 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32455" type="text/javascript"></script> |
|
ความรักดี
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์เป็นครั้งที่ 11 แห่งภาควิสาฆบูชา ในวันนี้อาตมาก็ยังจะคงกล่าวเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ต่อไปตามเดิม แต่ในวันนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ในความรักดีคือสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ขอทำความเข้าใจเป็น
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 3:47 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 October 2007, 10:24 am
|
หน้าที่ 4 - สัญชาติญาณ
เดียวนี้เราขาดความรักดี ลูก เด็ก ๆ หญิงชายเหล่านี้ และไม่ยกเว้น แม้แต่ ภิกษุ สามเณร พระเจ้า พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา มันก็หาความรักดี ไม่ค่อยจะได้ แต่ทำไมจึงไม่ค่อยจะได้ก็เพราะมันไม่รู้ว่าดีนั้นมันคืออะไร มักจะดูถูกเสียว่าเท่าที่เรารู้สึกนั้นก็พอแล้ว เรารู้สึกอยากได้อะไร นั้นก็เรียกว่า เป็นผลดี
อย่างนี้มันไม่พอ มันต้องดีจริงเพราะว่าความรักดีนี้มันต้องดีจริงที่จะเป็นประโยชน์หรือเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองได้ ตามความจริงมันไม่มีอะไรมากกว่านี้นะ อยากจะบอกว่ามันไม่มีอะไรมากกว่านี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าความรักดี ขอให้มีความรักดีที่ถูกต้องและสมบูรณ์เทิด เรื่องมันจะพอ ความรักดีเนี่ยแหละมันเป็นปัจจัยสูงสุดเกี่ยวกับสันติภาพของมนุษย์ ถ้ามนุษย์รักดีแล้วก้จะหมดปัญหา แต่ตามพระบาลีพระพุทธภาษิตนั้น พระพุทธองค์ทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาว่าอะไรเป็นความดี ฟังแล้วมันก็น่ากลัวอยู่ พระพุทธเจ้าออกผนวชทรงเล่าเรื่องของพระองค์เองว่าออกผนวชไปแสวงหาอยู่ว่าอะไรคือความดี แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล
กุศลในที่นี้แปลว่า ความดี ในอัตตะกถากล่าวคลุมเครือมากไม่ชัดเหมือนพระบาลีที่กล่าวเจาะจงลงไปว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงออกผนวชแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล อยู่ในรั่วในวังเป็นราชามหากษัตริย์และก็มีทรัพย์สมบัติ เกรียติยศชื่อเสียง มีเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกรียติอันสมบูรณ์ แต่ทำไมพระองค์ยังต้องออกไปบวชเพื่อแสวงหาว่าอะไรเป็นความดี เพราะว่าเรื่องเหล่านั้นมันป็นความดีอยู่ในบ้านในเมืองในปราสาทราชฐานแล้วก็ไม่ต้องออกบวชไปหาความดีนั้นการที่ทรงออกผนวชเพื่อไปหาความดีมันก็แปลว่าไอสิ่งที่มีอยู่ในบ้าน ในเมือง ในพระราชวังนั้น มันยังไม่ใช้ความดี
ไอ้เรานี้แหละจะไปหลงว่าเท่าที่มีอยู่นั้นเป็นความดี เพราะว่าเราอุสาเรียนเพื่อจะให้มีความรู้ประกอบอาชีพ มีเงิน มีเงินเดือนมากมีอิทธิพลมาก แสวงหาทรัพย์สมบัติได้มาก และก็จะเป็นอยู่อย่างสุดเวี่ยงเกี่ยวกับ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกรียติ มันมาดีอยู่ที่ตรงนี้ ท่านผู้ใดบูชาเรื่อง กิน เรื่องกาม เรื่องเกรียติ ว่าเป็นความดี ก็ควรจะคิดดูเสียใหม่สิว่ามันเป็นความดีจริงหรือไม่
โดยเฉพาะนักเรียนทั้งหลาย เธอทั้งหลายก็จะคงมีความหมายมั่นที่จะทำความดี หมายมั่นที่จะได้รับผลของความดี แต่ขอให้สนใจให้จริงให้จังให้รู้จักความดีที่แท้จริงและได้ความดีนั้นมา ในฐานะเป็นความดีที่แท้จริง คือ ไม่สร้างปัญหาอะไรขึ้นมาอีกต่อไป คนมีเงินมันก็หลงไหลและก็ทำบาปเพราะเงิน รวยแล้วก็ยังคอรัปชั่นเพื่อให้รวยยิ่ง ๆ ขึ้นไป นี้ก็ไม่รู้ว่ามันจะดีที่ตรงไหน มันก็แลดีแต่เรื่องมีเงินมาก มีปัจจัยแห่งกามารมณ์มากเท่านั้นเองมันดีอยู่ที่ตรงนั้น มันก็เลวตั้งแต่ต้นจนตลอดสายจิตใจมันต่ำทรามยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานก็ไม่บ้ากามารมณ์เหมือนคนชนิดนี้ คนชนิดนี้มันจึงเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานมันจึงคอรัปชั่นได้ไม่เลือกหน้าไม่เลือกสถานที่ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกการะ อะไรหมด เราจะต้องรู้ว่าไอความดีที่เราจะรักมันนั้นมันคืออะไร ถ้ากล่าวล่วงหน้าโดยสรุปมันก็ต้องหมายถึงสิ่งที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขหรือสันติภาพตั้งแต่ตนเองและแก่ผู้อื่น ที่ได้เงินได้ของมาก็เพราะเห็นแก่ตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป คตโกงไม่มีที่สิ้นสุดนี้จะเรียกว่าดีที่ตรงไหน เดียวนี้ในโลกนี้มันก็เอาอย่างแต่ในทางอย่างนี้เสียหมดแล้วคือดี คิดได้ตามที่ตัวต้องการ และมันก็เป็นอันตรายแก่ผู้อื่นมากขึ้น การศึกษาแบบหมาหางด้วนนั้นนะ มันยังไม่ทำให้ดีได้ คือ เรียนหนังสือรู้ รู้หนังสือดี นี้มันก็ดี สำหรับรู้หนังสือ สำหรับฉลาดเท่านั้น
แต่ทีนี้ก็เรียนอาชีพ และก็ใช้ความฉลาดประกอบอาชีพมันก็ได้เงินมาก ได้ปัจจัย เครื่องสนองความต้องการมากมันก็ว่าดี มันก็ดีเท่านี้ ไม่มีธรรมะสำหรับว่าจะดีให้ถูกต้อง ตามที่มันควรจะดี เรียนดีโดยรู้จักผิดชอบชั่วดีหรือว่าดี โดยมีธรรมะ มีศาสนาเป็นหลักอย่างนี้มันไม่รู้ มันก็เลยดีเอาตามที่ความรู้สึกของตัวจะต้องการ มันก็ไม่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉานถ้าอย่างนั้น นั้นจงก็รู้เสียก่อนที่เราต้องการนั้นนะ มันผิดถูก มันชั่วหรือมันดี มันให้คุณหรือมันให้โทษอย่างไรกันเสียก่อน ทีนี้ก็อยากจะกล่าวพอเป็นแนวสำหรับศึกษาและสังเกตุว่า ไอ้ที่เรียกว่าดี หรือความดีนี้ ขอจำแนกออกเป็นสามชนิด หรือสามชั้นด้วยกัน ชั้นแรก ความดีตามความรู้สึกของสัญชาติญาณ ชั้นที่สองความดีตามความรู้สึกของกิเลส ชั้นที่สามในความรู้สึกว่าดีความดีตามความรู้สึกของโพธิ์ปัญญา ความดีตามความรู้สึกของสันชาติญาณมันก็ไม่มีอะไร คือ ไม่มีสติปัญญา แล้วกิเลสก็ยังไม่มากมายอะไรเหมือนยังว่าสัตว์เดรฉานไม่มีกิเลสมากมายอะไรไม่มีปัญญาอะไรนั้นดีของเขาก็คือได้กิน ได้ปลอดภัยมีเท่านี้เอง ถ้าจะพูดกันแต่มนุษย์ก็จะเล็งเห็นมนุษย์ที่ยังอยู่ในท้องแม่หรือมนุษย์พึ่งคลอดออกมาใหม่ ๆ เด็กทารกพึ่งคลอดออกมาใหม่ ๆ รู้สึกดีก็คือสบายเพราะว่า ไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกลำบาก ไม่รู้สึกเจ็บปวด
อย่างนี้ก็เรียกว่าดีตามสัญชาติญาณ ที่นี้ต่อมาไอ้ลูกมนุษย์นี้มันค่อยเติบโตขึ้นจนรู้จักยึดมั่น ถือมั่น รู้จักกิเลส รู้จักความโลภ ความโกรธ ความหลง รู้จักมีตัญหาอุปาทาน เขาก็เลื่อนขึ้นมา เลื่อนขึ้นมาเป็นความดีตามความรู้สึกของกิเลส ความโลภต้องการอย่างไร โทษะต้องการอย่างไร โมหะต้องการอย่างไร เขาก็มีความดีอย่างนั้น เรียกว่า ดีตามความรู้สึก ของกิเลส ก็เรียกว่าแล้วแต่กิเลสจะต้องการถ้าได้ตามกิเลสต้องการแล้วก็เรียกว่าดี
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม