 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32467" type="text/javascript"></script> |
|
|
ความรักผู้อื่น
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควิสาฆบูชาเป็นครั้งที่ 5 ในวันนี้ อาตมาก็จะได้กล่าว โดยหัวข้อใหญ่คือหัวข้อที่ว่า สิ่งสำคัญพากันมองข้ามต่อไปตามเดิม สำหรับสิ่งสำคัญที่พากันมองข้าง ที่จะนำมากล่าวกันวันนี้ได้แก่ สิ่งท
post ครั้งแรก: Tue 4 September 2007, 11:55 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 11 October 2007, 12:57 pm
|
หน้าที่ 4 - คุกตาราง
คนที่รักผู้อื่นโดยแท้จริงจะไม่รู้สึกหวาดหวั่นระแวงภัยไม่มีความสะดุ้ง บางคนอาจจะไม่เชื่อว่าภัยมันมาอยู่เสมอตลอดเวลาเราไม่อาจจะหยุดคิดนึกเรื่องนี้ได้ แต่ทางธรรมมะเค้าสอนให้ฝากไว้ด้วยความเมตตากรุณาด้วยความรักผู้อื่นให้จิตมันหยุดระแวงภัยของมันเอง ก็สบายไม่สะดุ้ง ความรักผู้อื่นนี้มันไม่ก่อศัตรูศัตรูก็หาทำลายยาก ไม่ก่อศัตรูก็อยู่อย่างไม่มีศัตรู เมื่อความรักผู้อื่นนี้เป็นเหมือนกับว่ากำแพงแก้วอย่างดีเลิศมาคุ้มครองป้องกันผู้คนนั้นอยู่ อานิสงค์ของเมตตาเป็นอย่างนี้ เขาเรียกว่าเป็นกำแพงแก้วคุ้มครองสัตว์ มองกลับอีกทีหนึ่งความรักผู้อื่นได้นี้คือหลุดจากคุกหลุดจากตารางแห่งความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวทำให้โลภ โกรธหลง ความอิจฉาริษยา ให้ระแวงภัยให้อะไรต่างๆนานา พอรักผู้อื่นก็หลุดออกมาได้จากคุกตารางนั้น
คุกตารางคือความเห็นแก่ตัว เราก็มองข้ามไปเสียว่าความเห็นแก่ตัวนี้ไม่ได้เป็นคุกเป็นตารางอะไร อันที่จริงความเห็นแก่ตัวนี้แหล่ะคือคุกตารางที่ผูกล่ามเราไว้ให้จมอยู่ในกองทุกข์ออกไปไม่ได้ คุกแห่งความเห็นแก่ตัว หุ้มห่อกักขังเราอยู่ เราก็มองข้ามไปเสีย นี้เราจะมองเห็นความรักผู้อื่นคือการออกมาได้จากคุกแห่งความเห็นแก่ตัวนี้คือสิ่งที่เรามองข้าม ความรักผู้อื่นนั้นเป็นอย่างไร ทีนี้จะพูดซ้ำที่พูดมาแล้วว่าความรักผู้อื่นคือศาสนาแห่งพระศรีอารยะเมตรัย ที่อยู่แค่ปลายจมูก เรามองข้ามว่าศาสนาพระศรีอารยะเมตรัยอยู่แค่ปลายจมูก
ข้อนี้พูดกันอย่างละเอียดแล้วในการบรรยายครั้งที่สองแห่งภาคนี้ ในนี้ก็เอามาพูดกันอีกทีหนึ่งในฐานะเป็นสิ่งที่เราไม่มองหรือมองข้ามไป พอรักผู้อื่นเมื่อไรศาสนาพระศรีอาสน์ก็มีมาเมื่อนั้นไม่ต้องอธิบายเพราะอธิบายแล้ว ก็มาย้ำอีกทีว่ามันมองข้ามจนไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ควรจะได้รับมันก็อยู่แค่ปลายจมูกนี่เอง พูดอย่างภาษาธรรมดาๆให้มันง่ายให้มันต่ำที่สุดก็ว่า ถ้าว่าเรารักผู้อื่นกันแล้วในโลกนี้ไม่ต้องมีกฎหมายไม่ต้องมีศาลไม่ต้องมีเรือนจำอย่างนี้เป็นต้น กฎหมายก็ดีศาลก็ดีเรือนจำก็ดีน่าทุเรศเวทนามีขึ้นมาจนยุ่งยากลำบากเพราะเหตุอันเดียวคือคนมันไม่รักกันมันไม่รักผู้อื่น
มันจึงทำให้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวที่เราเรียกกันว่าคดีขึ้นมา ก็ต้องมีกฎหมายมีศาลมีผู้พิพากษามีเรือนจำมีเจ้าหน้าที่อะไรยุ่งไปหมดพอมีความรักผู้อื่นแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต้องมี จะมีไปทำไมในเมื่อมันไม่มีคดี นี่เรียกว่าชั้นต่ำสุดภาษาง่ายๆธรรมดา ว่าให้มองเห็นว่าจะไม่ต้องมีกฎหมายมีศาลมีเรือนจำไม่มีอะไรหลายๆอย่างที่ว่าคล้ายกันนั้นถ้าว่าคนเรามันรักผู้อื่นนี้เป็นเรื่องสังคมทั้งนั้น เรียกว่าเป็นปัญหาทางสังคมทั้งนั้น หรือประโยชน์ก็ได้ประโยชน์แก่สังคมทีนี้เรามาพูดกันถึงปัญหาหรือประโยชน์ส่วนบุคคลกันบ้าง คืออยากจะพูดขึ้นว่าไอ้ความรักผู้อื่นนั้นมันเป็นศีลเป็นสมาธิ เป็นปัญญาเป็นมรรคผลนิพพานอยู่ในตัวมันเองและอัตโนมัติด้วยเมื่อเรารักผู้อื่นเราก็ต้องสำรวมระวัง มันก็เป็นศีลเต็มที่
ทีนี้เมื่อตั้งจิตรักผู้อื่นมันก็เป็นสมาธิเต็มที่ มีสมาธิที่เขาเรียกว่าเมตา ภาวนาหรืออัปนัญยา ภาวนาเป็นสมาธิเต็มที่มีความรักผู้อื่นเป็นอารมณ์ เจริญสมาธิ เมตาสมาธิเจโต เมตตาอัปนัญยาสมาธิมีหลายๆชื่อแล้วแต่ความเข้มข้นมากน้อยเท่าไร เมื่อความรักผู้อื่นปักดิ่งลงไปในจิตก็เป็นสมาธิด้วยความรักผู้อื่นเป็นปัญญาที่อยู่ในตัว เพราะมันเป็นความถูกต้องของความรู้สึกคิดนึกของสัจจะธรรมเป็นผลเลิศที่ได้ค้นคว้ามาได้จึงจัดเป็นปัญญาแล้วมันก็เป็นปัญญาอย่างที่ตัดกิเลสได้อย่างที่ว่ามากล่าว ไปดูให้ดีไอ้ความรักผู้อื่นนั้นมันมีปัญญาแฝงอยู่ในนั้นอย่างอัตโนมัติ
ทีนี้เมื่อมีความรักผู้อื่นแล้วมันก็ทำลายความเห็นแก่ตัวความเห็นแก่ตัวนั้นถูกทำลายนั้นแหล่ะคือมรรค ความเป็นแก่ตัวหมดไปนั่นแหละคือผล ถ้าเมื่อใดความเห็นแก่ตัวหมดแล้วโดยสิ้นเชิงมันก็เป็นนิพพาน ไม่มีความร้อนแห่งกิเลสนั้นแหล่ะความทุกข์ใด ๆ โดยส่วนบุคคลล้วน ๆ เรากล่าวได้ว่าความรักผู้อื่นเป็นศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผล นิพพาน นี้เราก็มองข้าม มองข้าม เดี๋ยวนี้กับมาบอกให้มองถ้ามองแล้วไม่เห็นด้วยก็สุดแท้จะด่าอาตมาก็ได้ พูดไม่จริงหรือพูดเอาเองได้เมื่อกันแหละ แต่ยังยืนยังอยู่เรื่อยไปว่าไอ้ความรักผู้อื่นเป็นศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผล นิพพาน อยู่ในตัวมันเองโดยอัตโนมัติ
ขอให้หยิบกันมามองให้ดี ๆ กัน อย่าได้มองข้าม เอาหละพูดถึงไอ้การมองข้ามความรักผู้อื่นมามากพอแล้ว ก็จะพูดกันถึงเรื่องที่มันเนื่องกันอยู่คือปัญหาที่ว่าทำอย่างไรจึงจะมีความรักผู้อื่นก็บอกแล้วว่ามันยากแสนยากแต่ความที่จะไปรักผู้อื่นนี้มันยากแสนยาก เพราว่าตั้งแต่เกิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก มันอบรมไว้แต่ความรักตัวกูอย่างเดียว เพราะเห็นแต่แก่ตัวอย่างเดียวหนาแน่นอัดไว้ ๆ ๆ เกิดมาจนบัดนี้ความรักผู้อื่นมันไม่มีช่องไม่มีโอกาส เพราะมันอัดแน่นอยู่ในความรักตัวกู นี้ทำอย่างไรถึงจะมีความรักผู้อื่นเล่า มันก็ต้องเป็นเรื่องของการอบรมเท่านั้นแหละ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 พ.ย. 2551 (22:00) 