 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32484" type="text/javascript"></script> |
|
จิตตภาวนาในพระพุทธศาสนา
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในจิตภาวนาทั้งหลาย โอกาสนี้อาตมาจะได้บรรยายเรื่อง จิตภาวนาในพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่จะบอกให้ทราบว่ามันคืออะไร มันเนื่องมาจากอะไร เพื่อประโยชน์อะไร แหล่ะสำเร็จได้โดยวิธีใด ผู้ที่ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัท นั้นก็คือผู้ที่สมัครรับเอาการปฏิบ
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 3:07 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 18 October 2007, 11:19 am
|
หน้าที่ 2 - หลงใหล หลงรัก
จิตนี้เปลี่ยนสภาพมาเป็นจิตที่ไม่ให้โอกาสแก่การเกิดความยินดียินร้ายต่อไป นี้เรียกว่าจิตตภาวนา การทำจิตให้เจริญ คือให้ขึ้นมาอยู่ในสภาพที่กิเลศเกิดไม่ได้ กิเลศจะปรุงขึ้นมาในจิตชนิดนี้ไม่ได้ มันก็เป็นจิตที่ไม่มีกิเลศอีกต่อไปเรียกว่าเป็นประภัสสรอยู่ตลอดกาล ก็เลยไม่มีการกระตุ้นประภัสสรตามธรรมชาตินั้นมันชั่วคราว คือจิตยังไม่อบรมไม่ได้รับการอบรมถึงที่สุด กิเลศมามีอารมณ์ของกิเลศมาปรุงแต่งก็เศร้าหมองได้เดียวนี้ไม่เศร้าหมองได้อีกต่อไป แม้อารมณ์ของกิเลศชนิดไหนจะมีเข้ามา มันจึงไม่มีกิเลศเกิดขึ้นในจิตชนิดนี้ เมื่อทำได้ถึงที่สุดเด็ดขาด ไม่เกิดกิเลศอีกต่อไป ก็ดับทุกข์สิ้นเชิง จึงเป็นพระอรหันต์ และเมื่อไม่มีกิเลศแล้ว กรรมก็ไม่มี เพราะว่ากรรมนั้นต้องทำด้วยกิเลศอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความคิดที่ไม่รู้อะไรตามที่เป็นจริงหลงใหล หลงรัก ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็เกิดกิเลศเป็นเหตุให้ทำกรรม เมื่อจิตอยู่สูงเหนือความยินดียินร้ายอะไรอะไรมันก็ไม่มีทางที่จะทำกรรม กรรมใหม่ก็ไม่ทำอีกต่อไป กรรมเก่าก็เพิกถอยเพราะไม่สามารถทำจิตให้เกิดกิเลศที่เป็นทุกข์ได้ ผลกรรมถ้าหากว่ามีมาไม่ทำให้เป็นทุกข์มาปรุงแต่งในจิตอย่างผิดวิธีหรือมาทำลายความเป็นประภัสสรทางจิตนี้ก็เกิดทุกข์
เดี่ยวนี้มันมีความรู้พอที่จะให้อะไรอะไรเข้ามาเท่าไหร่ก็ตาม ไม่สามารถปรุงให้เกิดกิเลศและความทุกข์ได้ กรรมทั้งหลาย ทั้งกรรมเก่าและกรรมใหม่ก็เป็นอันว่าเลิกไป มีจิตตภาวนา มีผลถึงอย่างนี้ มีผลถึงอย่างนี้ ไม่เกิดกิเลศและไม่เกิดความทุกข์อีกต่อไป ทีนี้มีความเข้าใจไขว้เขว ผิดแผกออกไป เป็นหลายๆ เรื่อง เป็นจิตตภาวนาหลายๆ เรื่อง จิตตภาวนาอบรมจิต แต่ประโยชน์เพื่อดับกิเลศและดับทุกข์ กลายเป็นสร้างฤทธิ์ สร้างเดช สร้างปาฏิหาริย์ เพิ่มความเห็นแก่ตัว เห็นนรกสวรรค์ไปตามโง่งมงาย ผู้ปฏิบัติเป็นจีน เห็นนรกอย่างจีน ผู้ปฏิบัติเป็นไทย เห็นนรกอย่างไทย ผู้ปฏิบัติเป็นแขก เห็นนรกอย่างแขก แล้วมันจะเอาความจริงได้ที่ตรงไหน นรกสวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการอยู่แล้ว ไม่เข้าไปค้นหาอะไร เราไม่ต้องการ นรกมันเจ็บปวดทรมาน สวรรค์ทำให้หลงใหลเพลิดเพลินใน กามคุณ กามอารมณ์ บ้ายิ่งกว่าบ้า เพราะเปลี่ยนไปด้วยกามอารมณ์เหลือประมาณ เราไม่ต้องการอยู่แล้วทั้งนรกและสวรรค์ ต้องการความหลุดพ้น
ทั้งจะไปเที่ยวหานรกเที่ยวหาสวรรค์ทำไมเล่าให้มันเสียเวลาเรา นั้นไม่ต้องทำภาวนาเพื่อเที่ยวหานรกหาสวรรค์ หรือแม้ที่สุดแต่ว่าเมื่อเห็นคนที่ตายไปแล้ว มันก็ไม่จำเป็นหรอก เรามีวิธีดับทุกข์ไม่ให้เกิดความทุกข์แก่เรา เรามีการช่วยให้ผู้อื่นดับทุกข์ ผู้ที่เป็นที่รักใคร่ พอใจของเรา เราก็ช่วยเขาดับทุกข์ได้ อย่างนี้มันก็พอแล้ว ส่วนเรื่องทำบุญ ทำทาน อุทิศส่วนกุศลให้นั้นก็ทำได้ แต่ทำได้เพื่อขจัดความรักใคร่ อาลัย อาวรณ์ ของคนธรรมดาสามัญ ผู้ห้ามจิตใจไม่ได้ แต่ถ้า พระอริยเจ้า ท่านห้ามจิตใจไม่ให้อาลัย อาวรณ์ได้ นั้นก็ไม่ต้องทำอะไรยุ่ง
แต่ว่าคนงมงายทำอะไรมันยุ่ง ไปๆ มาๆ มันก็เหลือน้อย จนบางที จิตตภาวนา มันเหลือน้อยเต็มที ไม่เชื่อให้ทำเพื่อมีปาฏิหาริย์ มีฤทธิ์ มีเดช ยังงั้นนะไม่ใช่ ไม่ได้ทำเพื่อเห็นนรกเห็นสวรรค์ซึ่งเราไม่ต้องการอยู่แล้ว หรือไม่ได้ทำเพื่อว่าจะเห็นคนที่ตายไปแล้ว เห็นลูก เห็นเมีย เห็นสามีภรรยาที่ตายไปแล้ว นี้มันเป็นเรื่องของคนโง่ ไม่รู้จักสิ้นสุด ไม่รู้จักทำความสิ้นสุดในเรื่องอย่างนี้
ในที่สุดมันก็เหลือแต่ว่าทำจิตตภาวนานี้ก็ทำเพื่อให้มันหมดความทุกข์ ดับกิเลศอันเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์เสียให้ได้ ก็เป็นบุคคลชนิดที่เรียกว่าไม่มีความทุกข์อีกต่อไป ไม่มีอะไรมาทำให้อยาก ให้หลงรักได้ ไม่มีอะไรมาทำให้หลง โกรธ เกลียดได้ ไม่ต้องหัวเราะ ร้องไห้อีกต่อไป ไม่ต้องเดี่ยวร้องไห้เดียวหัวเราะแบบคนบ้าอีกต่อไป มีชีวิตเยือกเย็นตามความหมายของคำว่านิพพาน นิพพาน แปลว่า เย็น ตลอดชีวิตแต่ละวันๆไม่เกิดความรัก ไม่เกิดความโกรธ ไม่เกิดความเกลียด ไม่เกิดความกลัว ไม่เกิดความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ ไม่เกิดความอิจฉาริษยา ความหวงความหึงอะไรต่างๆ ที่เป็นเรื่องของกิเลศและความทุกข์ นั้นไม่มีเรื่องเหล่านี้ มีแต่ความเย็น เย็น เพราะไม่มีกิเลศและความทุกข์มันก็เย็น กิเลศและความทุกข์มันเป็นเรื่องของไฟมันก็ร้อน ไม่ต้องมีเรื่องของความร้อนเป็นก็เย็น ตามความหมายของคำว่า นิพพาน
นิพพานคำคำนี้แปลว่าเย็น คือเย็นอกเย็นใจ ไม่ใช่ว่าเย็นแช่น้ำแข็งไม่ใช่ มันไม่ต้องแช่น้ำแข็งแต่มันก็เย็น คือเย็นอกเย็นใจเพราะไม่มีไฟกล่าวคือกิเลศและความทุกข์ สังเกตดูให้ดีไฟ ไฟมันมีอยู่สองอย่าง คือไฟกิเลศอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ร้อน ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นแล้วก็ร้อน ไฟความทุกข์อีกอย่างหนึ่งคือไปยึดถืออะไรเป็นตัวตนเป็นของตน ข้าวเป็นของหนักแต่จิตใจมันก็เป็นความทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าไฟทุกข์ มีอยู่สองไฟคือไฟกิเลศและไฟทุกข์ ถ้ามีจิตตภาวนาสามารถดำรงจิตไว้ถูกต้องแล้วก็ไม่เกิดไฟกิเลศและไฟทุกข์ มันก็กลายเป็นมนุษย์ที่ไม่จักทุกข์ นี้คือประโยชน์ของจิตตภาวนา เราต้องทำจิตตภาวนาเพราะว่าจิตตามธรรมชาตินั้นมันไม่เก่งพอที่จะต่อสู้กิเลศและความทุกข์ เป็นประภัสสรก็จริงแต่ยังพ่ายแพ้แก่กิเลศ แก่เหยื่อของกิเลศ แก่เหตุปัจจัยของกิเลศ ก็เอามาอบรมเสีย อบรมจนเข้มแข็งไม่พ่ายแพ้หรือไม่หลงใหลในปัจจัยแห่งกิเลศอีกต่อไป เพราะที่มันมีความทุกข์ เราจึงทำจิตตภาวนา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 ต.ค. 2550 (10:33) เป็นแหล่งข้อมูล ที่ผู้สนใจ ผู้ที่ฝึกปฏิบัติธรรม ควรจะได้ทำการอ่าน พิจารณา ศึกษา
มีประโยชน์มากสำหรับผู้ปฏิบัติทั้งผู้ที่เริ่มสนใจ มือใหม่ และผู้ที่ได้มีความเพียรฝึกอบรมจิตอยู่มากแล้ว
ขออนุโมทนาด้วยครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 23 ต.ค. 2550 (09:58) ผมว่าสมาธิสามารถทำให้เราทำอะไรได้แทบทุกอย่าง
ถ้าเรามีสมาธิเวลาทำข้อสอบ
เราจะรู้สึกว่าทำได้
และผลคะแนนดี
ถ้านักวิชาการไทยฝึกสมาธิบ่อย
และแพร่หลาย
ผมว่าเมืองไทย
อเมริกาเรียกพี่แน่นอน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 23 ต.ค. 2550 (15:57) ควรต้องมีสมาธิ เริ่มตั้งแต่ตอนที่เรียนเลยทีเดียว มีสมาธิในห้องเรียน เรียนให้รู้เรื่องเข้าใจในแต่ละครั้ง ภายในห้องเรียนได้ยิ่งดี ตอนที่ทำการบ้าน ทำงานส่งก็ต้องมีสมาธิเช่นกัน
มีสติ มีสมาธิกับการทำงาน จะทำให้เกิดคุณภาพที่แท้จริงได้มาก
ยิ่งรู้จักความสุข ความสงบทางใจแล้ว ก็จะทำงานได้โดยไม่ไปยึดติดกับอามิส หรือรางวัลสมมติทางโลกต่างๆ ให้ได้เพียงเพื่อมีชีวิตไม่ต้องลำบากมาก แต่ไม่ใช่เพื่อให้สบาย เหนือกว่าคนอื่น โดยไม่รู้จักแบ่งปัน เป็นผู้ให้