คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32483" type="text/javascript"></script>
ฆรามสิธรรม-ฆราวาสธรรม
ท่านครูบาอาจารย์หรือที่เป็นเจ้าหน้าที่ อาตมานำหลักสูตรจริยธรรม เพื่อที่จะทำพลศึกษาทั้งหลาย ในการบรรยายครั้งที่ 4 นี้ อาตมาก็จะได้บรรยายตามหัวข้อที่ท่านได้กำหนดให้ ว่าด้วยเรื่องฆราวาสธรรม ฆราวาสธรรม คำว่าฆราวาสธรรม อยู่ในจำพวกธรรมะของฆราวาส
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ชมแล้ว: 11,319 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 2:32 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 25 October 2007, 10:31 am
สารบัญ

หน้าที่ 5 - พระเจ้าเป็นสัจจะ
ดังนั้นทุกศาสนา นั้นแหละแม้แต่ศาสนาของอินเดีย และศาสนาปาเลสไตน์ ศาสนาแถวนั้นก็มีแต่พระเจ้าเป็นสัจจะทั้งนั้น ไม่รู้ว่ามีพระเจ้าเป็นสัจจะ มีสัจจะเป็นพระเจ้า คือทีนี้มันก็แล้วแต่ว่ามีอันไหนมันจะสูงกว่า สัจจะไหนมันจะสูงกว่า จริงกว่า แล้วสัจจะคือกฎของธรรมชาติ มีอยู่ สิงสถิตอยู่ ในทุก ๆ ปรมาณูของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล คือพระเจ้าของไทยอย่างที่มันเป็นคือไปสิงสถิตอยู่ทุก ๆ ปรมาณูในทุกจักรวาลได้เลย แล้วมีพระเจ้าคือกฎของธรรมชาติที่อาจจะไปอยู่ในทุก ๆ ปรมาณูที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล เพราะฉะนั้นเพราะเจ้าของเรายิ่งกว่า เป็นคอมนิกเปเซน เกิดกว่าเป็น คอมนิกโปเซน ไปกว่ากว่า มันใหญ่กว่าทุกสิ่งมันมีกว่าทุกสิ่ง นี้ธรรมะที่เป็นสัจจะสูงสุด ถ้าเราจะมีสัจจะต่อธรรมะสูงสุดก็ขอให้มีสัจจะต่อกฏของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้แล้ว นับถือเป็นสิ่งสูงสุด คือธรรมะ



ถ้าเราเป็นพุทธบริษัทจะมีสิ่งสูงสุดสำหรับยึดถือ สำหรับภักดีสำหรับจงรักภักดีต่อก็คือธรรมะ ธรรมะ หรือสัจจะสูงสุดก็คือ กฎของธรรมชาติ เรียกว่าธรรมะ จงซื่อตรงต่อธรรมะอันนี้นะ แล้วจะซื่อตรงต่อตัวเอง ซื่อตรงต่อตัวเอง และก็ซื่อตรงต่อเพื่อนฝูง บุตร ภรรยา สามี ตรงต่อการงาน หน้าที่ ตรงต่อเวลา ตรงต่ออะไรที่ชาวโลกเขาต้องการ แล้วว่ามันตรงต่ออะไรบ้าง นี้ขอที่ 1 ของธรรมะทั้ง 4 ถ้าให้อาตมาเรียก อาตมาก็เรียกว่า ครเยสิธรรม ครเอสิธรรม ท่านทั้งหลายเรียกว่า ฆราวาสธรรมนั้นก็ตามใจสิ เขาเรียกว่าทั้งเมืองว่า ฆราวาสธรรม



52360



แต่ตัวบาลีไม่ใช่ฆราวาสธรรม เป็นครเมษิโณ เป็นครเอสิธรรม ครเอษี ครเอสิธรรม มีอยู่ 4 ข้อ ข้อที่ 1 คือ สัจจะ จริงเถิด เป็นจุดตั้งต้น เป็นข้อต้น เป็นเรื่องข้อต้น ของการที่จะแสวงหาที่พึ่ง ที่นี้ข้อที่ 2 ถัดไป เรียกว่า ทม ทม เขียนให้ถูกนะ ท ทหาร ม ม้านะ คือไม่ใช้ธรรมะ และก็ไม่ใช่ ธ ด้วย ใช้ ท ทหาร และก็ ม ม้า ทม แปลว่า บังคับก็ได้ พุทธก็ได้ ข่มขี่ก็ได้ ไอคำนี้ในภาษาบาลี มันแปลได้หลาย ๆ คำ แล้วแต่กรณี ในบางกรณี เราแปลว่า ข่มขี่ ไม่ใช่ข่มขี่ให้ตาย แต่ข่มขี่ให้เขาอยู่ในความถูกต้อง บีบบังคับให้เขาอยู่ในความถูกต้อง


ถ้าว่าสุภาพหน่อยก็คือฝึก ฝึกการฝึกนั้นก็คือการฝึกนั้นนะธรรมะหรือบังคับเมื่อเราจะต้องกระทำแก่ตัวเรา เราก็ใช้คำว่าบังคับตัวเรา แล้วก็มีการบังคับตัวเรา เป็นข้อที่ 2 บังคับตัวเรานี้ถ้าจะพูดไปตั้งแต่ภายนอกมันก็บังคับที่กาย ที่วาจา และก็ที่จิต ถ้าจะพูดมาจากข้างในก็จะบังคับที่จิต และก็ที่วาจา และก็บังคับที่กาย นี้เรียกว่าบังคับตัวเรา แต่ถ้าอนุญาตให้พูดเพียงสิ่งเดียว เราก็จะพูดว่าบังคับจิต


แต่ถ้าอยากพูดได้หลายอย่างต้องเรียกว่า บังคับจิต บังคับกาย และทีนี้ก็บังคับตน บังคับตัวเองก่อน แล้วค่อยคือบังคับจิต ถ้าบังคับจิตได้หรือบังคับตัวเองได้ อะไรมันก็จิต มันก็หน้าหัวที่ว่ามันก็จิต บังคับจิต สติปัญญาของจิต บังคับความโง่ ความเครา ความเหลวไหลของจิต จิตบังคับจิต นี้มันเป็นอย่างนี้มันก็ฟังยากหน่อย เพราะว่าตัวตนนะมันไม่มี มันมีแต่จิตที่มันรู้สึกอย่างไรบ้าง นั้นจิตฝ่ายดีฝ่ายสูง ก็บังคับจิตฝ่ายเลวฝ่ายต่ำ มีคำพูดอยู่ว่า ให้บังคับจิตใฝ่สูงบังคับจิตใฝ่ต่ำ นี้คือจิตบังคับจิต ทำสำหรับบังคับตน บังคับตนทำให้จิตใฝ่สูง ธรรมชาติใฝ่สูงบังคับธรรมชาติใฝ่ต่ำ ความรู้สึกใฝ่ต่ำ ก็เป็นอันว่าความรู้มาบังคับความไม่รู้ ความถูกต้องบังคับความผิดพลาด ความดีบังคับความชั่ว ใฝ่สูงบังคับใฝ่ต่ำก็แล้วกัน



เดียวนี้มันเป็นเรื่องส่วนบุคคลต้องบังคับตัวเอง ก็คือบังคับจิต จิตฝ่ายถูกต้องเขามีระเบียบเป็นอย่างนั้น ๆ จะบังคับจิตฝ่ายผิดอย่าให้มันเกิดขึ้น ให้กลับมาสู่ความถูกต้อง ซึ่งมีระเบียบตายตัวอยู่แล้ว ทีนี้ปัญหามันก็มีอยู่ว่ามันยากที่จะบังคับได้ เพราะว่าคนเรามันเลวเสียมากแล้วจะพูดหยาบคายก็ต้องพูดอย่างนี้ เพราะคนเรานี้มันเลวซะมากแล้วจะดึงมาหาดีนี้มันยาก ครั้งก่อนเราก็พูดถึงเรื่อง เด็ก ๆ น้อย ละทิ้งพ่อ แม่ตามโจรไป เขาใจว่าท่านทั้งหลายยังคงจำได้นะ ชีวิตคนเรานี้มันอยู่ในสภาพเหมือนกับเด็กน้อย ทิ้งพ่อ แม่หนีตามโจนไป ไปอยู่กับโจน โจนมันทำอย่างไร มันก็ทำอย่างโจนก็เดือดร้อน วุ่นวายนั่งร้องไห้ มันจะหนีมานั้นก็ได้ หรือมันจะคิดฆ่าโจนนั้นก็ได้


แต่ให้รู้ว่าไอ้จิตของคนเรานี้เหมือนกับเด็กน้อย ทิ้งพ่อ แม่ วิ่งตามโจนไป มันคือว่าเด็กทารกอยู่ในครรภ์มันทำผิดอะไรไม่ได้ มันยังไม่รู้จักอะไร มันยังไม่รู้สึกอะไร มันยังอยู่ตามธรรมชาติอยู่ตรงกลางตามธรรมชาติ แล้วก็อยู่กับธรรมะ อยู่กับพ่อ แม่ ตามกฎของธรรมะชาติธรรมดา ไม่มีได้ ไม่มีเสีย ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีอร่อย ไม่มีไม่อร่อย ก็คือไม่มีมันอยู่กับธรรมชาติ นี้มันเป็นเด็ก


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 4) หน้าถัดไป (หน้า 6) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 10,812 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ฆรามสิธรรม-ฆราวาสธรรม [11,320]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [534,150]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [392,350]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [379,411]
Global Warming { English } [143,150]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.