คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32451" type="text/javascript"></script>
ความเป็นหนี้เป็นสินและความไม่เป็นหนี้เป็นสิน
การพูดกันในวันนี้จะพูดถึงเรื่อง ความเป็นหนี้และความไม่เป็นหนี้ โดยจะรู้สึกว่า คนยังไม่ค่อยรู้จักสิ่งนี้กันนัก และก็อาจจะเห็นว่า มันไม่เกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับกู้หนี้ยืมสินเท่านั้นมันไม่เกี่ยวกับธรรมะ ที่จริงในความหมายนี้สำคัญมาก เพราะว่าความเป็นหน
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ชมแล้ว: 12,239 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 11:02 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 1 October 2007, 10:08 am

หน้าที่ 3 - ทิศทั้ง 6
นั่นแหละความเป็นหนี้ คนเป็นหนี้ที่ไม่รู้สึกอะไรเอาเสียเลย มีคำกล่าวจะเป็นเรื่องจริงไม่จริงก็ไม่รู้มันเป็นเรื่องโจร พวกโจร เขาสอนพวกโจรไม่ให้ปล้น คนที่เคยมีบุญคุณเคยให้เป็นบุญคุณ ไม่ปล้น ไม่จี้ คนที่เคยมีบุญคุณ แม้แต่ให้อะไรสักนิดนึง เคยได้ยินมาครั้งหนึ่งว่าโจรมันจะปล้นบ้านนั้น แล้วหัวหน้าโจรมันก็บอกว่าไม่ปล้น บ้านนี้ฉันเคยมาแอบหลบฝนครั้งหนึ่ง แอบมาหลบฝนใต้ถุนครั้งหนึ่งโดยที่เจ้าของบ้านก็ไม่รู้หรอก ไอ้โจรนี่มันยังถือว่ามีบุญคุณมันไม่ปล้น มันไปปล้นบ้านอื่น อยู่ในหมู่พวกโจรมันก็ยังมีธรรมะชนิดนี้จึงยึดถือเป็นหลัก เพียงแต่ได้ใช้ชายคาของบ้านเขากันฝนหน่อยมันก็ไม่ปล้นไม่กล้าปล้น



52074



ถ้ามันได้กินข้าวกินปลามันคงจะไม่กล้ายิ่งขึ้นไปอีก ขอให้ใคร่ครวญดูให้ดีว่า ความไม่เป็นหนี้นี้ดีมาก ในความเป็นหนี้นั้นมันผูกพันเหลือประมาณ รีบทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์เพื่อเป็นการใช้หนี้ เกิดมาในโลกที่มันมีอะไรให้ครบทุกๆอย่าง อย่างนี้ ก็ยอมรับว่าทำทุกอย่างเพื่อใช้หนี้เพื่อสร้างสรรค์ อะไรเพื่อให้โลกนี้มันดีขึ้น ให้โลกนี้มันงดงาม มันน่าอยู่ยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนคุณโลก ใช้หนี้บุญคุณของโลก ไม่เป็นหนี้ติดตัวไป



ขอให้เรายอมรับรู้ถึงขนาดนี้เถิด มันจะเกิดหิริโอตปะ กตัญญูกตเวที ขึ้นมามากมายในจิตใจแล้วมันก็จะคุ้มครอง ผู้มีหิริโอตปะ มีความกตัญญูอะไรต่างๆ เดี๋ยวนี้ถ้ามันไม่รับรู้ข้อนี้ไม่มีอะไร มันพร้อมที่จะฆ่า มันพร้อมที่จะปล้น มันพร้อมที่จะเอาเปรียบ ตามแบบของอันตพาลต่อโลก เพราะไม่ได้คิดว่าใครมีบุญคุณต่อใคร ใครมีอะไรก็ปล้นจี้ลักขโมยแย่งชิง โดยที่ไม่ถือฆ่า เราก็ไม่อยากจะให้ทำอย่างนั้น เราจะไปทำอย่างนั้นกับเขาไม่ยุติธรรม



และทีนี้เราจะต้องรับรู้ว่า ในทิศทั้ง 6 ซึ่งก็เรียนกันมาแล้วทุกคนในโอวาสปฎิบัติ ทิศข้างหน้าบิดามารดา ทิศข้างหลังคือบุตรภรรยา ทิศข้างขวาครูบาอาจารย์ ทิศข้างซ้ายมิตรสหาย ทิศข้างบนคือผู้มีอำนาจเหนือผู้มีบุญคุณ ทิศข้างล่างคือผู้ที่อยู่ภายใต้การช่วยเหลือของเรา หรือผู้น้อย เป็น 6 ทิศ ทำไมคนโบราณถึงสอนให้ไหว้ทิศ สอนกันมาก่อนพุทธกาล เช่นพระพุทธได้ไปพบเด็กชายคนหนึ่งไหว้ทิศ ไหว้ทิศทั้ง 6 อยู่ ลงไปในแม่น้ำ มีตัวเปียกชุ่มทั้งพิธีอะไรต่างๆ แล้วก็ไหว้ทิศทั้ง 6 อยู่ ลงไปในแม่น้ำไปล้างบาป มันก็มาไหว้ทิศทั้ง 6 พระพุทธเจ้ามาพบท่านก็ถามว่าทำอะไร บอกว่าไหว้ทิศทั้ง 6 พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าดี



แต่ว่าในอริยวินัย ในหมู่ชนชาติอริวินัย เขาก็มีเหมือนกันเขาก็ไหว้ทิศ เขาไหว้ทิศอย่างไร ท่านก็ตรัสให้ฟังว่า ทิศข้างหน้าบิดามารดา ทิศข้างหลังคือบุตรภรรยา ทิศข้างขวาครูบาอาจารย์ ทิศข้างซ้ายมิตรสหาย ทิศข้างบนคือผู้มีอำนาจเหนือผู้มีบุญคุณ ทิศข้างล่างคือผู้ที่อยู่ภายใต้การช่วยเหลือ มันน่าหัวที่ต้องไหว้บุตรภรรยา หรือว่าคนอยู่ข้างใต้ คำว่าไหว้ในที่นี้ไม่ต้องอะไร รู้จักบุญคุณ ขอบคุณ นั่นแหละคือไหว้ ถ้าเป็นบิดามารดามีบุญคุณก็ไหว้ เป็นบุตรภรรยาก็ยังมีปัญหาว่ายังมีบุญคุณ ถึงกับต้องไหว้ไหม หรือว่า เราเป็นเจ้าหนี้เสียอีก เดี๋ยวเขามีหลักเกณฑ์ที่ว่า มันมีบุญคุณ มันมีประโยชน์ ได้อาศัยเป็นประโยชน์ก็ถือว่ามีบุญคุณ ก็ต้องไหว้เหมือนกัน ลูกจ้างกรรมกรที่อยู่ข้างล่างของเรา เป็นทิศ 6 ต่ำทำไมจะต้องไหว้ ก็คือยอมรับรู้บุญคุณประโยชน์ของมัน



อย่างน้อยรับรู้ที่มันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง การยอมรับมนุษย์คนหนึ่ง คือการเคารพ เดี๋ยวนี้คนมันไม่เคารพ พระเณรที่ไม่มีมารยาทจะเรียกพระด้วยกันแต่ชื่อ ทั้งที่แก่กว่าหรือเสมอกัน ถ้าเป็นครูบาอาจารย์จะเรียกแต่ชื่อก็พอสมควร แต่ถ้าเป็นพระเป็นเณรเรียกแต่ชื่อเหมือนดูถูกเขา ไม่ยอมรับความเป็นพระเป็นเณร หรือความเป็นมนุษย์ของเขา คนชนิดนี้มันจะดูถูกเด็กเล็ก มันจะดูถูกเด็ก ไปรังแกเด็ก ล้อเลียนเด็กอะไรก็ตามมันไม่มีความเคารพ เหมือนหมากับแมวมันยังไม่เคารพกัน พระเณรอย่างนี้ก็มี ขอให้มีความเคารพ ความรับรู้ในทิศทั้งหลายเหล่านี้ เคารพด้วยการยอมรับรู้ ด้วยการเคารพนั่นแหละคือการไหว้



อย่าได้ดูถูกเพื่อนมนุษย์ มันจะดีกว่าเราแต่มันก็เป็นมนุษย์เราก็เป็นมนุษย์ ต่ำเลวมันก็เป็นมนุษย์ ย่าไปดูถูกดูหมิ่น พยายามมองหาสอดส่องสิ่งที่เป็นประโยชน์ของเขาให้ได้เพราะเขาก็ต้องมีประโยชน์ แม้ว่าเขาจะเป็นคนใช้กรรมกร แต่เขาก็คนใช้กรรมกรที่ซื่อตรง กตัญญู กตเวที ที่หวังดีต่อนายจ้าง อย่างนี้มันก็มีให้ควรจะรู้ไว้ ได้ยอมรับรู้ไปถึงวัวควาย ช้าง ม้า สุนัข แมว หมู หมา กา ไก่ จะไม่ดูถูกกันเป็นอันขาด จะไม่หยอหยิ่ง จองหอง ยกตัวเองข่มผู้อื่นเป็นอันขาด มันไปทำลายเกียรติยศของผู้มีประโยชน์ ผู้มีบุญคุณ มันก็เลยกลายเป็นลูกหนี้ อย่าเป็นกันเลยดีกว่า อย่าเป็นลูกหนี้ชนิดนี้กันเลย มันไม่สนุกหรอก จะต้องใช้หนี้ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจโดยเฉพาะ ทิศทั้ง 6 ก็พูดกันแต่เรื่องอย่าง เรื่องประโยชน์ พูดกันแต่เรื่องคบค้าหาประโยชน์ หาความได้เปรียบ มันสนใจกันแต่อย่างนี้ ไม่สนใจรอบด้านรอบตัว ทิศทั้ง 6 นี้ อย่าได้เป็นลูกหนี้ แก่ทิศทั้ง 6 มองไปทางเบื้องหน้าบิดามารดาแล้วก็ ตอบแทนพระเดชพระคุณเหลือประมาณ มองไปข้างหลังบุตรภรรยาก็ตอบแทนบุญคุณเขาเหลือประมาณ มองไปข้างซ้ายญาติมิตรสหาย ก็ตอบแทนบุญคุณเขาเหลือประมาณ คูรบาอาจารย์ก็ตอบแทนบุญคุณเขาเหลือประมาณ แหงนไปข้างบน



อะไรที่อยู่บนเหนือขึ้นไปก็พระพุทธเจ้าก็ตอบแทนพระคุณอย่างยิ่งเหลือประมาณ ลองมองไปข้างล่างคนใช้ กรรมกร ลูกจ้าง ก็ยอมรับว่าเขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายของเรา ศึกษาเรื่องเศรษฐีใจบุญ จากบาลีจากคาถาอะไรต่างๆ เศรษฐีใจบุญก็รักกรรมกรเหมือนเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ดูถูก ไม่เอาเปรียบ ไม่อะไรต่างๆ ก็แบ่งสันปันส่วนให้ใช้สอย ให้อยู่สบาย เมื่อเหลือกินเหลือใช้ก็ตกลงเอามาสร้างโรงทานกัน ค่าข้าวบริวารส่วนหนึ่งก็เป็นของโรงทาน มันอยู่กันแบบนี้ มันตรงกันข้ามกับนายทุนปัจจุบัน ซึ่งไม่ยอมรับคุณค่าของลูกจ้าง ลูกจ้างก็ไม่รับยอมรับคุณค่าหรือบุญคุณของนายจ้าง มันก็เลยได้เป็นค่าศึกผู้ทำลายล้างกัน



สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดมี มันก็มีขึ้นมาในโลก ในยุคคนป่ามันยังไม่ฉลาด การเอาเปรียบจึงยังไม่มี เพราะมันไม่มีการเอารัดเอาเปรียบทะเลาะกันจนตาย ในระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เหมือนสมัยนี้ เห็นไหมมันเกิดวิกฤติการณ์เลวร้าย ในโลกสมัยปัจจุบัน เพราะการที่มันไม่ยอมรับรู้ซึ่งกันและกันนี้ ความที่ไม่รู้ ความที่เราต้องรับรู้ ความที่เราเป็นลูกหนี้ เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว การที่ท่านสอนให้มีความเมตตา กรุณานี้มันก็เป็นเรื่องวิเศษ สอนให้เห็นว่าเราเป็นเพื่อนเกิน แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน เมตตา กรุณา มุตติตา อุเบกขา ต่อๆกัน เมตตา กรุณา มุตติตา อุเบกขา เขามักจะพูดกันว่า เมตตาสงสาร กรุณารักใคร่ ช่วยเหลือ มุตติตายินดีด้วย อุเบกขาวางเฉย นี้ไม่ถูกอุเบกขาไม่ใช่วางเฉย อุเบกขาอยู่เฉยๆแต่คอยจ้องว่าเมื่อไหร่จะช่วยได้ ถ้าคุณจะไปสอนต่อๆกันไปหรือไปทำอะไรก็ตาม คุณอย่าไปแปลอุเบกขาว่าอยู่เฉยๆ เพราะช่วยไม่ได้ ก็อยู่เฉยๆแต่คอยจ้องว่าเมื่อไหร่จะช่วยได้ ก็จะช่วย


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,249 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ความเป็นหนี้เป็นสินและความไม่เป็นหนี้เป็นสิน [12,240]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,330]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,600]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,393]
Global Warming { English } [116,731]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.