 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32452" type="text/javascript"></script> |
|
ความมีจุดหมายปลายทาง
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ ในครั้งที่ 12 แห่งภาควิสาฆบูชาในวันนี้อาตมาก็ยังคงกล่าวในเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม และเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายด้วย ก็จะถือโอกาส สรุปใจความทุกครั้งด้วย
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 12:51 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 October 2007, 12:23 pm
|
หน้าที่ 2 - นิพพานะปติโยโหตุ
ผู้จัดการศึกษาเหล่านั้น จะเห็นไปเสียว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของการศึกษาแห่งโลกปัจจุบันนี้ที่จะมาสอนกันอย่างนี้ ผู้ใดมาสอนกันอย่างนี้ก็จะพากันเห็นเป็นของกรึ คนไทยที่ไปตามก้นฝรั่งก็จะถือว่าเพราะฝรั่งไม่ได้สอนกันอย่างนี้ เราก็ไม่สอนเรื่องนี้ เพราะว่าเขาไปตามก้นฝรั่ง การศึกษาในโลกที่จึงไม่มีส่วนที่สอนให้รู้ธรรมมะหรือหลักพระศาสนา ซึ่งทำให้มีความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง การศึกษาในโลกมีแต่เรื่องให้รู้หนังสือคือทำให้ฉลาด และก็สอนอาชีพรวมเรียกกันว่าเทคโนโลยีสามารถใช้เทคนิคแห่งการงานที่ตนต้องการจะทำนั้นให้มันสำเร็จประโยชน์ถึงที่สุดได้ผลมาเป็นวัตถุเป็นที่พอใจ ก็แล้วกัน เรื่องมันก็จบกันเพียงเท่านี้ ไม่ได้สอนเลยไปถึงเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ว่ามนุษย์คืออะไร มนุษย์เกิดมาทำไม อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
สำหรับมนุษย์ ถ้าเราจะไปถามนักศึกษาขั้นสูงสุดพวกนี้ ว่าเกิดมาทำไม เขาก็ตอบว่ายังไม่ได้ถามคอมพิวเตอร์ มนุษย์จะไปข้างไหนกันก็ยังไม่ได้ถามคอมพิวเตอร์ อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ก็ยังไม่ได้ถามคอมพิวเตอร์ เขาตอบไม่ถูกหรือไม่สนใจที่จะรู้ ก็ได้แต่ตอบว่ายังไม่ได้ถามคอมพิวเตอร์อยู่เรื่อยไป นี้คือการจัดการศึกษาแต่เพียง 2 สอน ซึ่งมันควรจะมีถึง 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 ที่รู้หนังสือได้เฉลียวฉลาด
ส่วนที่ 2 รู้อาชีพ
ส่วนที่ 3 ให้มีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ถูกต้องจริงๆ ส่วนนี้มันไม่มีไม่ได้สอนพูดกัน
คงสอนแต่ 2 ส่วนแรก เมื่อมาจึงขอโอกาสอย่าเรียกการศึกษาระบบนี้ว่าเป็น การศึกษาระบบหมาหางด้วน สุนัขหางขาด หรือสุนัขหางหาย ก็แล้วแต่จะเลือกเอาคำไหน แต่ใจความมันก็ไปอยู่ตรงที่ว่า หมาหางด้วนนั้นเอง การศึกษามีลักษณะเป็นหมาหางด้วน มันก็ได้เกิดมนุษย์หางด้วน หรือฉะนั้นก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่มีหางแทนสุนัขไปก็ได้เพราะไม่ได้สอนความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องมนุษย์อาจจะมีหางงอกออกมาแทนระบบการศึกษาที่มันด้วน ที่หางมันด้วน จึงขอให้มองกันบ้าง
อาตมาขอร้องว่าอาจขอให้ช่วยมองกันบ้าง คือเขาไม่มอง ไม่เชื่อก็ไม่อยากจะมอง ก็ต้องขอร้องว่าขอให้ช่วยมองกันบ้างว่าลูกเด็กๆ ของเรา ยังขาดสิ่งสำคัญอยู่สิ่งหนึ่ง คือความมีจุดหมายปลายทาง ของความเป็นมนุษย์นั้นเอง นี้ถ้าบิดามารดาเป็นผู้ไม่มองเสียเอง ก็คือมองข้าม นี้ก็ไม่สามารถที่จะสั่งสอนลูกเด็กๆให้เขามีจุดหมายปลายทาง บิดามารดาแก่ชราขึ้นมาถึงป่านนี้แล้ว ก็ยังไม่รู้ว่า เราจะไปทางไหนกัน เราจะไปที่ไหน ความที่ไม่รู้กันมาจนเป็นธรรมดานี้เรียกว่า การมองข้าม แต่ข้อนี้ต้องยกเว้น บิดามารดายุคเก่า ยุคก่อนๆ นู้น ท่านมีจุดหมายปลายทาง ที่มอบหมายสั่งสอนสืบต่อๆกันมา เรียกว่า นอกโรงเรียน คือไม่ต้องสอนในโรงเรียน คือสอนกันในวัฒนธรรม ในตัววัฒนธรรมประจำบ้านเรือน คนแก่คนเฒ่า ก็พร่ำพูดแต่ว่าเราต้องการจะไปนิพพาน ข้าพเจ้าต้องการจะไปนิพพานเป็นที่สุด มันจะทำอะไรสักนิดหนึ่ง จะรู้สึกว่าเป็นความดี ความงาม ก็จะอธิษฐาน ว่านิพพานปติโยโหตุ คำว่านิพพานะปติโยโหตุเขียนอยู่ตามศาลาบ้างตามโบสถ์ วิหารบ้าง ที่ไหนๆ จะเกือบจะทุกแห่งในสมัยนั้น ที่เหลือตกค้างมาถึงสมัยนี้ก็ยังมี จบคำอธิษฐาน
คำว่านิพพานะปติโยโหตุนั้นแหละ เช่นสร้างศาลาให้คนพักทางสักหลังหนึ่งจบโดยคำเขียนว่านิพพานะปติโยโหตุ สร้างโบสถ์สักหนึ่งก็เขียนนิพพานะปติโยโหตุ แม้ไม่ได้เขียนเป็นเรื่องเล็กน้อยพูดด้วยปากก็พูดว่านิพพานะปติโยโหตุ เนี่ยคือวัฒนธรรม ในบ้านเรือนในสายเลือด ที่สืบต่อๆกันมา จนลูกหลานมันก็ได้ยินได้ฟัง รับเอามาถือเป็นประจำทั้งที่ยังไม่ค่อยจะรู้ว่านิพพานนั่นคืออะไร แต่มันก็ยังดีตรงที่ว่ามีจุดหมายอันแน่นอนว่าเราต้องการนิพพาน นั้นทำอะไร ที่นี่ เวลานี้ เพราะเป็นปัจจัยแก่การบรรลุถึงนิพพานในอนาคต ถึงจะทำบุญสักนิดหนึ่งก็อธิษฐานว่าเป็นปัจจัยในการนิพพานในอนาคต ยิ่งทำบุญมากทำบุญใหญ่ก็ต้องการอธิษฐานให้เป็นปัจจัยแก่พระนิพพานเด็กๆ ทำอะไรดีสักนิดหนึ่ง ก็จะรู้จักสงเคราะห์ลงไปว่าเป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน นั้นเราก็อุตส่าห์สะสมความดีทีละเล็กทีละน้อยเรื่อยไป เรื่อยไปตลอดทั้งวันทั้งเดือนทั้งปี ให้มันเป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน นี้คนโบราณเขามีจุดหมายปลายทางที่พระนิพพานเป็นวัฒนธรรมถ่ายทอดกันมาจากประเทศอินเดียก็ได้ เพราะว่าพระพุทธศาสนา เกิดในประเทศอินเดีย เมื่อพูดถึงประเทศอินเดีย ก็อยากจะพูดว่าพวกนอกพุทธศาสนา พุทธศาสนาอินดู ชั้นสูงสุดเขาก็อบรมมนุษย์กัน ในข้อที่ให้ปรารถนาสิ่งที่เราชาวพุทธเรียกว่า นิพพาน
แต่เขาเรียกกันทั่วๆ ไปว่า มุขติ มุดติในภาษาบาลี ที่แปลว่าความหลุดพ้น มุขคติ ในภาษาสันสกฤต ก็แปลว่าความหลุดพ้น เขาต้องการความหลุดพ้น คนยากจนขอทานอยู่ตามท่าน้ำ คนแก่ คนชรา คนขอทาน ผอมเรียกว่าผอมโซ ไปถามเขาว่าต้องการอะไร เขาว่าต้องการ มุขคติ แทนที่จะบอกว่าต้องการอาหารหรือต้องการสตางค์ เขาบอกว่าเขาต้องการ มุขคติ ก่อนอาหาร เล่นเอาผู้ถามนี้งงหรือหงายไปทีเดียว เพราะว่าเขาไปหาตั้งใจจะให้สตางค์ นี้ก็แสดงว่ามันเป็นวัฒนธรรมที่ฝังลงไปในสายเลือด
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม