 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32452" type="text/javascript"></script> |
|
ความมีจุดหมายปลายทาง
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ ในครั้งที่ 12 แห่งภาควิสาฆบูชาในวันนี้อาตมาก็ยังคงกล่าวในเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม และเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายด้วย ก็จะถือโอกาส สรุปใจความทุกครั้งด้วย
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 12:51 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 October 2007, 12:23 pm
|
หน้าที่ 7 - ภาวนา
อย่าฟังผิดว่าโลกพระศรีอาสน์อีกไม่รู้กี่กัปกี่กันกว่าจะมาถึง โลกพระศรีอาสน์อยู่แค่ปลายจมูก พอเราทำให้ธรรมมะกลับมา ให้ศีลธรรมกลับมา มันก็มีโลกพระศรีอาสน์ทันที เรียกว่ารักผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว ทุกคนในโลกรักผู้อื่นไม่เห็นแก่ตัว โลกพระศรีอาสน์ก็กลับมาในพริบตาเดียว ที่เราต้องรักผู้อื่นเนี่ยเราสามารถจะมีโลกพระศรีอาสน์เมตตรัยแล้ว อย่ามองข้ามเสีย อย่ามองข้ามความจริงข้อนี้เสีย
ถ้าคนมันชอบใช้คำว่าหลายกัปหลายกันกี่พันกี่หมื่นกี่แสนชาติ ก็ให้ถือหลักกันเสียใหม่ว่าเกิดกิเลศว่าตัวกูครั้งหนึ่งระลึกชาติหนึ่ง เกิดความหงุนหงันพรันแล่นเป็นตัวกู เรื่องได้ เรื่องเสีย เรื่องโลภ เรื่องโกรธ เรื่องหลงครั้งหนึ่งนี้ก็เรียกว่า เกิดชาติหนึ่ง นั้นในวันหนึ่งเราเกิดหลายสิบชาติ หลายร้อยชาติก็ได้ เดือนหนึ่งก็เกิดเป็นหมื่นเป็นแสน ปีหนึ่งก็ยิ่งเกิดเป็นอสงฆ์ขัยชาติ กว่าจะตายก็เกิดหลายอสงฆ์ขัยชาติ ก็นานพอที่จะให้เกิดศาสนาพระศรีอาสน์ได้ ถืออย่างนี้มันเข้ารูปกันได้ ว่าเรามีหวังที่จะทำให้โลกของพระศรีอาสน์ยเมตตรัยเกิดขึ้นมาในลักษณะที่เราได้สัมผัส ได้เก็บเกี่ยวข้องได้ถูกต้อง ที่เราพากันมองข้ามเสียว่า มองข้ามในข้อที่ว่าโลกของพระศรีอาสน์มันอยู่แคปลายจมูกนี้ มันเห็นปลายจมูกของมัน มันก็หยิบเอาไม่ได้ มันคว้าเอาไม่ได้ และขอให้ทำกันเสียใหม่ถึงสิ่งที่ 3 เรียกว่า ภาวนา เรามองข้ามเพราะเราให้ความหมายผิดแก่คำๆ นี้ ลูกเด็กๆ นักเรียน นักศึกษาสมัยนี้ เกลียดคำว่า ภาวนาหรือเจริญภาวนา เพราะพ่อแม่ครูบาอาจารย์กำลังสอนผิด ให้ความหมายผิด
คำว่าภาวนา นี้แปลว่าทำให้มันเจริญ ทำร่างกายให้เจริญก็ได้ ทำจิตให้เจริญก็ได้ ทำสติปัญญาให้เจริญก็ได้ นี้เรียกว่าภาวนาทั้งนั้น ไม่ใช่มานั่งท่องบ่นอุบอับอยู่ไม่รู้ว่าอะไรแล้วก็ว่าได้แล้วอย่างนี้ นั้นมันก็หน้าดูถูก หน้าหมิ่นจริงๆ ด้วยเหมือนกันว่ามันไม่รู้ว่าทำอะไร ยิ่งทำยิ่งโง่ ถ้าภาวนาที่แท้จริงแล้วยิ่งทำยิ่งเจริญ ยิ่งพิสูจน์ความมีประโยชน์แล้วมันก็ยิ่งเจริญ ทางกายก็จะเจริญ ทางจิตก็เจริญ ทางสติปัญญา ความคิดความเห็นมันก็เจริญ เมื่อมีกำลังกายที่เข้มแข็ง กำลังจิตที่เข้มแข็ง มีกำลังปัญญาที่เข้มแข็ง นี้คือผลของการทำภาวนา
แต่เดี่ยวนี้ไม่มีใครอยากทำภาวนา เพราะเห็นเป็นเรื่องครึคระ ยิ่งการศึกษาสมัยใหม่หมาหางด้วนแล้วยิ่งไม่มีทางที่จะเข้าใจคำว่า ภาวนา เพราะไม่ได้รับการสั่งสอน ข้อที่ 4 ที่เรามองข้ามว่าชีวิตพื้นฐานนี้คือจิตประภัสสร เมื่อมองไปในทางที่ว่าโดยเนื้อแท้ โดยธรรมชาติ คือโดยไม่ต้องทำอะไร จิตมันประภัสสร ว่างจากกิเลศ ว่างจากความทุกข์ กิเลศซึ่งมาบ้างเป็นครั้งคราว เรื่องมันจึงไม่ยากไม่เย็น ในการที่จะรักษาจิตไว้อย่าให้กิเลศเกิด คนพวกหนึ่งเขาสอนกลับตรงกันข้าม เขาสอนว่าชีวิต โดยพื้นฐานคือกิเลศ เต็มไปด้วยกิเลศตลอดเวลา เรามีหน้าที่แกะมันแกะมันแต่มันก็ไม่ออกไปสักที เรื่องมันก็ยาก
ทีนี้เรามาบอกความจริงตรงกันข้ามว่าโดยเนื้อแท้จิตเป็นประภัสสรคือว่างอยู่แล้วจากกิเลศ ตามธรรมชาติจิตว่างอยู่แล้วจากกิเลศ ความโลภ คามโกรธ ความหลง ความโง่นี้มันเพิ่งมาเป็นครั้งคราว มันไม่ยาก แล้วระวังให้ดี มั่นรักษาจิตประภัสสรนี้ไว้ได้ สบายหายใจสะดวก เยือกเย็นอยู่เป็นพื้นฐาน กิเลสหรือความร้อนมาเป็นครั้งคราวพอจะพัดเป่าได้ อยากนี้มันได้เปรียบกว่ากันอย่างนี้ นั้นอย่างมองข้ามไปเสียว่าโดยธรรมชาติแล้ว จิตนี้มันประภัสสร คือว่างจากกิเลศ พวกคนโง่มักจะมองข้ามเห็นผิดตรงกันข้าม ไม่รู้ความจริงข้อนี้ มองข้ามความจริงข้อนี้ มันก็เพิ่มความยากลำบากให้แก่บุคคลนั้นในการที่จะปฏิบัติ
ข้อที่ 5 เรามองข้ามว่าไม่สำคัญนี้คือความรักผู้อื่น ขอยืนยันขอรบกวน รบเร้าว่าขอให้ท่านทั้งหลายมองกันเสียใหม่ว่า ในความรักผู้อื่นนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องที่แก้ปัญหาทั้งหมดได้ เดี่ยวนี้เราไม่รักใคร ไม่ได้รักผู้อื่นนอกจากตัวหรือพวกของเรา เรารักลูก รักเมีย รักผัวของเรา อย่างนี้มันไม่ใช่รักผู้อื่น รักผู้อื่นก็คือผู้อื่นจริงๆ เราก็ไม่ได้รัก ขอให้มองเห็นว่าการรักผู้อื่นนั้นมันจะแก้ปัญหาได้หมดสิ้น ความรักผู้อื่นแก้ปัญหาทั้งสองฝ่าย
ทั้งฝ่ายโลคียะ ฝ่ายโลกุตระ ในฝ่ายโลคียะนั้น เมื่อเรารักผู้อื่นแล้ว เราก็ฆ่าใครไม่ได้ เพราะรักเขา เราขโมยเขาไม่ได้ เพราะเรารักเขา เราประพฤติผิดกาเมไม่ได้ เพราะเรารักเขาทั้งหมด เราโกหกหลอกลวงเขาไม่ได้ เพราะเรารักเขา เราทำตนเป็นคนเมามายไม่ได้เพราะว่าผู้อื่นเดือนร้อนและรำคาญ เพราะเรารักเขา เราก็ไม่ทำให้เขารำคาญ เราก็ไม่เมามาย เพราะของเมา มีประโยชน์ทางโลกก็สมบูรณ์ ไม่มีใครเบียดเบียนใครโดยประการทั้งปวง แล้วก็รักผู้อื่นนั้นมันทนอยู่ไม่ได้มันต้องช่วยกันแหละ ถ้ามันรักมันทนอยู่ไม่ได้มันต้องช่วยกัน รักผู้อื่นนี้ดีกว่าที่จะพูดว่าไม่เบียดเบียน ไม่เบียดเบียนมันอยู่นิ่งๆ ก็ได้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม