คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32484" type="text/javascript"></script>
จิตตภาวนาในพระพุทธศาสนา
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในจิตภาวนาทั้งหลาย โอกาสนี้อาตมาจะได้บรรยายเรื่อง จิตภาวนาในพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่จะบอกให้ทราบว่ามันคืออะไร มันเนื่องมาจากอะไร เพื่อประโยชน์อะไร แหล่ะสำเร็จได้โดยวิธีใด ผู้ที่ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัท นั้นก็คือผู้ที่สมัครรับเอาการปฏิบ
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ชมแล้ว: 10,031 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 3:07 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 18 October 2007, 11:19 am
สารบัญ
หน้า : 1 จิตตภาวนา
หน้า : 2 หลงใหล หลงรัก
หน้า : 3 วิปัสสนา
หน้า : 4 ปณิธสัมปะ

หน้าที่ 1 - จิตตภาวนา
ท่านเห็นว่ามันดับทุกข์ไม่ได้ อย่างนี้มันไม่ได้จริงมันเพียงหลอกๆ อาตมาจึงสรุปความว่า ไสยศาสตร์เหล่านั้นเก็บไว้เพียงเพื่อประโยชน์ของคนปัญญาอ่อนเท่านั้น ยิ่งคนปัญญาอ่อนในโลกนี้มากเท่าใดก็เก็บไสยศาสตร์ประเภทเหล่านั้นไว้ให้คนปัญญาอ่อนไปพลางก่อน ไปพลางก่อนก็หมายความว่าจนกว่าเขาจะมีปัญญาแก่กล้าจึงสามารถรับเอาสิ่งปฏิบัติตามพระพุทธศาสนาได้โดยถูกต้อง ถ้าเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ มันก็ไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนา ไสยศาสตร์เนี่ยชื่อก็บอกอยู่แล้ว ไสย แปลว่า หลับ ไสยศาสตร์ ก็ศาสตร์ของคนที่ยังหลับอยู่ มีพุทธศาสตร์ พุทธะ แปลว่าตื่น ตื่นนอน ตื่นจากหลับ เมื่อพุทธศาสตร์ ก็แปลว่า ศาสตร์ของคนที่ตื่นแล้ว ซึ่งต่างกันถึงขนาดนี้ก็ลองคิดดู ไสยศาสตร์เป็นศาสตร์สำหรับคนหลับ หลับก็ไม่มีสติปัญญาเป็นเครื่องตื่น ก็ต้องถือไปแบบหนึ่งและจะต้องมากพวกถือไสยศาสตร์นี้จะต้องมากกว่าพวกที่ถือพุทธศาสตร์เป็นธรรมดา เพราะว่าพวกที่ไม่มีความรู้เพียงพอ ไม่มีสติปัญญา ภายหลังมันมีมากกว่าพวกที่จะลืมหูลืมตาตื่นขึ้นมา เป็นพุทธบุคคล คนที่ตื่นแล้ว



ดังนั้น จึงมีวิธีการปฏิบัติ ที่เหมาะสมสำหรับคนที่ตื่นแล้ว มิใช่สำหรับคนที่ยังหลับอยู่ การอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การทำพิธีรีตอง เพื่อกำจัดความทุกข์หรือเพื่อจะให้หมดบาปหมดกรรม ให้หมดทุกข์นั้น มันเป็นเรื่องของคนหลับ ที่ยังหลับอยู่ เพราะไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า ความทุกข์นั้นเกิดมาจากอะไร ไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่ากรรม กรรมนั้นมันคืออะไร มันจะสิ้นไปได้โดยวิธีใด แล้วที่นี้จะพูดคำว่าจิตตภาวนากันก่อน การทำจิตให้เจริญ เรียกว่า จิตตภาวนา มีพุทธภาษิตกล่าวไว้ชัด ว่าจิตนี้ตามธรรมชาติเป็นประภัสสร จิตประภัสสรเรืองแสงเรืองรัศมีไม่มีเศร้าหมอง ไม่มีความทุกข์ จิตตามธรรมชาติเป็นประภัสสร แต่ว่ามาเศร้าหมองเพราะอุปกิเลศเกิดขึ้นมาในจิตมันก็เศร้าหมองไปพักหนึ่ง จนกว่าอุปกิเลศนั้นจะดับไปตามเหตุตามปัจจัย เมื่ออุปกิเลศไม่เข้ามา จิตนี้ก็ประภัสสรคือผ่องแผ้ว ผู้ใดรู้ความจริงข้อนี้ จิตตภาวนาจะมีแก่ผู้นั้น ผู้ใดไม่รู้ความจริงข้อนี้ จิตตภาวนาจะไม่มีแก่ผู้นั้น คอยฟังดูให้ดี



52366




จงแยกออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งอาจจะมีจิตตภาวนา คือสมควรที่จะทำจิตตภาวนาและสำเร็จผลได้ อีกพวกหนึ่งไม่สมควรที่จะทำจิตตภาวนา ถึงมันจะทำไปมันก็งมงายไม่ได้ผลอะไร ทีนี้มาดูกันข้อที่ว่าตามธรรมชาติจิตนี้ประภัสสร คือผ่องแผ้ว และเศร้าหมองก็เพราะอุปกิเลศเกิดขึ้น จิตตามธรรมชาติเดิมนั้นผ่องแผ้ว แต่แล้วก็เศร้าหมองทุกคราวที่ถูกอุปกิเลศเกิดขึ้น ถือกระทำจิตตภาวนาคืออบรมจิตเสียใหม่ อบรมจิตเสียใหม่ จนกระทั่งว่าเศร้าหมองไม่ได้ จนจิตเศร้าหมองไม่ได้ คือไม่มีกิเลศได้ ก็ไม่มีความทุกข์ เมื่อไม่มีกิเลศก็ไม่มีความทุกข์ การกระทำจิตให้อยู่ในสภาพที่กิเลศเกิดไม่ได้นั้นแหละคือจิตตภาวนา มีวิธีทำอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น


ทำครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เมื่อทำเสร็จแล้วจิตนั้นกลายเป็นจิตที่กิเลศเกิดไม่ได้ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเป็นจิตที่ฝึกฝนอบรมดีแล้ว เป็นจิตที่อยู่ในสภาพเป็นอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา จิตเต็มไปด้วยสติ พอมีอะไรเข้ามากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีสติเท่าที่จะรู้ ว่าอะไรเป็นอะไร มีสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอ มีปัญญารู้แจ้งตามที่เป็นจริงว่ามันเป็นอย่างไร และสามารถดำรงจิตอยู่ไว้ในลักษณะที่ไม่ปรุงแต่ง ให้เกิดความยินดี ยินร้าย คือกิเลศ ก็มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาอยู่อย่างเพียงพอ ก็สามารถควบคุมจิตไว้ไม่ให้มีการปรุงแต่งเป็นความยินดี ยินร้าย ที่เรียกว่ากิเลศ คือจะไม่อยากได้ในส่วนที่หน้ายินดี ไม่อยากจะทำลายเสียในส่วนที่ไม่ยินดี นี้มันไม่เรียกว่าเกิดกิเลศอย่างนี้ นั้นก็ไม่มีกิเลศใดๆ ที่จะเกิดได้ต่อไป


มันหยุดเสียเพียงแค่ ทัสสะ หรือ เวทนา ว่ามันเป็นอย่างนี้เองตามธรรมชาติ พวกนี้มีลักษณะน่ารัก น่าพอใจ น่ายั่วยวน เป็นที่ตั้งแห่งกาม ก็รู้มันก็แค่นี้เอง ไม่เอากับมึง นี้ถ้ามาในทางยินร้าย โกรธ เคือง ขัดใจ มันก็อย่างนี้เอง ลักษณะมันก็อย่างนี้เอง ก็ไม่เอากับมัน มันก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เรียกว่าไม่มี อปิชชา ในส่วนที่น่ารัก ไม่มีโทมะนัส ในส่วนที่น่าเกลียด เมื่อไม่มี อปิชชาและโทมะนัส แล้ว เรื่องมันก็ไม่มีปัญหา มันไม่เกิดกิเลศใดๆ มันไม่มีความทุกข์ ใจความสำคัญของ มหาสติปัสฐาน ทั้งสี่มีว่า สโตสัมปัสชาโน วินัยยะอปิชชา อนัยยะโลเก อปิชชาโทมะนัสสังข์ มีสติสัมปชัญญะ นำอปิชชาและโทมะนัสในโลกออกจะได้ หมายความว่าอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบใจ


ทางไหนก็ตาม คือทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจเองก็ตาม หรือไม่ก่อให้เกิดอปิชชา ไม่ก่อให้เกิดโทมะนัส มันมีสองคำเป็นสิ่งสำคัญมากเป็นภาษาธรรมดาๆ ก็คือ ไม่ยินดีเป็นอปิชชา ไม่ยินร้ายเป็นโทมะนัส เรียกชื่อแปลกๆ ออกไป เรียกว่าไม่อรุโนทะยินดี ไม่วิโรทะยินร้าย อย่างนี้ก็ได้ เอาแต่ความในภาษาไทยว่ามันไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เมื่อไม่ยินดีไม่ยินร้ายมันก็ไม่เกิดอยากกิเลศหรือว่าตัณหาความอยากมันก็ไม่เกิด ถ้ามันไม่มีสติปัญญาพอมันก็เกิดยินดี ส่วนที่น่ารัก น่าพอใจ ยินร้าย ส่วนที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ มันก็เกิดกิเลศความอยากเรียกว่าตัณหา ก็เกิดอุปทานเป็นตัวเราเป็นของเรา ตัวกูของกูกูอยากมันก็มีความทุกข์ไม่มีใครช่วยได้ ทีนี้การที่จะฝึกจิตเสียใหม่ ให้จิตอยู่ในสภาพที่ตื่น ตื่นลืมตา ตื่นรู้อยู่เสมอ ไม่หลงยินดียินร้ายในสิ่งทุกสิ่งที่มากระทบ


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 ต.ค. 2550 (10:33)
เป็นแหล่งข้อมูล ที่ผู้สนใจ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติธรรม ควรจะได้ทำการอ่าน พิจารณา ศึกษา
มีประโยชน์มากสำหรับผู้ปฏิบัติทั้งผู้ที่เริ่มสนใจ มือใหม่ และผู้ที่ได้มีความเพียรฝึกอบรมจิตอยู่มากแล้ว

ขออนุโมทนาด้วยครับ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1550 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 23 ต.ค. 2550 (09:58)
ผมว่าสมาธิสามารถทำให้เราทำอะไรได้แทบทุกอย่าง
ถ้าเรามีสมาธิเวลาทำข้อสอบ
เราจะรู้สึกว่าทำได้
และผลคะแนนดี
ถ้านักวิชาการไทยฝึกสมาธิบ่อย
และแพร่หลาย
ผมว่าเมืองไทย
อเมริกาเรียกพี่แน่นอน
Phingsmart เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 21 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 23 ต.ค. 2550 (15:57)
ควรต้องมีสมาธิ เริ่มตั้งแต่ตอนที่เรียนเลยทีเดียว มีสมาธิในห้องเรียน เรียนให้รู้เรื่องเข้าใจในแต่ละครั้ง ภายในห้องเรียนได้ยิ่งดี ตอนที่ทำการบ้าน ทำงานส่งก็ต้องมีสมาธิเช่นกัน

มีสติ มีสมาธิกับการทำงาน จะทำให้เกิดคุณภาพที่แท้จริงได้มาก

ยิ่งรู้จักความสุข ความสงบทางใจแล้ว ก็จะทำงานได้โดยไม่ไปยึดติดกับอามิส หรือรางวัลสมมติทางโลกต่างๆ ให้ได้เพียงเพื่อมีชีวิตไม่ต้องลำบากมาก แต่ไม่ใช่เพื่อให้สบาย เหนือกว่าคนอื่น โดยไม่รู้จักแบ่งปัน เป็นผู้ให้
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1550 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,062 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

จิตตภาวนาในพระพุทธศาสนา [10,032]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [519,726]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [370,838]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [274,033]
Global Warming { English } [112,577]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.