คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32451" type="text/javascript"></script>
ความเป็นหนี้เป็นสินและความไม่เป็นหนี้เป็นสิน
การพูดกันในวันนี้จะพูดถึงเรื่อง ความเป็นหนี้และความไม่เป็นหนี้ โดยจะรู้สึกว่า คนยังไม่ค่อยรู้จักสิ่งนี้กันนัก และก็อาจจะเห็นว่า มันไม่เกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับกู้หนี้ยืมสินเท่านั้นมันไม่เกี่ยวกับธรรมะ ที่จริงในความหมายนี้สำคัญมาก เพราะว่าความเป็นหน
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ชมแล้ว: 12,179 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 11:02 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 1 October 2007, 10:08 am

หน้าที่ 1 - บรรพชิต
มีแต่รับเอาๆ มันก็ถือเป็นหนี้ไม่เคยมีให้เลย ดีแต่เอาไม่เคยให้เลย นั่นแหละคนเป็นหนี้ แต่คนนั้นมันเล่ารู้สึกตัวว่า เราได้ เราได้เปรียบอะไรอยู่คนเดียว ก็กลายเป็นไม่มีธรรมะ ก็คือไม่มี หิริโอตปะ นั่นเอง ถ้ามันมี หิริโตปะ อยู่บ้างมันจะทำอย่างไม่ได้ การที่ไม่รู้ตอบแทนคุณเขานั้นก็คือ ความไม่มีหิริโอตปะ มักจะเรียกกันอย่างหนึ่งว่า เป็นคน อกตัญญู เป็นคนอกตัญญูก็คือ เป็นคนที่ไม่ใช้หนี้


ถ้าเกิดดูให้ดีว่าเราเป็นหนี้กันอย่างไร หลีกไหวไหมที่จะไม่เป็นหนี้ จะเป็นหนี้เรื่อยไปๆใช้กันไปมา หรือไม่ใช้ก็แล้วแต่ จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ รวมตัวตนให้หลุดพ้นจากความเป็นหนี้ ตลอดยังมีตัวตนยังไม่เป็นพระอรหันต์มันก็ยังมีการเป็นหนี้ ก็ยังเป็นหนี้โดยธรรมชาตินี่ก็อย่างหนึ่ง เป็นหนี้ตามสมมติขึ้นมา ตามพระบัญญัติ ตามกฎหมาย ตามประเพณี ก้อย่างหนึ่ง มันมีอยู่ 2 หนี้ เป็นหนี้ตามกฎหมาย ตามประเพณีนั้น มันจำเป็นต้องใช้ ไปทำสัญญากู้ไปทำสัญญายืมเขาไว้ ไม่ใช้เขาก็ฟ้องร้องให้มันยุ่ง มันก็ใช้ มันก็รู้จักกันดี กับหนี้ชนิดนี้ แต่หนี้ที่เป็นโดยธรรมชาตินี้ ไม่ค่อยจะรู้จักกัน แล้วก็ไม่ค่อยสำนึกกัน กลายเป็นคนที่ไม่มี หิริโอตปะ


52069




รู้จักกันว่าเราไม่ติดหนี้กันทางกฎหมาย ให้รู้ว่าเราติดหนี้เป็นหนี้คน หรืออะไรอีกที่มันมากๆ แต่ไม่ใช่ทางกฎหมาย แต่ว่าตามธรรมชาติ มันเป็นการไม่ใช้หนี้เลยเรียกว่าติดหนี้ แล้วมันก็ยังมากไปกว่านั้นอีกคือว่า ถ้ามันทำงานคุ้มค่ามันก็เป็นหนี้ ที่พูดกันเป็นประจำว่า ทำงานไม่คุ้มค่าข้าวสุกถ้าใครทำงานไม่คุ้มค่าข้าวสุก คือการเป็นหนี้นั้นเอง ขอให้สนใจว่า การเป็นหนี้มันก็คือทำงานไม่คุ้มค่าหรือสำคัญกว่า ที่จะไปติดหนี้ใครจริงๆ เดี๋ยวนี้ถ้าทำงานไม่คุ้มค่า ในการที่ธรรมชาติให้เขาเกิดมาได้เป็นคนๆหนึ่งก็ทำงานไม่คุ้มค่า ไม่เต็มความหมายแห่งมนุษย์นั่นแหละเป็นต้น เขาเรียกว่าเป็นหนี้ เป็นหนี้ใคร เป็นหนี้ธรรมชาติก็ได้ เป็นหนี้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ธรรมชาติลงทุนให้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วก็ทำงานไม่คุ้มค่า การทำอะไรไม่คุ้มค่าอย่างนี้ก็เรียกว่า การเป็นทางกฎหมาย ทางประเพณี เกิดมาชาติหนึ่งทำงานไม่คุ้มค่า ถือว่าเป็นหนี้อีก ที่จะต้องใช้ต่อไป


เชื่อในการเกิดใหม่ต่อไปในครั้งหน้าก็ถือว่าเป็นหนี้ ที่จะต้องใช้กันไปในชาติหน้า คนโบราณเขาพูดกันมาเป็นธรรมเนียม หรือว่าที่รู้จักกัน ว่าพระเณรที่ฉันอาหารที่ไม่ ปัจเวค สถาปัจจะณัง ปติสังขาโย ไม่ปัจเวคนี้ ตายไปจะต้องไปเป็นหนี้ ใช้หนี้ กายก กายิกกา ที่ได้ใส่บาตรให้ฉัน หรือถวายอาหารได้ยกให้ฉัน เขารับผิดกันถึงขนาดนี้ ก็คือการไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะของพระ หรือของเณร



แม้แต่ฉันก็ต้องไม่ปัจเวค มันก็เลยเป็นหนี้ ในการเป็นหนี้นี้ มันละเอียดอ่อนลึกซึ้งแยบคาย กว้างขวาง ภิกษุจะต้องมีอะไรที่คุ้มค่า ทำอะไรที่คุ้มค่า เกินค่า จนกระทั่งเกินๆเหลือที่จะกล่าวได้เหมือนกับเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เขาเรียกว่า บริโภคอย่างเจ้าหนี้ ถ้าเป็นขอทานไปซื้อข้าวสารมากิน อย่างนี้เขาเรียกว่า บริโภคอย่างลูกหนี้ เพราะว่าขอทานไม่ได้ทำอะไรให้คนเหล่านั้น แต่จะพูดโดยอ้อมแต่นี่เราพูดกันตรงๆ ภิกษุนี้ทำอะไรให้กับโลกนี้มากๆ หรือมากกว่า ไปรับอาหารมาฉัน มาบริโภคก็เลยไม่เป็นหนี้ เพราะเราได้ให้เขามากกว่า ยิ่งเป็นอาหารเรายิ่งให้มากกว่า ยิ่งเป็นพระพุทธเจ้ายิ่งให้มากกว่า ดังนั้นจึงเกิดคำพูดขึ้นมาเป็น 2 คำว่า บริโภคอย่างลูกหนี้ คำนึงและ บริโภคอย่างลูกหนี้ คำนึง ภิกษุต้องเป็นผู้บริโภคอย่างเจ้าหนี้ คือทำอะไรให้คุ้มค่า เกินค่า ไม่เหมือนคนขอทาน คนขอทานถ้าพูดหวานได้ ก็คงจะพูดว่า ขอทานช่วยเขาได้บุญ เราจะแก้ตัวก็ได้เหมือนกัน ข้างๆ คูๆไปตามเรื่อง ให้สัตว์เดรัจฉานมันก็ไปในรูปนั้นได้บุญ ได้ลดความเห็นแก่ตัว ถวายแก่บรรพชิตผู้มีหน้าที่ของบรรพชิตสมบูรณ์ มันไม่ได้สร้างหนี้ เพราะบรรพชิตที่ทำหน้าที่สมบูรณ์นั้น เป็นเจ้าหนี้



ข้อนี้มันต้องดูกันหน่อยว่า บรรพชิตนั้นมีหน้าที่อะไร อาจจะพูดได้มากมายว่า เป็นบรรพชิตอยู่ในพระพุทธศาสนามีหน้าที่สืบอายุพระศาสนา ถ้าเป็นพระชิตในอย่างอื่นก็มีการปฏิบัติให้ดู ดับทุกข์ให้เห็น เป็นเครื่องอุ่นใจ สั่งสอนให้รู้เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องที่ควรจะรู้ แต่ก็ถือกันมากกว่านั้น คือแม้แต่เพียงเป็นอยู่ให้ดูในโลกนี้ มีผู้ที่ไม่มีความทุกข์เป็นอยู่ให้ดู นี่เขาเรียกว่าคุ้มค่า เพียงจะได้เห็นสมณะผู้สงบไม่มีความทุกข์ นับว่าได้ประโยชน์มหาศาล ทำให้จิตใจสงบเยือกเย็น แล้วก็เป็นไปตามนั้นด้วย ถ้าเป็นบรรพชิต เป็นสมณะที่แท้จริง มันก็มีการกระทำที่คุ้มค่าอยู่ในตัว แต่ถ้าว่าไม่ทำหน้าที่ ที่แท้จริงที่ถูกต้อง มันก็ไม่คุ้มค่า มันก็ลูกหนี้ อย่าได้คิดว่า เราบวชแล้ว ก็แล้วกันมีหน้าที่
บิณตบาตร ฉัน หรือเขาว่ากันอย่างนั้น นี่ก็ไม่ถูกนัก เพราะว่ามันไม่ได้เป็นบรรพชิตนั้นเอง มันไม่ได้เป็นสมณะนั้นเอง แม้จะบวชแล้วมันก็ไม่ได้เป็นบรรพชิต ไม่เป็นสมณะ



ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่ใช่เจ้าหนี้ เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ ที่ถูกต้องของบรรพชิตของสมณะ นั่นแหละถึงจะมีความเป็นเจ้าหนี้เกิดขึ้น จึงต้องทำหน้าที่บวชเรียนจริงปฏิบัติจริงสั่งสอนจริง ต่อไปตลอดเวลาจะเป็นผู้บริโภคอย่างเจ้าหนี้ขึ้นมา หากภิกษุต้องไม่มีคำว่าเป็นหนี้ ถ้ายังเป็นหนี้มันก็ใช้ไม่ได้แหละไม่ใช่ภิกษุ มันยังมีอะไรที่ผูกพันอยู่ในโลกจึงต้องไม่มีหนี้ จะเป็นหนี้ทางไหนก็ตาม แต่ต้องไม่มีหนี้โดยประการทั้งปวง กู้หนี้ยืมหนี้นั้นก็ไม่มี เป็นหนี้ที่ทำงานไม่คุ้มค่าก็ไม่มีเหมือนกัน ขอให้เราสนใจกันดีๆเรื่องความเป็นหนี้ หรือความไม่เป็นหนี้ ถ้ามีความเป็นหนี้มันก็ไม่ใช่ผู้หลุดพ้น ไม่ใช่ผู้สมณะที่หลุดพ้น มันยังที่เป็นหนี้ที่ผูกพันอยู่ แม้แต่เป็นฆราวาสนี้ก็ถือกันว่าความหนี้เป็นทุกข์ หิณาทาณัง ทุกขังโลเก ความเป็นเป็นสินในโลกนี้ก็เป็นจริงอย่างนั้น ตามที่เขาถือปฏิบัติกันอยู่ ถ้าเป็นหนี้เป็นสินก็ร้อนใจ มันก็นอนหลับยาก ไม่สร้างหนี้ก่อหนี้นั่นแหละเป็นการดี แต่ที่ไปยืมเขามามีการงาน มีกำไรอย่างนี้มันเป็นไร มันไม่ใช่เรื่องร้อนใจ แต่มันก็มีบ้างแหละที่เป็นห่วง วิตกกังวล สู้ไม่เป็นหนี้ไม่ได้ เกียรติของความไม่เป็นหนี้สูงมาก สูงมากที่ว่า อยู่เหนือข้อผูกพัน



แต่จะพูดถึงความเป็นหนี้ชนิดที่มันยากที่จะเปลื้องให้หมด คือความเป็นหนี้โดยธรรมชาติ เรารับผิดชอบในการที่ได้เกิดมา แล้วมันก็พูดได้ว่า พอเกิดมาลืมตาขึ้นมาในโลก มันก็เป็นหนี้แล้ว คิดดูเอง คิดได้ง่ายพอเกิดมาก็เป็นหนี้อยู่แล้ว เป็นหนี้บุญคุณบิดามารดาด้วยที่ให้เกิดมา มันก็เป็นหนี้หลายๆอย่างที่เขาทำไว้ดี ทำไว้ถูกต้อง เราก็เกิดมาได้อาศัย ได้ความรู้ ยูกยา การบำบัดโรคภัยไข้เจ็บนี้ พอเกิดมาเราก็ได้กิน ได้ใช้แล้ว ก็เป็นหนี้บุคคลเหล่านั้นที่ได้คิดค้นขึ้นมาไว้ในโลก พอทารกเกิดจากท้องมารดา ก็ได้ใช้ได้กินก็เป็นหนี้ไปแล้ว ก็เป็นหนี้บุญคุณของบิดามารดาไปแล้ว มันก็ได้รับการคุ้มครอง ดูแล รักษาเรื่อยมาๆ เช่นว่าประเทศชาติมรการปกครองอย่างดี มีกฎหมายดี ทำหน้าที่ดี มีความปลอดภัย เราก็อยู่อย่างปลอดภัย ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ก็จะมีคนมาฆ่าตายเมื่อไหร่ก็ได้ จะมีคนมาบุกรุก จะมีคนมาเยียบย่ำ มาปล้น มาชิง นี่เรียกว่าเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว บางคนไม่อาจจะรู้ หรือไม่คิด ไม่ยอมรับรู้ มีไปตามแบบอันตธาน


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,060 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ความเป็นหนี้เป็นสินและความไม่เป็นหนี้เป็นสิน [12,180]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [519,725]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [370,836]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [274,020]
Global Warming { English } [112,573]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.