สารบัญ
หน้าที่ 3 - ศีลธรรม
ผู้ไม่รักผู้อื่นทั้งสองคนมาเจอพบกันมันก็ต้องประหัตประหารกันมันก็ไม่ดี ในรัฐสภาที่ว่าจะเป็นเครื่องนำชี้การปกครองบ้านเมืองนี้มันไม่มีความรักผู้อื่น ในรัฐสภามีแต่การแบ่งพรรคแบ่งพวกมุ่งมาดอาฆาตสุดเหวี่ยงที่จะทำลายพรรคตรงกันข้ามให้หมดไปแล้วตัวจะขึ้นครองเมือง อย่างนี้แล้วความรักผู้อื่นจะมีในรัฐสภาได้อย่างไร ไปดูรัฐสภาไหนในโลกนี้มันก็มีแต่อย่างนี้
ดังนั้นประเทศนั้น ๆ จึงไม่มีสันติสุขไม่มีสันติภาพเพราะมันมีแต่มูลเหตุแห่งวิกฤตการณ์คือ ความไม่รักผู้อื่น ความมุ่งมาดอาฆาตต่อผู้อื่นนั้นเอง นี้ภายในหมู่บ้านในเมืองหมู่บ้านแคบ ๆ เข้ามา หมู่บ้านไหนไม่มีความรักผู้อื่นแล้ว มันก็มีแต่ศัตรูซึ่งกันและกัน งั้นทำให้นอนตาไม่คอยจะหลับ เดี๋ยวนี้ในเมืองที่ว่าเจริญเมืองหลวงมันก็ยิ่งเต็มไปด้วยอาชญากรรมคือผู้ไม่รักผู้อื่น แค่สิ่งเลวร้ายเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้มันก็เป็นอาชญากรรม มันก็มาจากความไม่รักผู้อื่น
อาตมาอ่านหนังสือพิมพ์พบเหตุกระทั่งปัญหาแม่ค้าหาบบนทางเท้าตำรวจต้องไล่จับเทศบาลต้องมีภาระมากขึ้นมันไม่ควรจะมีมันก็มีขึ้นมา เพราะความไม่รักผู้อื่น ว่างของให้เกะกะให้ผู้อื่นลำบากก็ทำได้นี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แท้ ๆ มันก็มีมูลมาจากการไม่รักผู้อื่น ถ้าความรักผู้อื่นเข้ามาสิ่งเหล่านี้ก็หมดไป นี้เรามองข้ามเรื่องความรักผู้อื่นและความไม่รักผู้อื่น เรามองข้ามว่าในความรักผู้อื่นนี้มันเป็นสิ่งที่แก้ไขวิกฤตการณ์ทั้งปวงได้แล้วก็ไม่เคยนึกจะใช้แก้ไข เราจะไปเอาเรื่องเศรษฐกิจเรื่องการเมืองเรื่องกฎหมายเรื่องการค้าขายการอะไรต่าง ๆ มาแก้ไขมันไม่รู้จักสิ้นสุดสักที มันมีแต่ความไม่ยอม ความไม่รักผู้อื่นมันก็ไม่ยอม
ถ้ามีศีลธรรมทำให้คนรักซึ่งกันและกันสิ่งเหล่านี้ก็หายไปเอง จะพูดถึงเรื่องศีลธรรมมันก็ต้องเป็นศีลธรรมที่มีรากฐานอยู่ที่ความรักผู้อื่น อย่างที่ได้พูดแล้วว่าการรักผู้อื่นคือความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่เห็นแก่ตัวก็คือความรักผู้อื่น แล้วศีลธรรมทั้งหมดสรุปว่าลงไปได้ว่ามันมีรากฐานอยู่ที่สิ่ง ๆ เดียวก็คือความรักผู้อื่น ศีลธรรมเกิดขึ้นในโลกเนื่องมาจากความเบียดเบียนซึ่งกันและกันเพราะไม่รักผู้อื่น เพราะรักผู้อื่นความเบียดเบียนก็ไม่มี ศีลธรรมในรูปแบบต่างดังๆกันนั้นมันไปสรุปรวมอยู่ที่ความรักผู้อื่น เรามีศีลธรรมตรงกันหมดทุกศาสนาคือความรักผู้อื่น เราก็มองข้ามเสียไม่เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่เอามากระทำให้เข้มข้นสำหรับจะแก้ไขปัญหาของสังคมนี้
ข้อที่สี่ก็อยากจะพูดว่าเรามองข้ามว่าไอ้ความรักผู้อื่นมันกำจัดกิเลสทุกรูปแบบ คือความรักผู้อื่นจะกำจัดความโลภ กำจัดความโกรธ กำจัดความหลง กำจัดความริษยา กำจัดความหวาดระแวงไม่สร้างศัตรู ดูเหมือนกับอยู่ในกำแพงแก้วที่มองในฝ่ายดี ถ้าเรารักผู้อื่นเราไม่รู้จะโลภได้อย่างไร เพราะความโลภจะต้องพาดพิงไปถึงผลประโยชน์ของผู้อื่นเสมอ คือไปเอาส่วนเกินของใครมาก็แล้วล้วนแต่เป็นความโลภ จะโลภโดยไม่มีใครเสียประโยชน์นี้มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ เพราะคำว่าโลภนี้มันอยากได้เกินด้วยอวิชชาด้วยความโง่นั้นก็เกิน ๆ ไปจนเข้าไปในขอบเขตของผู้อื่น
งั้นเราเห็นแต่ตัวไม่รักผู้อื่นรักแต่ตัวมันก็โลภ ถ้ารักผู้อื่นมันก็โลภไม่ลง ที่นี้ไอ้ความโกรธหรือโทสะนั้น ถ้ามันรักผู้อื่นแล้วจะไปโกรธได้อย่างไง ถ้ารักผู้อื่นอยู่มันก็โกรธไม่ได้หรือถ้าเราไม่โลภมันก็ไม่รู้สึกผิดหวังแล้วมันก็ไม่โกรธเหมือนกัน ถ้าโลภไม่ได้แล้วมันก็โกรธไม่ได้นี้ ข้อนี้ให้ช่วยกันระวังกันให้ดี ๆ ไอ้ความโลภมันก็เนื่องมาถึงความโกรธ เมื่อไม่ๆได้อย่างที่มันโลภมันก็โกรธ เมื่อมันไม่โกรธก็คือมันไม่ได้โลภคือมันไม่ได้ยากไม่ได้อยากอะไรแล้วก็ไม่เป็นเหตุที่ได้อย่างที่มันอยาก งั้นเมื่อไม่โลภมันก็โกรธไม่ได้แล้วเมื่อมีความถูกต้องอย่างนี้มันก็เรียกว่าไม่เป็นความหลง นั้นความรักผู้อื่นจึงกำจัดความหลงอยู่โดยอัตโนมัติ คือมันมีความถูกต้องพอมันมีความถูกต้องก็ไม่เรียกว่าความหลง รักผู้อื่นไม่เห็นแก่ตัวนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงไม่หลง ถ้ารักผู้อื่นแล้วมันริษยาไม่ได้ ริษยาคือสิ่งทำให้วินาถเป็นความขัดแย้งอย่างยิ่ง พอริษยาแล้วก็มีแต่มุ่งร้ายต่อความขัดแย้ง แล้วมันก็เหมือนกับเอาไฟเผาซึ่งกันและกัน งั้นเราก็รักผู้อื่นให้เหมือนกับน้ำดับไฟคือความริษยาหรือความขัดแย้งทีนี้เมื่อรักผู้อื่นแล้วมันจะไม่ระแวงภัย
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม