อสู่มีกำลังเหนือกว่ามันจึงหันจากไปอย่างเคียดแค้น
เมื่อเจ้าสัตว์ร้ายจากไป พญาช้างเผือกก็มองมายัง สองแม่ลูก แล้วใช้งวงเข้าสะกิดผู้เป็นมารดา ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ จากพระนางสุจิราเทวี พระนางเสียพระโลหิตสิ้นพระชนม์ไปเมื่อครู่นี่เอง
กุมารน้อยหลับพริ้มเพราะร้องไห้จนหมดแรง บริเวณแก้มมีแต่คราบน้ำตาแห้งเกรอะกรัง
เจ้ายังมีบุญญานุภาพนัก ที่ข้ามาช่วยเจ้าได้ทัน พญาช้างเศวตริน รำพันในใจ ก่อนที่จะเอางวงช้อนตัวกุมารน้อยขึ้นมา แสงฟ้าแลบแปลบปลาบหายไป เมฆสีดำเริ่มจางลง แสงสว่างของจันทราก็เจิดจ้าทั่วผืนป่าอีกครั้ง
-------------------------------------------------
-------------------------------------------------
-------------------------------------------------
เก่งจังเพลงไตลเติลไพเราะมากเนื้อหาในเรื่องก้อดีมากเลยขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
สุดยอดครับผมจะมาอ่านบ่อยๆนะครับ
เยี่ยมไปเลยจ้า
เขียนออกมาได้ดีเลยดีเดียวหล่ะ
สู้ๆต่อไปน้า

หวัดดีค่ะ แต่งไดเยี่ยมมากเลยนะค่ะแต่งมาหลายๆๆๆๆตอนนะค่ะเดี่ยวจะมาอ่านทุกๆๆวัน

กล้บมาแล้วครับ อิอิ สวัสดีครับ ขอบคุณทุกท่านติดตามนะครับ อิอิ หายไปนานเลย ตอนนี้กลับมาปั่นต่อ และกลับไปแก้ไขบางช่วงบางตอนบ้าง แต่เนื้อหายังคงเดิมครับ อิอิ ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งครับ อิอิ
*-
แต่งได้สุดยอดเลยอ่ะ(น่าติดตามมากๆ)
อิอิ สู้ๆนะ ท่านเศวตริน


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |