 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32483" type="text/javascript"></script> |
|
|
ฆรามสิธรรม-ฆราวาสธรรม
ท่านครูบาอาจารย์หรือที่เป็นเจ้าหน้าที่ อาตมานำหลักสูตรจริยธรรม เพื่อที่จะทำพลศึกษาทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งที่ 4 นี้ อาตมาก็จะได้บรรยายตามหัวข้อที่ท่านได้กำหนดให้ ว่าด้วยเรื่องฆราวาสธรรม ฆราวาสธรรม คำว่าฆราวาสธรรม อยู่ในจำพวกธรรมะของฆราวาส
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 2:32 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 25 October 2007, 10:31 am
|
หน้าที่ 4 - กฎของธรรมชาติ
ทีนี้ก็ดูไปอีกทีหนึ่งว่า จริงต่อความเป็นคนนั้นมันจริงต่ออะไร ยิ่งขึ้นไปอีกให้มี ความหมายยิ่งขึ้นไปอีก หรือว่าอะไรจะทำให้จริงต่อความเป็นคน อย่างนี้มันต่อไปได้เลื่อนไปอีกชั้น จริงต่อธรรมะ จริงต่อธรรมะ ไอ้จริงต่อความเป็นมนุษย์นี้มันยังไม่ดีกับจริงต่อธรรมะหรอกนะ เพราะถ้าจริงต่อธรรมะแล้วจะเป็นมนุษย์หรืออะไรก็เป็นไปได้หมดแหละ จึงขอเราทำตนให้มันจริงต่อธรรมะ ธรรมะนั้นนะ โดยขอร้องให้ช่วยกันจำไว้ว่า เอาไปสัก 4 ความหมายเถิด
ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ธรรมะ คือกฎของธรรมชาติ ธรรมะ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ธรรมะ คือผลที่เกิดมาจากหน้าที่ นี้คือธรรมะ ถ้าเราจริงต่อธรรมะ เราก็จริงต่อสิ่งทั้ง 4 นี้ จริงต่อธรรมชาติ จริงต่อกฎของธรรมชาติ จริงต่อหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ และก็จริงต่อผลที่จะได้รับตามสมควรแก่หน้าที่ นี้คือจริงต่อธรรมะ ธรรมะเป็นจุดประสงค์ที่เราจะเป็นจริง อย่างนี้ก็ได้ไม่ใช่จะไม่ได้ แต่ดูว่ามันยังพร้าไป ใน 4 ความหมายนั้นนะ ธรรมะ 4 ความหมายนั้นนะ ความหมายในสำคัญที่สุดที่เราจะจริงต่อด้วย ก็ดูที่ต้นเหตุ ไอ้ธรรมะที่เป็นกฎของธรรมชาตินั้นแหละ สำคัญที่สุดที่เราจะต้องจริงหรือตรงต่อ เดี๋ยว ๆ เอาผลไว้ตอนหลังละกันและก็หน้าที่ธรรมะ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นก็ตรงต่อหรือจริงต่อ ตรงต่อจริงต่อหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ แล้วก็ทำงานสนุกไปเลยมีผลและเหลือจนกินไม่หมด
แต่ถ้าให้ละเอียดอ่อนและสูงขึ้นไปกว่านั้นละก็ จงจริงต่อกฎของธรรมชาติ คำว่ากฎของธรรมชาติมันก็สูงกว่า หน้าที่ เพราะหน้าที่มันทำตามกฎของธรรมชาติ เมื่อเราจริงหรือตรงต่อกฎของธรรมชาติแล้วก็มันก็ถึงหน้าที่หรือจริงต่อหน้าที่ หรือทำหน้าที่อยู่เอง ที่นี้ก็ กฎของธรรมชาตินั้นมีความหมายมาก เท่ากับพระเจ้าหรือพระเป็นเจ้าที่เดียว พุทธศาสนามีกฎของธรรมชาติ เป็นเหมือนกับพระเจ้าในศาสนาอื่นที่เขามีพระเจ้ากัน ศาสนาอื่นก็มีพระเจ้าอย่างบุคคล ความรู้สึกอย่างบุคคลก็มี แต่พระเจ้าของเขาไม่ใช่บุคคล เป็นเพียงจิตเพียงวิญญาณ ไม่ใช่อย่างบุคคลก็มี แต่มีความรู้สึกอย่างบุคคลอยู่นั้นแหละ มันยังเป็นสิ่งที่มีความรู้สึกได้อยู่นั้นแหละ
ส่วนพุทธศาสนานี้เรามีส่วนเป็นพระเจ้าที่เป็นกฎของธรรมชาติ ไม่มีความรู้สึกอย่างคน แต่มีความเฉียบขาด ทำหน้าที่เฉียบขาดตามแบบของกฎของธรรมชาติ กฎของธรรมชาติในที่นี้ก็เช่น กฎแห่งกรรม กฎแห่ง ปิทัดปัตตะยะตา ปิทัดขัดสะมุบาท กฎแห่ง สุลยะตา อะนัตตา ตะทาตา อะไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นนะรวมกันไว้ซะ เป็นกฎของธรรมชาติ ทีพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ถ้าท่านศึกษามาอย่างถูกต้อง ท่านจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ปติจสะมุบาท ไปอ่านพุทธประวัติที่ทรงเล่าเองตอนตรัสรู้ จะรู้จะพบว่าท่านไร่มาจากทุกข์ มายังชาติ มายังมรณะ มายังสะรามาณะ มายังชาติ มายังภพ มายังอุปาทาน มายังกัณหา มายังเวทนา มายัง สัจจะ มาจะนะ มานู้นมานี่ ท่านรู้มาตามลำดับนี้ มาจากอะไรนี้ มาจากอะไรนี้ มาจากพระภพ มาจากตรัสรู้
ที่จริงปติจสมุบาท ก็คือ อริยสัตย์นั้นเอง ปติจสมุบาท นั้นคือ อริยสัตย์ ที่ขยายให้มันมีรายละเอียดขั้นตอน ๆ นั้น กว่าทุกข์จะเกิดมี 11 ขั้นตอน ก่อนทุกข์จะดับก็มี 11 ขั้นตอน ตอนทุกข์ก็แจกเหมือนกัน ตอนดับทุกข์ก็แจกเหมือนกัน นั้น กฏทีพัตปัจะตา ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นแหละคือ ธรรมะ ในฐานะที่เป็นกฎ ที่นี้พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วท่านก็เคารพทันทีเลย เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะ ตรัสรู้กฎทีพัตปัจะตา ปติจสะมุบาท พอท่านตรัสรู้ได้รู้แล้วว่าตรัสรู้ ท่านถามตัวเองว่า เป็นผู้ตรัสรู้แล้วจะเคารพอะไร เพราะว่าการอยู่โดยไม่มีที่เคารพนั้นไม่ควร ท่านก็ตอบตัวเองว่า เคารพธรรมะ
ด้วยยืนยันว่าพระพุทธเจ้าในอดีตเคารพธรรมะ พระพุทธเจ้าในอนาคตถ้าจะมาอีกก็ต้องเคารพธรรมะ ดังนั้นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ก็เคารพธรรมะ บางที่เรื่องมันก็ต้องยกให้คัมภีร์มันก็ต้องมีเรื่องแทรกแทรง ทำนองนิยายที่มันฝืนความรู้สึกของคนสมัยนี้ คือมีเรื่องที่เขียนไว้กล่าวว่า ท้าวสหัมบดีกรมมาที่นี้ ท้าวสหัมบดีกรมมาจากยมโลกมาในขณะนั้นมาในขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์เคารพพระธรรม ท้าวโหสวดีกรมมา มาเชียร์ ถูกแล้ว ๆ ๆ พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์เคารพพระธรรมนี่
ทีนี้เราไม่ค่อยสนใจนะ เรื่องอย่างนี้ มันไม่เชื่อของเดิมมันทำที่หลังกันได้ แต่มันก็มีพระไตรปิฎก ท้าวสหัมบดีมาช่วยรับรองว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพพระธรรม หรือฐานะเป็นสิ่งสูงสุด ธรรมที่ตรัสรู้นั้นแหละ ธรรมที่ตรัสรู้เองนั้นแหละนำมาเคารพยกขึ้นเป็นสิ่งสูงสุดเหมือนกับพระเจ้า นั้นพระพุทธเจ้าเราก็มีสิ่งสูงสุดคือ
ธรรม ธรรมะเหมือนกับพระเจ้า แล้วธรรมะที่ตรัสรู้นั้นก็คือ กฎของธรรมชาติ กฎทีพัตปัจะตาของธรรมชาติ ท่านเรียกว่าธรรมแล้วท่านก็เคารพ เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า เคารพกฎของธรรมชาตินั้นนะว่าเป็นพระเจ้าสูงสุด ก็ยิ่งเคารพ จะพูดโดยสมมุติสิว่ามีธรรมะที่ตรัสรู้ คือกฎของธรรมชาติ นั้นแหละเป็นพระเจ้า คือท่านเคารพ พุทธบริษัทที่ไม่โง่ ไม่โง่ตามที่คนสมัยใหม่ ที่เขามักเขียนกันว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า จะให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภท เอถีอิส ไม่มีพระเจ้า ให้มันโง่ไปคนเดียวก็แล้วกันอย่างไปเชื่อมัน พุทธศาสนามีพระเจ้าและพระเจ้าจริงกว่า สูงกว่า พระเจ้าสูงสุดคือกฎของธรรมชาติ เป็นพระเจ้า เนี่ยเราเรียกว่ากฎธรรมชาติ กฏธรรมะของธรรมชาติที่เป็นยอดสุดของสัจจะ ศาสนาไหนก็มีคำพูดว่า พระเจ้าเป็นสูงสุดของสัจจะ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม