คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32451" type="text/javascript"></script>
ความเป็นหนี้เป็นสินและความไม่เป็นหนี้เป็นสิน
การพูดกันในวันนี้จะพูดถึงเรื่อง ความเป็นหนี้และความไม่เป็นหนี้ โดยจะรู้สึกว่า คนยังไม่ค่อยรู้จักสิ่งนี้กันนัก และก็อาจจะเห็นว่า มันไม่เกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับกู้หนี้ยืมสินเท่านั้นมันไม่เกี่ยวกับธรรมะ ที่จริงในความหมายนี้สำคัญมาก เพราะว่าความเป็นหน
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ชมแล้ว: 12,240 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 11:02 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 1 October 2007, 10:08 am

หน้าที่ 4 - อุเบกขาในพรหมวิหาร
แต่นี่มันช่วยไม่ได้ มองดูเฉยๆว่าเมื่อไหร่มันจะช่วยได้นั่นแหละ คืออุเบกขาในพรหมวิหาร ไม่ใช่ว่าช่วยไม่ได้ก็เลิกกันมันไม่ใช่ อุเบกขามีหลายความหมายหนักหนาแหละ พูดกันไม่จบ แต่เดี๋ยวนี้พูดกันถึงอุเบกขาเฉพาะในพรหมวิหารว่าอยู่เฉยๆไม่ใช่เลิกกัน มองดูอยู่ว่าเมื่อไหร่จะช่วยได้ อุเบกขาเข้าไปเพ่งดู เข้าไปเพ่งอยู่ นั่นแหละอุเบกขาไม่ใช่อยู่เฉยๆ ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆดูอยู่ ชาวนาทำนาไร่ที่ ชาวนาทำนาคบแล้วก็ดูอยู่เฉยๆ กว่าข้าวจะออกรวง อย่างนี้มันก็เพ่งดูอยู่ว่าเมื่อไหร่ข้าวจะออกรวง จิตใจมันไม่ได้เฉย ถ้าเรามีอุเบกขาคือคอยจ้องดูอยู่ที่ช่วยได้ และเรียกว่ายอมรับความผูกพันทั้งหมดเลย ช่วยได้ก็ช่วย ช่วยอะไรไม่ได้ก็คอยรอว่าเมื่อไหร่จะช่วยได้



ถ้าลัทธิจะเป็นแบบนี้จะดีมาก และทีนี้ก็อยากจะพูดในสิ่งที่ตั้งใจจะพูดว่า หากการนึกถึงความเป็นหนี้โดยธรรมชาติให้มาก อย่าให้มีอะไรที่ทำผิดในข้อนี้ จะตอบแทนธรรมชาติทุกแง่ทุกมุม แล้วขึ้นมาถึงข้อที่ว่า สำหรับพระพุทธเจ้าเราเป็นหนี้โดยธรรมชาติ หรือเป็นหนี้โดยอะไร หรือไม่เป็นหนี้ ใครคิดอย่างไรที่ว่าเราเป็นหนี้ พระคุณของพระพุทธให้รู้ว่าเราไม่ได้เป็นหนี้ จะต้องเลือกเอาเอง ไม่มีใครบังคับใคร แต่ว่าในฐานะที่เราได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่มีอะไรจะสูงกว่า คือจะว่าอย่างไรกัน ในบรรดาสิ่งที่มีพระคุณทั้งหลายนั้น ก็เอาคุณของพระพุทธเจ้ามาไหว้ก่อนคุณบิดามารดา ผมจำไม่ได้แล้ว แต่ว่าเมื่อเด็กๆบอกกล่าว คุณของพระพุทธเจ้ามีกี่ร้อยกี่พันก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าคุณของบิดามารดามีกี่สิบแค่นั้นเอง ไม่ถึงคุณของพระพุทธเจ้า จากร้อยมากมายเป็นลำดับ ดับลำดับมาให้ตัวเลข


52075





แต่ผมจำไม่ได้เสียแล้ว จำได้ว่าคุณของพระพุทธเจ้านั้นมีตัวเลขมากมายเหนือกว่าคุณบิดามารดาเหลือเกิน คนโบราณเขาตรัสไว้อย่างนี้ เราต้องมาดูเอาเองว่าพระพุทธเจ้าให้สิ่งที่มีค่า สูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด มากกว่าที่บิดามารดาให้เราหรือไม่ คิดดู บิดามารดาให้ชีวิต พระพุทธเจ้าท่านให้อะไรยิ่งไปกว่าชีวิต คือมีค่ามากกว่าชีวิต ในข้อนี้ก็ตอบได้ว่า ชีวิตมันมีหลายความหมาย ในแง่วัตถุ ในแง่ร่างกาย ในแง่จิตใจ ในแง่สติปัญญามีหลายแง่ บิดามารดาให้ชีวิตทางร่างกาย พระพุทธเจ้าให้ชีวิตในทางจิตใจ ทางวิญณาน พระพุทธเจ้ามีคุณเหนือบิดามารดา พระพุทธเจ้ามีคุณต่อบิดามารดาของเราซึ่งมีพระคุณแค่เรา พระพุทธเจ้าชนะเด็ดขาด มีพระคุณเหนืออะไรหมด ยังนึกไปถึงคุณของพระธรรม คุณของพระสงฆ์ จะมีเหนือยิ่งกว่าบิดามารดาอีกหรือไม่ การรู้จักคุณของพระธรรม มันก็คงจะเหนืออีก



ถ้ารู้จักคุณของพระสงฆ์โดยแท้จริงของพระพุทธเจ้านี้ 4 คู่ 8 องค์ มันยังเหนือกว่าคุณของบิดามารดาไปเสียอีก มันเหนือผู้ให้ชีวิตไปเสียอีก เพราะว่าเป็นผู้ให้ชีวิตฝ่ายจิตใจ สูงกว่า พูดอีกหนึ่งเพราะว่า ท่านให้สิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ ถ้าไม่รับธรรมะมาชีวิตที่ได้จากบิดามารดามาจะไม่เป็นประโยชน์ ชีวิตที่ได้จากบิดามารดาจะไม่เป็นประโยชน์ ถ้าไม่ได้รับชีวิตที่มาจากพระธรรม พระสงฆ์ คือธรรมะทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์ เราจึงรู้จักคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันกว้างขวางเหลือประมาณพรรณนากันไว้ไหว มันมีคาถาคำที่สวดพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ในหนังสือสวดมนต์ประจำวัด ที่ผมเคยอ่านเห็นบทสวดมนต์แบบโบราณ แต่ในบทสวดมนต์ปัจจุบันนี้ไม่มีเสียแล้ว ที่หัวหนึ่งหัวที่หัวมีพันปากในหนึ่งปากมีพันลิ้น แล้วเขาก็ใช้ลิ้นทั้งหมดเขามีกำลังมาก เขาพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าอยู่กัปหนึ่งก็ไม่หมดเหลือเชื่อหรือว่าจะฟุ้งซ่าน



แต่ผู้กล่าวคนนั้นมันจะต้องมีความรู้สึกพิเศษจริงๆ สมมติว่ามีคนๆหนึ่ง เขามีศีรษะ ตัวเดียวมีพันหัว ในหนึ่งศีรษะมีพันปาก ในหนึ่งปากมีพันลิ้น เขาใช้ลิ้นทั้งหมดพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าอยู่กัปหนึ่งก็ไม่หมด เขาพรรณนาคุณพระพุทธเจ้าอยู่อย่างนั้นด้วยลิ้น หนึ่งกัปก็ไม่หมดในคุณของพระพุทธเจ้า เพราะมองไปในแง่ลึกจนพรรณนาไม่ไหว สิ่งที่มีลักษณะอย่างนี้ ภาษาโบราณเขาเรียกว่า อนัคคะ เรามาแปลกันผิดๆว่าไม่มีค่า ตัวหนังสือมันทำให้แปลอย่างนั้นได้จริง อัตคะ แปลว่ามีค่า อนัคคะ แปลว่าไม่มีค่า เพราะไม่มีค่าอะไรเลยเพราะอยู่เหนือการตีค่า มีค่าแต่คำนวณไม่ไหวเรียกว่า อนัคคะ สิ่งใดที่มีค่ามาก จนคำนวณไม่ไหวจนพูดว่า หาค่าบ่มิได้ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยพูดกันแล้วกับคำพูดชนิดนี้


และมันก็มีอยู่ในคำจารึกของคนโบราณคำว่า หาค่าบ่มิได้ หมายความว่า มีค่ามากจนตีราคากันไม่ไหว แก้วแหวนเงินทองมันตีราคาได้ กลายเป็นของมีค่า


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 3) หน้าถัดไป (หน้า 5) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,249 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ความเป็นหนี้เป็นสินและความไม่เป็นหนี้เป็นสิน [12,241]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,330]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,600]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,405]
Global Warming { English } [116,736]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.