 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32452" type="text/javascript"></script> |
|
ความมีจุดหมายปลายทาง
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ ในครั้งที่ 12 แห่งภาควิสาฆบูชาในวันนี้อาตมาก็ยังคงกล่าวในเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม และเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายด้วย ก็จะถือโอกาส สรุปใจความทุกครั้งด้วย
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 12:51 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 October 2007, 12:23 pm
|
หน้าที่ 3 - พระนิพพาน
บางคนเหล่านั้นต้องการ มุขคติ คือความหลุดพ้นในที่สุดเท่ากับนิพพานนั้นเอง เรามานั่งรถไฟไป รถเทียบกันสองขบวนพอดี รถขบวนหนึ่งนั้นมีนักบวชสาธุอย่างอินดูนั่งอยู่ที่ริมบันได บอกให้พวกเราเอาสตางค์ให้ เขาปฏิเสธพัดไม่ยอมรับ ก็ทำชูมือขึ้นบนหัวเป็นวงกลมๆแล้วชี้พุ่งขึ้นไปบนฟ้า ทำมือรอบหัวเป็นวงกลมๆ แล้วก็ชี้ขึ้นไปบนฟ้า ตั้งสามสี่ครั้งเพราะว่าเขาไม่ต้องการสตางค์เพราะว่าเขาต้องการไปที่นู้นที่มือที่เขาชี้ขึ้นไป ก็คือ มุขคติ นั้นเอง เราพูดกันไม่ได้ เราพูดกันไม่รู้เรื่อง เขาพูดภาษาใบ้กันอย่างนี้ นี้แสดงว่าคนอินเดียแบบพระธรรมโบราณ ต้องการ มุขคติ นักบวช ขอทาน ก็ยังไม่ต้องการสตางค์ เขาต้องการ มุขคติ แต่มันยังดีอยู่ ถ้าเป็นนักบวชสมัยหลังนักบวชในเมืองไทยก็ต้องการสตางค์ ก่อนที่ต้องการ มุขคติ
ในอินเดียยังมีนักบวชที่ไม่ต้องการสตางค์ สั่นหัวต้องการมุขคติ หญิงขอทานผอมโซตามท่าน้ำยังต้องการมุขคติ ก่อนแต่ที่ต้องการอาหารเนี่ยไว้คิดดูเถอะว่าคนเหล่านี้มี มุขคติ หรือพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางอะไรอะไรยอมสละได้หมดแม้กระทั้งชีวิต ก็เพื่อมุขคติ และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ให้คนมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอนที่ถูกต้อง ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุด ประจำตัวกันอยู่ทุกคน
ดังนั้นมันจึงเป็นการง่ายดาย ที่จะหลีกห่างจากความชั่ว เพราะเขาจะทำอะไรเขาเองก็จะรู้สึกว่ามันเป็นความชั่วหรือไม่เหมาะสม ก็ทำไม่ได้ เขารู้สึกว่ามันขัดกัน กับอุดมคติ คือสิ่งสูงสุดที่เราต้องการเมื่อเราต้องการพระนิพพาน เรามาทำบาปเล็กบาปน้อยอย่างนั้น อย่างนี้ อยู่อย่างไรได้ จะโกหกใครได้จะหลอกลวงใครได้เพราะจิตมันต้องการพระนิพพาน มันมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่นั้น เพราะป้องกันไม่ให้ทำบาปทุกๆอย่าง มันจึงไปได้โดยสะดวกหรือโดยเร็ว ถ้าไม่มีจุดหมายปลายทางอย่างนี้ประจำใจ ก็เถลไถลไปข้างคู ต้องการนั้นต้องการนี้ สนองตัณหากิเลศของตนมันก็ไปได้เพราะว่าถ้ามันไม่มีจุดหมายปลายทาง ขอให้ท่านทั้งหลาย หยิบขึ้นมาพิจารณาดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อลูกเด็กๆ ของเรา ขอให้เราพยายาม จนทำให้ลูกเด็กๆ ของเรารู้จักมีจุดหมายปลายทางอันแน่นอน อันสูงสุดแม้แต่ชีวิตก็สละได้เพื่อสิ่งนั้นเถอะ ความปลอดภัยหรือบุญอันใหญ่หลวงก็จะเกิดขึ้นแก่เขา เพราะมันจะแน่วไปแต่ในทางของความถูกต้อง แต่โบราณเขามีจุดหมายปลายทางกันทั้งนั้น ไม่ว่าชนชาติไหน ภาษาไหน ศาสนาไหน
ถ้าเป็นศาสนาที่มีพระเจ้า เขาก็มีพระเจ้าเป็นจุดหมายปลายทาง คือให้ไปอยู่รวมกับพระเจ้าในที่สุด นั้นเป็นจุดหมายปลายทาง บทบัญญัติมีว่าอย่างไร สำหรับปฏิบัติเพื่อไปอยู่รวมกับพระเจ้า เขาก็ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อว่าตายจะไปอยู่รวมกับพระเจ้า จึงกล่าวได้ว่าพวกที่ถือศาสนาก็มีพระเจ้า เขาก็มีพระเจ้าเป็นจุดหมายปลายทาง ซึ่งถ้าเราไม่มีพระเจ้าเป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าเช่นมีพระนิพพานเป็นสิ่งสูงสุด เด็กเขาก็สอนให้รู้จักมีพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทาง และบางลัทธิบางพวกไม่ใช้คำว่านิพพานใช้คำว่ามุขคติ บ้างใช้คำว่า วรรณริยะ บ้างเขาใช้คำเหล่านั้นแหละ เป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง ก็เป็นอันว่าทุกคนเขาก็มีจุดหมายปลายทาง
เขาอบรมเด็กๆ ให้พอใจ ให้เชื่อ ให้ยอมรับที่จะมีสิ่งนั้น เป็นจุดหมายปลายทางแม้เด็กยังเล็กอยู่ ยังไม่อาจจะรู้ว่า พระเจ้านั้นคืออะไร มุขคติคืออะไร นิพพานคืออะไร ก็ยังอุตส่าห์อบรมให้มันพอใจ ให้มันสมัครใจ ที่จะมีพระเจ้าหรือมีนิพพานหรือมีมุขคติเป็นจุดหมายปลายทางจนได้ เพราะว่าพ่อแม่ทำอยู่ทุกวัน พูดอยู่ทุกวัน แสดงอาการอยู่ทุกวัน มันก็ติดไปในความรู้สึก ในจิตใจของลูกเด็กๆ เชื่อว่าเราต้องไปนิพพานเหมือนกับพ่อแม่ที่เขาต้องการไปนิพพาน นี้ความปลอดภัยมันก็มีขึ้นสำหรับผู้ที่มีจุดหมายปลายทางว่า ตกลงจะไปที่ไหนกัน อย่างนี้เรียกว่ามันอยู่ในรูปของวัฒนธรรมประจำบ้านเรือน หรืออยู่ในรูปขนบธรรมเนียมประเพณีประจำมนุษย์ หมู่นั้น หมู่นั้น พูดกัน กระทำกัน แสดงกันอยู่ตลอดทุกวัน ทุกปี ที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมประจำบ้านเรือน บางคราวก็เอามาพูด มาทำ มาท่อง มาทำกันเป็นกิจลักษณะ มันก็ฝังเข้าไปในจิตใจของบุคคลเหล่านั้น ทั้งที่เป็นผู้ใหญ่ และทั้งที่เป็นเด็กๆ
สำหรับผู้ใหญ่เรา ก็ขอยังคงมีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางคือทำอะไร อะไรก็ขอความเป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน คำว่านิพพานปติโยโหตุ นั้นอย่าเลิกเลย เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด จะช่วยคุ้มครองมนุษย์เรา ขอให้รักษาเอาคำว่านิพพานปติโยโหตุไว้ให้ได้ พึ่งเข้าใจแจ่มแจ้งในภายหลังมันจะใกล้ๆ เขาไปและก็เห็นชัดยิ่งขึ้นชัดยิ่งขึ้น แล้วก็จะถึงได้จริง มีได้จริง บรรลุได้จริง ขอให้ตั้งความหวังไว้อย่างนี้ ถ้าว่ามีพระเจ้าหรือมีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางที่หวังอยู่ มันก็ทำให้ บุญหรือบาป เป็นคำที่มีความหมาย บาปเป็นสิ่งน่าเกลียดน่ากลัว บุญเป็นสิ่งน่ารักน่าปรารถนา เพราะว่าเราต้องกันไปถึงจุดหมายปลายทาง บาปนี้คือเครื่องขัดขวาง เป็นอุปสรรค
แต่บุญนั้นเป็นเครื่องส่งไปให้ถึง เมื่อมองเห็นชัดอย่างนี้ พวกเด็กๆ ทั้งหลายของเราก็จะกล้าบุญและก็กลัวบาป เขาก็กล้าร่าเริง พอใจที่จะบำเพ็ญบุญ และเกลียดและกลัวบาป เขารู้สึกว่า บุญบาปมีความสำคัญ บาปมีความสำคัญที่จะทำอันตรายทำความล้มเหลวให้บุญมีความสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ เมื่อความคิดอย่างนี้มันมีมากเข้ามากเข้า นานเข้า นานเข้ามันก็เกิดเป็นสิ่งที่แน่นแฟ้นอยู่ในสันดาน เรียกว่าอยู่ใต้สำนึก สมัยใหม่นี้เขาจะพูดว่า มันอยู่ใต้สำนึกหรือจิตใต้สำนึก มันกลัวบาปมันกล้าบุญอยู่ได้ด้วยจิตใต้สำนึก อย่างนี้มันมีอำนาจแรง มันไม่ทำบาปจริงๆ อยากจะทำบุญจริงๆ จนเรียกว่ากล้าบุญและกลัวบาป เมื่อลูกเด็กๆ ของเรากล้าบุญและกลัวบาป ปัญหามันก็ควรจะหมดไป
เดี่ยวนี้มันจะตรงกันข้าม ที่เขาจะไปกล้าบาปและกลัวบุญ หรือว่าไม่รู้ไม่ชี้มันทั้งบาปและทั้งบุญ อยากนี้อันตรายมากพออยู่แล้ว ยิ่งเขาไปกล้าบาปและก็กลัวบุญอย่างนี้ก็ยิ่งอันตรายถึงที่สุดทีเดียว อะไรที่ป้องกันได้เราควรจะรีบกระทำ ให้ลูกเด็กๆ มีสิ่งสูงสุดเป็นจุดหมายปลายทาง อะไรจะช่วยให้ไปถึงที่นั้น ก็พอใจยินดีประพฤติปฏิบัติ อะไรที่ทำให้ล้มละลาย เขาก็เกลียดและกลัวและก็หลีกห่าง นี้แหละอาตมายังรู้สึกว่า แม้เด็กๆ จะไม่ได้รู้จักพระนิพพานเหมือนผู้ใหญ่ ก็ไม่เป็นไร ให้เขาถือเอาพระนิพพาน ตามผู้ใหญ่ไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าจะใช้คำธรรมดาสามัญ ซึ่งจะใช้คำว่า สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับนั้นก็คือพระนิพพาน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม