 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32455" type="text/javascript"></script> |
|
ความรักดี
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์เป็นครั้งที่ 11 แห่งภาควิสาฆบูชา ในวันนี้อาตมาก็ยังจะคงกล่าวเรื่อง สิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ต่อไปตามเดิม แต่ในวันนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ในความรักดีคือสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าม ขอทำความเข้าใจเป็น
post ครั้งแรก: Mon 3 September 2007, 3:47 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 8 October 2007, 10:24 am
|
หน้าที่ 5 - โพธิปัญญา
นี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่าดี ของคนสมัยปัจจุบันนี้ที่เขาถือศาสนาว่าได้แล้วเป็นดี ถือศาสนาว่าได้แล้วเป็นดี แต่คนแต่ก่อนก็ต้องได้อย่างถูกต้อง ได้อย่างมีศีลธรรม จึงจะเรียกว่าได้ จึงจะเรียกว่า ดี คนเดียวนี้ถ้าได้ตามกิเลสแล้วก็เรียกว่าดี จะทั้งโลกถือศาสนาว่า ได้แล้วก็เป็นดี ไม่ต้องรู้เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องผิด เรื่องถูกอะไรกัน ยินดีตามความรู้สึกของกิเลสเป็นอย่างนี้
ที่นี้ดีตามความรู้สึกของโพธิปัญญา โพธิ ก็แปลว่า ความรู้ ปัญญา ก็แปลว่า ความรอบรู้ ความรอบรู้ของมนุษย์ที่เป็นไปตามอำนาจสองสิ่งที่เรียกว่า โพธิคือปัญญาที่ถูกต้องเนี่ย มันอีกอย่างหนึ่ง มันก็เอาดีตามความรู้สึกของโพธิปัญญาแล้วมันจะไม่มีชั่วแทรกแทรงเข้ามาได้เลย มันไม่เป็นไปตามอำนาจของกิเลสเลย มันเป็นไปตามอำนาจของปัญญาที่แท้จริง เราอุตส่าห์สะสมไอสิ่งที่เรียก โพธิ์ คือความรู้ที่ถูกต้อง ที่ดูแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นพืชพันธุ์ที่ธรรมชาติสร้างให้มา ให้เรารู้จักรักดี ให้เรารู้จักเลือก ให้เรารู้จักแยกออกว่าอะไร เป็นอะไร รู้สึกว่าอย่างนี้มันไม่ทำอันตรายใคร มันเป็นประโยชน์แก่ทุกคน และก็ยึดถือไอ้ความรู้อันนี้
ถ้ามีปัญญา ก็มันอาศัยความรู้ที่เรียกว่า โพธินิ เราก็ได้ความดี ที่ถูก ที่จริง ที่แท้ ที่ควรปราถนา จึงขอจดจำให้ดี ๆ ว่า ไอความดีตามความรู้สึกของสันชาตญาณแม้แต่สัตว์เดรฉานมันก็ทำเป็นนี้มันอย่างหนึ่ง นี้ความดีตามความรู้สึกของกิเลสของมนุษย์นี้มันก็อย่างหนึ่ง นี้ความดีตามความรู้สึกของ โพธิปัญญานี้มันก็อีกอย่างหนึ่ง เพราะอำนาจความรู้สึกของโพธิปัญญานี้แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้าต้องทรงออกผนวชไปจากราชสปักแล้วก็ไปเที่ยวแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นความดี คือยังไม่ได้พบความดี ตามความรู้สึกของโพธิปัญญา
มีแต่ความดีตามแบบชาวบ้าน เรื่องสวย เรื่องงาม เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกรียติ เรื่องอำนาจวาสนาพระองค์ไม่เห็นว่าดี หรือจะรู้สึกว่าดี ก็ดีแบบชาวบ้าน คือดีตามความรู้สึกของกิเลส พระองค์ไม่พอพระทัยเพียงเท่านี้จึงได้ออกผนวชเพื่อแสวงหาว่าอะไรเป็นความดีทำไมถึงดีต่อไปตามแบบโพธิปัญญา ถึงเราอย่ในโลกนี้เราก็มีอิสระที่จะคิด จะนึก จะศึกษาก็ถือเอาเป็นโอกาส จะคิด จะนึก จะศึกษา ให้มันถูกต้อง เมื่อยังขาดโพธิปัญญาก็ยากที่จะรู้ว่าอะไรเป็นความดีอย่างแท้จริง เมื่อยังขาดโพธิปัญญาย่อมเป็นการอยากที่จะรู้ว่าอะไรเป็นความดีอย่างแท้จริง มันไปดีตามแบบของกิเลส มันไปดีตามแบบของสันชาตญาณเสียหมดขอให้เปรียบเทียบกัน แม้แต่ในหมู่ปุถุชนนี้นะ ก็ลองคิดดูเถอะว่า เด็กในครรภ์ยังไม่ลืมตาอยู่ในครรภ์อะไรดี รู้สึกดีที่ ไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่รู้สึกหิว มันก็ไม่ดิ้น มันก็ดีเพียงเท่านั้น เด็กคลอดออกมาเป็นเด็กเล็ก ๆ มันด็ดีที่ได้ยิน ได้เล่น ได้มีของสวยงามมันก็ดี
ทีนี้มาถึงวัยรุ่น เป็นวัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยสาว มันก็มักจะลงไปในทางเรื่องของคนหนุ่มคนสาว ได้เหตุปัจจัยที่กระตุ้นความรู้สึกของหนุ่มสาวแล้วก็ว่าดี แล้วก็ดูเอาเองว่ามันถูกต้องหรือยังมันเพียงพอหรือยัง ทีนี้ต่อมาก็เป็นผู้ใหญ่เป็นบิดา มารดาอะไรดีก็ดีไปตามแบบของบิดามารดา ซึ่งคนวัยรุ่นไม่ค่อยจะเห็นด้วย รู้ได้ง่าย ๆ ที่ว่าคนวัยรุ่นเนี่ยจะดื้อกับบิดามารดากันตอนนี้เอง เพราะเห็นว่าที่ว่าดีนั้นมันไม่ตรงกันนั้น
ขอให้คนวัยรุ่นทั้งหลายอย่าเอาตามกิเลสของตน อย่าเอาตามความรู้สึกของตน ให้เหลือไว้สำหรับไปพิจารณาถึงความรู้สึกของบิดามารดากันบ้าง ในที่สุดก็ไปถึงเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ เขาก็มาความดีไปอีกแบบหนึ่ง ตามความรู้สึกของคนเฒ่าคนแก่ ซึ่งจะเป็นไปในทางการพักผ่อนเพื่อความสงบซะโดยมาก เนี่ยมันดีต่างกันอย่างนี้ สรุปว่าดีอย่างมนุษย์ ดีอย่างเทวดา ดีอย่างพระอาริยเจ้า คงจะจำง่ายพอที่จะจำได้ว่าดีอย่างมนุษย์และก็ดีอย่างเทวดาและก็ดีอย่างพระอาริยเจ้า ดีอย่างมนุษย์นี้มันเป็นความดีที่ต้องอาบเหงื่อ ต้องลงทุนด้วยความเหน็ดเหนื่อย อาบเหงื่อมันก็ดีอย่างมนุษย์ ถ้าดีอย่างเทวดามันคือ พวกที่ไม่รู้จักเหงื่อไม่ต้องมีเหงื่อ มันมีบุญมีวาสนา มันมีความร่ำรวย มันไม่ต้องรู้จักเหงื่อ มันก็มีดีของมันอีกแบบหนึ่ง ดีอย่างพระอาริยเจ้านี้มันเนื้อไปอีก
เนื้อเหงื่อหรือเนื้อไม่รู้จักเหงื่อไปอีก พูดกันให้เข้าใจก็ว่ามนุษย์มันต้องดีอย่างมีเหงื่อ นั้นทำไร่ ทำนา อยู่อย่างเหงื่อไหลไครย้อยกลางแดดกลางฝนกลางลมมันก็ต้องพอใจ มันเป็นความดี ตามแบบนั้นและเขาก็มีความสุข คนรุ่นปู่ย่า ตายาย เขาดีกว่าเรามาก เพราะว่าเขาหาความพอใจได้ในเหงื่อจากเหงื่อ เขาเป็นสุขอยู่เมื่ออาบเหงื่อเนี่ยเขาเก่งกว่าเรา ลูกหลานสมัยนี้มันเกลียดเหงื่อ แค่เหงื่อนั้นมันก็ดีเพราะมันไม่ทำให้ทำชั่ว เมื่อมันไม่ทำอะไรเสร็จได้มากว่านั้นมันก็สมัครทำเท่านั้น แม้มันจะต้องออกเหงื่อ มันก็ยังเป็นเหงื่อที่บริสุทธิ์ เป็นเหงื่อที่สร้างความดี มันมีความสุขจากความมีเหงื่อก็ยังได้ และส่วนใหญ่มันก็จะต้องเป็นอย่างนี้เพราะว่า มันเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของสัตว์ทั้งหลายต้องบริจาคเหงื่อเพื่อจะสร้างประโยชน์ขึ้นมาและเราได้ทำประโยชน์ได้ประพฤติประโยชน์ได้ทำหน้าที่แล้วเราก็ควรจะพอใจ เราไม่ได้ลักขโมยใครที่ไหน เราถือหลักว่า เป็นขอทานก็ยังดีกว่าขโมย ถ้าเราทำงานไม่ได้ เราเป็นขอทานดีกว่าไปเป็นขโมย ก็ยังถือหลักอย่างมนุษย์มีความดีอย่างมนุษย์
ถ้าเป็นอย่างเทวดาอย่างสูงสุดขึ้นไป เพราะเคยทำความดี อย่างมนุษย์ไว้มาก แล้วมันก็เลื่อนชั้นขึ้นไปเสวยผลของความดีอย่างเทวดา มันก็ไม่ต้องรู้จักเหงื่อมันก็สบายมากขึ้นไปอีก สนุกสนาน เผลิดเผลน ยิ่งขึ้นไปอีก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม