 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32452" type="text/javascript"></script> |
|
ความมีจุดหมายปลายทาง
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ ในครั้งที่ 12 แห่งภาควิสาฆบูชาในวันนี้อาตมาก็ยังคงกล่าวในเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม และเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายด้วย ก็จะถือโอกาส สรุปใจความทุกครั้งด้วย
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 12:51 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 October 2007, 12:23 pm
|
หน้าที่ 6 - บรรลุนิพพาน
ความร้อนทุกชนิดมันแก้ได้ด้วยนิพพาน ถ้าแก่ต้องการนิพพานในฐานะที่ว่าเป็นเครื่องดับความร้อน จะร้อนเพราะไม่มีน้ำอาบ จะร้อนเพราะไม่มีสตางค์ใช้ หรือจะร้อนเพราะไม่มีอะไรตามใจ มันจะทำให้เย็นได้ด้วยพระนิพพาน แต่ต้องอธิบายเฉพาะเรื่องเฉพาะคราวให้เด่นชัด ว่านิพพานนั้นแปลว่าเย็น ความร้อนดับไปนั้นแหละคือนิพพาน เขาก็คงจะเข้าใจได้มากขึ้นตามลำดับ ตามลำดับกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้ไปบวช ได้ไปเรียนได้ไปศึกษาเพิ่มเติม ได้ปฏิบัติสมาทะ วิปัสสนา และเขาก็รู้ได้ นี้คือความเป็นปัจจัยแห่งพระนิพพาน
ถ้าเราแสดงกับลูกหลานอย่างนี้มันก็เป็นปัจจัยแก่ลูกหลานนั้น ซึ่งมันรักมันน้อมมาในทางของพระนิพพาน มันก็อยากจะบวช มันก็อยากจะศึกษาเล่าเรียน เป็นประพฤติปฏิบัติให้บรรลุมรรคผลนิพพาน พระศาสนาก็จะไม่สูญหาย ศาสนาก็ยังมีชีวิตอยู่ วัดวาอารามตามแบบพระพุทธเจ้าก็จะยังอยู่ เพื่อเป็นสถานที่สำหรับศึกษาและปฏิบัติพระนิพพาน นี้คนทั้งโลกก็มีบุญ คืออยู่เย็นเป็นสุขเพราะอำนาจของพระนิพพานนั้น
เดี่ยวนี้โลกมีแต่ความร้อนก็ดูเอาเถอะว่าโลกมันมีแต่ความร้อนอย่างไร มันตรงกันข้ามกับนิพพาน กิเลศกำลังครองโลกมันก็ร้อนไปตามกิเลศ ทั้งโลกจนกว่าคนจะรู้จักกำจัดกิเลศ กำจัดได้เท่าไหร่ มันก็เป็นนิพพานเท่านั้น นี้แสดงให้เห็นว่าเราใช้คำว่าพระนิพพานในความหมายที่กว้างขวาง กลายเป็นเรื่องของโลกทั้งโลกไปก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องบุคคล เขามักจะสอนกันว่านิพพานเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลคนเดียวทางคนเดียวเดิน คนเดียวไป คนเดียวถึง นั้นมันก็ถูกส่วนบุคคลมันก็อาจทำได้อย่างนั้น
แต่ถ้าทุกคนในโลกมันทำได้ ก็เท่ากับโลกนี้บรรลุนิพพาน แต่เดี่ยวนี้ถ้าว่าคนบางคนทำได้แล้วก็ชวนเพื่อนชวนฝูงให้ทำกันตามที่ทำได้นั้นดีกว่าทำคนเดียว ไม่รู้จักให้พระนิพพานเป็นทานกันเสียบ้าง ชี้แจงให้คนเข้าใจพระนิพพานเนี่ย เราจะเรียกว่าให้พระนิพพานเป็นทาน ไม่ต้องเสียสตางค์ สร้างโบสถ์ สร้างวัด นี้เสียเงินเป็นล้านๆ แต่ถ้าให้พระนิพพานเป็นทานเนี่ย ไม่ต้องเสียสตางค์เลยก็ได้ พูดจาให้เขาเข้าใจเรื่องพระนิพพาน จนสำเร็จเป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้น นี้เรียกว่าให้พระนิพพานเป็นทาน ไม่ต้องลงทุน เป็นเงินเป็นทอง
ขอให้ช่วยกันทำทุกคนตามที่จะทำได้ คือช่วยกันพูดจา สนทนา ปรึกษาหารือเรื่องพระนิพพาน ให้เข้าใจแจ่มแจ้งนี้เป็นเรื่องที่ทำจะเป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้มีความสงบสุข มันจะเปลี่ยนเป็นความสงบสุข จากความระอุทนทุกข์ มันจะค่อยๆ เปลี่ยนมาอยู่ความสงบสุข ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง เราถือเอาอันนี้เป็นจุดหมายปลายทาง ขอร้องให้ทุกคนมีจุดหมายปลายทาง คือสันติสุขส่วนบุคคล และสันติภาพส่วนสังคม สำหรับบุคคลเราใช้คำว่าสันติสุขนั้นมันถึงยอดของสันติสุข คือพระนิพพาน ส่วนสังคมของโลกเนี่ยขอให้ถึงสันติภาพ คือมีภาวะเป็นปรกติสุขทั่วกันไปทั้งโลกเป็นพระนิพพานของโลก ก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้ มนุษย์ก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นสิ่งที่ดีกว่านี้ จึงขอให้เรามีจุดหมายปลายทางที่ถูกต้องและแน่นอนเป็นเครื่องยึดถือ ที่แล้วมากระทั่งบัดนี้ เรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ ไม่ให้ความสำคัญในสิ่งเหล่านี้ ไม่ย้ำ ไม่เตือน ไม่พูด ไม่อะไรถึงสิ่งเหล่านี้ มันก็เท่ากับมองข้าม
เพราะฉะนั้นอาตมาจึงจัดสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรากำลังมองข้าม สิ่งสำคัญที่เรากำลังพากันมองข้าม ทีนี้จะไม่พากันมองข้ามกันแล้ว มาเตือนไม่ให้มองข้ามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ 12 อย่ามองข้ามกันเลย ดึงขึ้นมาพิจารณาในฐานะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ คือจุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและก็เห็นแน่นอนแน่นแฟ้นที่สุด ก็เป็นอันว่าอาตมาได้กล่าวถึงสิ่งที่ 12 ในฐานเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมองข้าม
ขอทบทวนอีกสักนิดในฐานะที่ว่ามันเป็นวันสุดท้ายในการจะบรรยาย สิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ได้พูดไว้ถึง 12 อย่าง อย่างที่ 1 เขามองข้ามความที่มนุษย์กำลังจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ คือมนุษย์จะสิ้นสุดในมนุษย์ธรรม เนี่ยไม่มองที่เรากำลังจะสิ้นสุดการเป็นมนุษย์ ก็ไปหลุมหลงในทางกิเลศ และก็เห็นแก่ตัว และก็รบราฆ่าฟัน และสูญเสียไปแล้วในทางจิตใจ ความมนุษย์สูญเสียไปแล้วในทางจิตใจ มีแต่กิเลศตัณหา และกิเลศตัณหานั้นแหละจะทำให้มนุษย์สูญเสียไปอีกในทางร่างกายคือทำลายโลก ด้วยลูกระเบิดหรืออะไรก็สุดแท้
จนมนุษย์ไม่เหลืออยู่สักคนหนึ่ง มนุษย์มีวินาศทางจิตใจก่อน และวินาศทางด้านจิตใจอีกทีนึง กำลังจะเป็นอย่างนี้ เรามองข้าม นี้เรียกว่าคือสิ่งที่มองข้าม สิ่งแรก และสิ่งที่ 2 เรามองข้ามว่าในโลกพระศรีอาสน์นั้นอยู่แค่ปลายจมูก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม