 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32455" type="text/javascript"></script> |
|
ความรักดี
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์เป็นครั้งที่ 11 แห่งภาควิสาฆบูชา ในวันนี้อาตมาก็ยังจะคงกล่าวเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ต่อไปตามเดิม แต่ในวันนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ในความรักดีคือสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ขอทำความเข้าใจเป็น
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 3:47 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 October 2007, 10:24 am
|
หน้าที่ 2 - จิตประภัทสร
ถ้าเราทำภาวนานั้นก็หมายความว่าทำให้จิตใจมันสูง ๆ ๆ คือมันเจริญมันก็ไม่มีอันตราย จากอันตรายในโลกแล้วก็เป็นผู้อยู่ด้วยความผาสุขทั้งส่วนตนเอง และส่วนบุคคลอื่นเพราะว่าจิตมันสูง นั้นใคร ๆ อย่าได้ดูหมิ่นดูถูกคำว่าทำภาวนาต่อไปอีกเลย ทุกคนจงยินดีที่จะทำภาวนา
ข้อถัดไป คือคำว่าจิตประภัทสร จิตประภัทสร คือจิตที่กำลังว่างจากกิเลส เมื่อไรก็ได้ที่ไหนก็ได้ โดยวิธีใดก็ได้ ขอให้จิตว่างจากกิเลสก็แล้วกันเมื่อนั้นเราเรียกว่า จิตประภัทสร ตามหลักของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ว่า จิตนี้ประภัทสรมันเศร้าหมองต่อเมื่อกิเลส เป็นอาคัยตุกะเข้ามา เราเห็นความสำคัญของจิตประภัทสรด้วยชีวิตที่บริสุทธ์อยู่โดยพื้นฐาน ก็คือด้วยมีจิตประภัทสร จงพยายามเสาะหาให้พบทุกวัน ๆ ว่าเมื่อไรเรามีจิตว่างจากกิเลส คือว่างจากความรู้สึกประเภท โลภะ โทษะ โมหะ เมื่อว่างนั้นแหละคือจิตประภัทสร จงพอใจจิตชนิดนั้นแล้วก็จะชอบมันมากขึ้น แล้วก็อยากจะมีจิตชนิดนั้นมากขึ้น ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อป้องกันกิเลสหรือละกิเลสไปในตัว จนกระทั้งจิตประภัทสรนั้นเป็นการถาวรเปลี่ยนเป็นจิตเศร้าหมองอีกไม่ได้ ที่แล้วมานั้นจิตประภัทสรนั้นมันเป็นไปตามธรรมชาตินั้นมันกับเศร้าหมองได้
ทีนี้เรามาอบรมโดยหลักพระพุทธศาสนาให้จิตประภัทสรคงตัวเปลี่ยนเป็นจิตเศร้าหมองไม่ได้ ก็มีความสุขสูงสุดทั้งส่วนตนเองและบุคคลอื่นที่เรียกว่า บรรลุมรรคผลในพระศาสนาเข้าใจคำว่าจิตประภัทสรกันเสียอย่างนี้ให้ถือเป็นพื้นฐานของชีวิต อย่างไร ๆ ก็ข้อให้เราอยู่มีชีวิตอยู่ด้วยจิตประภัทสรเถิด ไอ้จิตเป็นกิเลสอย่างนั้นอย่างนี้มันมาเป็นครั้งคราว แล้วมากก็รีบละเสีย มีสติคอยป้องกันไว้อย่าให้โอกาสแก่มันละก็เป็นการดีที่สุด ที่นี้เรียกว่า ชีวิตพื้นฐานอยู่ด้วยจิตที่ว่างจากกิเลส อย่าเข้าใจว่าจิตนั้นมันอยู่ด้วยกิเลสเป็นพื้นฐานให้เชื่อตามพระพุทธเจ้าที่ว่ากิเลสนั้นมันพึ่งมาเหมือนกับแขกมาบ้านเราเป็นครั้งเป็นคราวไม่ได้มาอยู่ประจำ ให้จิตของเราว่างจากกิเลสให้กิเลสมีมาได้เป็นครั้งคราวถ้ามาไม่ได้ซะเลยก็เป็นการดี
ข้อต่อไปก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ตะถาตา แปลว่า ความเป็นอย่างนั้นเอง มันเป็นอย่างนั้นเองตามธรรมชาติ มันเป็นอย่างนั้นเอง เรามันโง่ ไม่มองเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง เมื่อน่ารักก็รัก เมื่อน่าเกลียดก็เกลียด เมื่อน่าโกรธก็โกรธ เราก็ไปยินดีในบางอย่าง ไปยินร้ายในบางอย่าง ไม่มองเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง นี้คือสิ่งที่เรามองข้ามในความที่มันเป็นอย่างนั้นเองตามกฎของธรรมชาตินั้นและเรามองข้าม เห็นส่วนหนึ่งเป็นเรื่องดี เห็นส่วนหนึ่งเป็นเรื่องชั่ว เราก็ต้องหัวเราะบ้างร้องไห้บ้างสลับกันไป เดียวยินดี เดียวยินร้าย เหมือนกับคนในโลกปัจจุบันนี้เขาเป็นกันอยู่ไม่เท่าไรก็เป็นโรคประสาท ไม่เท่าไรก็บ้า ไม่เท่าไรก็ตาย
ขอให้สนใจคำว่า ตะถะตา เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นคำสรุปของคำว่า ปะติจะสมุบาต คืออะไร ๆ มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยที่เราเรียกว่า ปะติจะสมุบาต ออกมาในรูปอย่างนี้ เรารักเราก็เอาใจ ออกมาในรูปอย่างอื่น เราเกลียด เราโกรธ เรากลัว ถ้าอย่างนี้มันยังโง่อยู่ ถ้าเห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง เราก็เฉยได้ปรกติได้ อะไรควรจะทำก็ทำไป ให้มันสำเร็จประโยชน์ ไม่มามัวนั่งร้องไห้หรือมานั่งหัวเราะชอบใจอยู่ในบางสิ่งบางอย่าง ขอให้จำให้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นก็ขอให้ถือว่ามันเป็นอย่างนั้นเองสอบไร่ตกมันก็อย่างนั้นเองก็เหตุปัจจัยมันอย่างนั้น เราไม่ต้องมานั่งร้องไห้อยู่ มาพยายามเรียนให้ดีกว่านั้นกว่าที่แล้วมา สอบไร่ได้ก็ไม่ต้องดีใจ โลดเต้น เต้นแร้งเต้นกามันจะเป็นคนบ้า มันก็ถือว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง นี้เราต้องการความปรกติทั้งจิตใจ
ซึ่งถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ฟู ๆ แฟบ ๆ ไม่ให้เรื่องในโลกเนี่ยมันเชิดเราให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ เดียวฟู เดียวแฟบ เดียวร้องไห้ เดียวหัวเราะ นี้เรียกว่า ตะถะตา หรือ ตะถาตา ผู้ใดถึง ตะถาตา คือรู้ความจริงชนิดนี้โดยเด็ดขาดไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ผู้นั้นเรียนว่า ตะถาคต พระตะถาคต คือผู้ที่ถึง ตะถาตา ถึงที่สุดไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก หมายความว่า ไม่ยินดียินร้ายในอะไรได้อีกต่อไป ที่นี้ข้อต่อไปคือธรรมะ นั้นและคือพระเจ้า เราจะมีพระเจ้ากัน หรือไม่มีพระเจ้ากันดี ที่แท้มันมีพระเจ้าไม่ว่าชนชาติไหน ศาสนาไหนมันก็ยอมรับว่ามีสิ่ง สิ่งหนึ่งซึ่งมีอำนาจบังคับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นไป แต่สร้างโลกให้โลกเกิดขึ้นก็ได้ ให้โลกอยู่ในระเบียบอย่างนี้ก็ได้หรือว่าให้โลกดับลงก็ได้สิ่งนั้น พวกอื่นเขาเรียกว่า พระเจ้า มีลักษณะเป็นบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคล แต่ในพระพุทธศาสนาเรา ไม่มีพระเจ้าอย่างบุคคล แต่มีพระเจ้าอย่างพระธรรม คือ กฎของธรรมชาตินั้นเอง เรียกว่า พระเจ้า กฎของธรรมชาติบังคับให้โลกนี้เกิดขึ้น บังคับให้โลกนี้ตั้งอยู่ บังคับให้โลกนี้เป็นไฟ บังคับให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไฟ สิงอยู่ในเรา คือบังคับให้ร่างกายนี้เป็นไฟ ตามกฎของธรรมชาติ อย่างน่าอัศจรรย์ลึกซึ่งถึงที่สุดเหนือที่จะเอามาพูดได้ นี้เรามีพระเจ้า มีพระธรรมนั้นแหละเป็นพระเจ้า
เราอย่าไปยกตนข่มผู้อื่นว่า แกมันโง่มีพระเจ้า พวกเราเป็นชาวพุทธฉลาดไม่มีพระเจ้า นั้นแหละจะโง่เอง ขอให้มองเห็นให้ชัดว่ากฎของธรรมชาติ เราเรียกว่า พระธรรม พระธรรมเป็นพระเจ้าเราก็มีพระเจ้า แล้วก็เราจะเข้ากันได้กับทุกคนในโลกที่เขามีพระเจ้า ในคนที่ไม่มีพระเจ้าไม่ถือพระเจ้านั้นแหละเป็นคนอันตราย เป็นมนุษย์อันตรายจะเบียดเบียนผู้อื่นเมื่อไหร่ก็ได้เพราะมัน ไม่มีหลักมีเกณฑ์ คือมันไม่มีกฎของธรรมชาติ หรือไม่มีกฎของพระเจ้าเป็นเครื่องยึดถือ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม