 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32452" type="text/javascript"></script> |
|
ความมีจุดหมายปลายทาง
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ ในครั้งที่ 12 แห่งภาควิสาฆบูชาในวันนี้อาตมาก็ยังคงกล่าวในเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้ามต่อไปตามเดิม และเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายด้วย ก็จะถือโอกาส สรุปใจความทุกครั้งด้วย
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 12:51 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 October 2007, 12:23 pm
|
หน้าที่ 8 - ถะถะตา หรือ สะถาตา
แต่ถ้าเรารักผู้อื่นแล้วอยู่นิ่งๆไม่ได้มันต้องช่วยอย่างตัวรัวตัวสั่น กุลีกุจ่อช่วยทุกข์ช่วยร้อนพร้อมเขา เพราะเรารักเขา นี้เป็นอันว่าความรักผู้อื่นเนี่ยแก้ปัญหาทางโลกๆ ได้หมด โลกนี้มีสันติสุข สันติภาพ ทีนี้อยากจะให้แก้ปัญหา โลกุตระ ด้วย ขอให้เรารักผู้อื่นเถิด เราจะหมดหรือค่อยๆ หมดความเห็นแก่ตัว
รักผู้อื่นทีหนึ่งก็ทำให้ลายความเห็นแก่ตัวทีหนึ่ง รักผู้อื่นทีหนึ่ง ก็ทำลายความเห็นแก่ตัวทีหนึ่ง พอทำลายความเห็นแก่ตัวหนักเข้า ความเห็นแก่ตัวมันก็หมดไป กิเลศเกิดไม่ได้ เพราะไม่มีการยึดมั่นถือมั่นว่าตัวว่าตนว่าของตน หมดความยึดมั่นว่าตัวตนเป็นของตน มันก็บรรลุมรรคผลนิพพาน นั้นความรักผู้อื่น เมตตาเนี่ยไม่ใช่เป็นของเล็กน้อย มันเรื่องโลกุตระได้ รักผู้อื่นจนหมดความเห็นแก่ตัว หมดความเห็นแก่ตัวแล้วกิเลศเกิดไม่ได้ ไม่มีทางจะเกิดนานเข้ามันก็หมดอายุขัยของกิเลศ หมดการสะสมแห่งกิเลศ หมดเชื้อแห่งกิเลศ มันก็เป็น โลกุตระได้ รักผู้อื่นคำเดียว แก้ปัญหาได้ทั้งอย่าง โลคียะ อย่าง โลกุตระ
รักในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรักด้วยกิเลศตัณหาอย่างรักผัวรักเมีย รักเงิน รักทอง แต่มันรักด้วยสติปัญญา เห็นตามความเป็นจริงว่าเราเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อเห็นมีความทุกข์เราทนอยู่ไม่ได้ก็จะต้องช่วย เมื่ออยู่กันสบายๆ ก็คงจะไม่คิดช่วยกัน พอเห็นมีความทุกข์ยากลำบากก็ทนอยู่ไม่ได้ ความคิดที่จะช่วยมันก็มี ความรักผู้อื่นมันออกมาอย่างนี้ คือมันจะออกมาเมื่อเราเห็นว่ามันเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายอยู่ นั้นขอร้องว่าอย่าได้ข้ามความรักผู้อื่นเป็นธรรมมะสูงสุดทีนี้ข้อ 6
ธรรมมะที่มีชื่อว่า ถะถะตา หรือ สะถาตา คำเดียวความหมายเดียวกัน ถะถะตา หรือ สะถาตา ก็ได้ เป็นที่สรุปธรรมมะทั้งหมดทั้งสิ้น ในพระพุทธศาสนาก็ขอให้มีความรู้เห็นแจ้ง ถะถะตา อย่างเดียวก็เป็นพอ ถะถะตา หรือ สถาตา แปลว่าความเป็นอย่างนั้น ความเป็นอย่างนั้น อวิถะถะตา ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น อนันยถะตา ไม่เป็นอย่างอื่นนอกไปจากความเป็นอย่างนั้น ธรรมมานิยาถะตา เป็นกฎธรรมดาของธรรม ธรรมมะธิถะตา เป็นความตั้งอยู่แห่งธรรม อินัตตปิถะยะตา เป็นความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จะเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้คือความหมายของอย่างนี้เองมันเป็นอย่างนี้เองเป็นอย่างที่ว่ามานั้นแหละ จะไม่เป็นอย่างอื่นหรอก ก็เมื่อเห็นว่ามันเป็นอย่างนี้เองตามธรรมชาติตามกฎของธรรมชาติแล้วมันเป็นอย่างนี้เองแล้วจะไปรักหรือโกรธ หรือเกลียด หรือกลัวมันทำไม มันเป็นอย่างนี้เอง เห็นความเป็นอย่างนี้เองเถิดจะปกติ ใจคอจะปกติ ความรู้สึกจะปกติ จะสลัดความยึดมั่นถือมั่นออกไปซะได้ จะไม่เกิด โลภะ โทสะ โมหะ เลย คอยมองเห็นว่ามันเป็นอย่างนี้เองเท่านั้นแหละ
มันจะไม่อาจจะเกิด โลภะ โทสะ โมหะเลย ไม่อาจจะรักเพราะมันเป็นเท่านี้เอง ไม่อาจจะเกลียดเพราะมันเป็นอย่างนี้เอง นี้หัวใจแห่งพระพุทธศาสนาอยู่ที่ สอนให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนี้เอง พวก สังขถะธรรม ก็เป็นอย่างนี้ พวก อสังขถะธรรม ก็เป็นอย่างนี้เอง พวก โลคียะ ก็อย่างนี้เอง พวก โลกุตระ ก็อย่างนี้เอง พระนิพพานก็อย่างนี้เอง มันเป็นอย่างนี้เองตามแบบของ อิถัตปัสจะตา หรือความที่สิ้นสุดลงแห่ง อิถัตปัสจะตา เรียกว่าความเป็นอย่างนี้เอง เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ถะถะตา เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ควรจะเอามาแขวนไว้ที่คอ หรืออยู่ที่ปากที่พ่นออกไปได้ทันทีว่า ถะถะตา มันขลังสักหน่อยพูดถึงบาลี
ถ้าพูดกันไปก็อย่างนี้เอง อย่างนี้เองถ้าอย่างนี้เองออกมาได้นี้ อย่าไปมัวนั่งร้องไห้หรือว่าหัวเราะร่าอยู่ ไปรักโกรธเกลียดกลัวอยู่ มันเช่นนี้เอง มันเท่านี้เอง มันอย่างนี้เอง ถ้าจะบอกผู้มันอย่างนี้เองโว้ย มันอย่างนี้เองโว้ย ข้อนี้อย่ามองข้ามเสีย คืออย่ามองข้ามเสียว่า ถะถะตา เนี่ยหัวใจพระพุทธศาสนามีประโยชน์ ป้องกันความทุกข์โดยทั้งปวง เอาไว้กับเนื้อกับตัว จะป้องกันความทุกข์หรือที่มาแห่งความทุกข์ทั้งหลายได้ อย่ามองข้าม ถะถะตา อย่าดูถูกดูหมิ่นและมองข้าม ถะถะตา ให้เป็นเครื่องมือเป็นอาวุธ คู่มือต่อสู้กิเลศ ป้องกันกิเลศ ตามควรแก่กรณี
ข้อที่ 7 ธรรมมะนั้นแหละคือพระเจ้าที่ช่วยป้องกันให้คนบางคนที่เขาถือพระเจ้า แล้วเขามาหาว่าเราไม่มีพระเจ้าแต่ว่าฉันมีเหมือนกัน มีพระธรรมเป็นพระเจ้า พระเจ้าคือสิ่งสูงสุดเหนือสิ่งใด สร้างสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง ทำลายล้างสิ่งทั้งปวง เรามีพระธรรมเป็นพระเจ้า
ข้อที่ 8 หลักพื้นฐานทางพระศาสนา ทุกคนต้องมีหลักพื้นฐานทางพระศาสนา ซึ่งเราสรุปเอามาทางพระศาสนาว่ามันเป็นหลักพื้นฐานจะถือปฏิบัติกันอย่างไร สอนลูกเด็กๆ ให้ยึดถือเป็นหลัก หลักพื้นฐานนี้มาดูแล้วว่าตรงกันหมดทุกศาสนาที่เอามาใช้รวมกันได้ สำหรับลูกเด็กๆ ก็คือว่าให้เด็กๆ หรือทุกคนมีความเคารพตัวเอง มีความเชื่อตัวเอง มีการบังคับตัวเอง 3 อย่าง เคารพตัวเองคือเคารพว่าเราเป็นมนุษย์ เราไม่ต้องเลวกว่ามนุษย์ เราต้องได้ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ควรจะได้ เราอย่าเป็นมนุษย์เสียชาติเกิดนี้เรียกว่าเคารพตัวเอง แล้วเราก็เชื่อตัวเอง คือเชื่อว่าเราต้องทำได้ เราเป็นมนุษย์แล้ว เราต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดได้ เราเชื่ออย่างนี้ เรียกว่าเชื่อตัวเอง เมื่อเราบังคับตัวเองให้ทำอย่างนั้นให้ได้ด้วย เรียกว่าบังคับตัวเอง เราจึงดูแลลูกเด็กๆ ให้เราให้มีความนับถือตัวเอง เรียกว่าเคารพตัวเอง ให้มันเชื่อตัวเองและให้บังคับตัวเองให้ได้ ให้ลูกเด็กๆ ของเราเคารพความเป็นมนุษย์ อย่าทำอะไรให้มันเลวกว่ามนุษย์ย่อย่อนกว่ามนุษย์ แล้วมันมีความแน่ใจว่ามันต้องแก้ปัญหาต่างๆ ได้
ในฐานะที่เป็นมนุษย์ มันต้องเรียนสำเร็จในทางที่ถูกต้องที่ดี มันต้องประกอบกิจกรรมถูกต้องที่ดี ประสบความสำเร็จได้ เมื่อมันมีความเชื่อมั่นอย่างนั้น เมื่อมันต้องเป็นอยู่ด้วยการบังคับตัวเอง ให้อยู่ในร่องในรอยอยู่ตลอดเวลา อย่าทำผิดทำเลวต่างๆ นาๆ อย่างที่เขาห้ามไว้ ซึ่งเป็นความเหลวไหลตั้งแต่เล็กอย่าให้มันมีขึ้นบังคับให้ได้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม