 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32486" type="text/javascript"></script> |
|
ชีวิตคืออะไร
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาฆบูชาเป็นครั้งที่ 6 ในวันนี้นั้น อาตมาก็จะได้กล่าวเรื่องอะไรคืออะไรต่อไปตามเดิมและหัวข้อเฉพาะในวันนี้คือ ชีวิตคืออะไร ท่านทั้งหลายบางคนคงจะคิดว่าอาตมาพูดถึงเรื่องสิ่งที่ที่ผู
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 3:46 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 29 October 2007, 11:23 am
|
หน้าที่ 2 - บรมอัตตาเป็นปรมาต
สมมติว่าเรียกก็เรียกว่าตัวตนอันใหญ่หลวงเป็นบรมอัตตาเป็นปรมาต เป็นปรมะอัตตา เป็นมหาอัตตาแล้วแต่จะเรียก ตัวตนของธรรมะซึ่งเป็นตัวตนที่ไม่รู้จักตายและเป็นชีวิตนิรันดรอยู่ในตัวมันเอง ถ้ามีตัวตนที่เป็นตัวกูของกูเกิดมาจากอุปาทาน ตัณหา เวทนา ภัสสะ อย่างนี้แล้ว เป็นตัวตนที่ตายอยู่แล้วในตัวตน คือมีกิเลสและเป็นทุกข์อยู่แล้วในตัวตนชนิดนั่นอย่างเต็มที่ ใครมีตัวตนชนิดนี้ก็คือคนที่ตายแล้ว นั้นจึงมีสิทธิที่จะพูดว่าท่านทั้งหลายเป็นคนที่ไม่มีชีวิตจะไม่นุ่งผ้าหรือไม่มีตัวตนแห่งธรรมะ ไม่มีธรรมะเหมือนกับผ้าสำหรับนุ่งที่จะป้องกันความน่าเกลียดน่าชัง คนที่ไม่มีธรรมะก็ทำอะไรที่น่าเกลียดน่าชัง แม้คนอื่นไม่เห็น ตัวเองก็เห็น เหมือนกับคนไม่นุ่งผ้า ไม่มีความละอาย
แต่ถ้ามีธรรมะมีสิ่งที่ป้องกันไม่ให้ถ้ามีการกระทำที่น่าละอาย และยิ่งกว่านั่นก็คือมีตัวตนแห่งธรรมะที่ไม่รู้จักตาย เรียกว่าเป็นชีวิตนิรันดร ผู้ใดมีธรรมะเป็นตัวตน ผู้นั้นเรียกว่ามีชีวิตที่ไม่รู้จักตาย ขอให้พยายามมองดูกันในแง่นี้และมีตัวตนชนิดที่มีชีวิตกันเสียสักที ขอให้ดูกันง่ายๆไปตั้งแต่ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าชีวิตชีวิตนี้ตามธรรมดา เช่นต้นไม้ก็มีชีวิต สัตว์เดรัจฉานก็มีชีวิต คนก็มีชีวิต แล้วมันดีกว่ากันที่ตรงไหน มันก็แบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือทางฝ่ายวัตถุกับทางฝ่ายวิญญาณ แล้วก็จะพบความแตกต่างกัน ว่าฝ่ายวัตถุนั้นชีวิตเป็นเพียงสิ่งที่ยังสดอยู่ตามแบบของวัตถุ เซลล์แต่ละเซลล์ที่จะประกอบกันเป็นเนื้อหนัง มังสามันยังสดอยู่ มันยังเป็นอยู่ แม้แต่ใบไม้เขียว ๆ ที่ยังอยู่กับต้นนี้เซลล์ของมันยังสดอยู่หรือว่าเนื้อหนังของสัตว์เดรัจฉานที่มันยังเป็นอยู่ ยังสดอยู่ เรียกว่าเซลล์นั้นยังมีชีวิต เนื้อหนังของคนเราก็เหมือนกัน มันยังสดอยู่ ยังเป็นอยู่ มันก็เรียกว่าเป็นเซลล์ที่มีชีวิต นี้มันเป็นชีวิตด้านร่างกาย ด้านวัตถุ นี้อาจจะพูดได้ว่ามันยังมีชีวิตอยู่
แต่ถ้ามีชีวิตกันในแบบนี้แล้ว คนก็ไม่ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉานหรือว่าคนก็ไม่ดีไปกว่าต้นไม้ต้นหญ้า ซึ่งมันก็มีชีวิตในเซลล์ที่ยังเป็นอยู่ นี้เรียกว่าชีวิตในภาษาคน ภาษาวัตถุ ภาษาธรรมดาทุกคนยังมีอยู่ ท่านก็จะคิดเอาเองว่าเราก็มีชีวิตอยู่มีเนื้อหนังที่ยังสดอยู่ยังเป็นอยู่ อย่างนี้ก็ตามใจ แต่อาตมาถือว่านั่นไม่ใช่ชีวิตที่เรามุ่งหมายกันตามหลักแห่งศาสนา ตามหลักแห่งศาสนามุ่งหมายความสดชื่นแห่งวิญญาณ จิตใจที่เป็นความรู้สึกทางสติปัญญา นั่นจะต้องสดชื่น ถ้าไม่สดชื่นมันก็จะเหี่ยวแห้ง และก็ตายแล้วเพราะไม่มีความสดชื่น เดี่ยวนี้ชีวิตของคนที่ไม่รู้ธรรมมะ ก็เป็นปุถุชนธรรมดา อันนั้นไม่สดชื่นเรียกว่าวิญญาณไม่สดชื่น ชีวิตในด้านร่างกายเนื้อหนังนั้นยังสดชื่นอยู่แต่ว่าชีวิตในด้านวิญญาณนั้นไม่สดชื่น เพราะว่าไฟนั้นคือ
ราคะ โทสะ โมหะ เผาผลาญอยู่เสมอหรือบ่อยๆ เรียกว่ามันตายเพราะเหตุนี้ ถ้ามันสดชื่น มันปกติมันจะไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อมันสดอยู่ด้วยความไม่เร้าร้อน ไม่กระวนกระวาย ช่วยจำคำว่าไม่กระวนกระวายนี้ไว้ให้ดีหน่อยเถอะ จะเข้าใจพระนิพพานได้ เดี่ยวนี้คนยังมีความกระวนกระวายอยู่ตลอดเวลา ดูกันง่ายๆก็ตรงที่ว่า เมื่อไม่ได้อะไรมาอย่างใจ มันก็กระวนกระวายเพราะไม่ได้ ไม่ได้ของรักของพอใจมา
ตามที่ตัวต้องการมันก็กระวนกระวาย เหมือนกับไฟเผาดวงวิญญาณอยู่ ที่นี้ครั้นได้ของรักของชอบใจมาตามที่ตนต้องการ มันก็ยังคงกระวนกระวายต่อไปอีกแบบนึง คือกระวนกระวายความรักของที่ได้มา หึงและหวงของที่ได้มา ระวาดระแวงต่างๆนานาในของรักที่ได้มา มีความหวาดกลัวเกี่ยวกับของรักที่ได้มา นี้ก็ยังมีความกระวนกระวาย เรียกว่าได้มาสมตามที่ต้องการแล้ว มันก็ยังมีความกระวนกระวาย ร้อนอยู่ไปตามเดิม กระวนกระวายทั้งขึ้นทั้งร่อง สมน้ำหน้ามันไอ้คนบ้า มันมีความกระวนกระวาย ไม่ได้ตามที่ต้องการก็กระวนกระวาย ได้ตามที่ต้องการก็กระวนกระวาย งั้นมันมีความสดชื่นอย่างไรได้ เราจึงเรียกว่ามันตายแล้ว มันไม่มีความสดชื่น มันไม่มีความหมายของคำว่าชีวิตเลย
คนธรรมดาเป็นอย่างนี้จึงถือว่าเป็นคนตายแล้ว แม้จะวิ่งว่อนอยู่บนโลกนี้ตั้งสามพันกว่าล้านคน มันก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนตายแล้ว ไม่นุ่งผ้าด้วยกันทั้งนั้น ถ้ามันไม่ถูกกิเลสเผาผลาญ แล้วมันก็ไม่ใช่วิ่งว่อนไปในโลก ให้ยุ่งยากลำบากนี้เรียกว่ากิเลสมันบังคับ มันไสหัว มันผลักใสให้ดิ้นไปดิ้นมา มีความกระวนกระวายอยู่เสมอคอยมองดูในด้านแห่งจิตใจ ลึกซึ้งอย่างนี้ แล้วให้พบความกระวนกระวายเร้าร้อนอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ ว่านี้มันไม่ใช่ชีวิต มันไม่มีชีวิต ต่อเมื่อหยุดความกระวนกระวายนั้นเสียได้ จึงจะเรียกว่ามีชีวิต
นั่นก็คือพระนิพพานหรือการบรรลุพระนิพพาน พระอรหันต์บรรลุขั้นสูงสุดถึงขั้นที่เรียกว่าหมดกิเลส หมดอาสวะ บรรลุพระนิพพาน นั่นถึงขั้นชีวิตนิรันดร ไม่มีความกระวนกระวายไม่ได้ของรักของพอใจมาก็ไม่กระวนกระวาย ได้ของรักของพอใจมาก็ไม่กระวนกระวาย เพราะว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีกิเลส เป็นเหตุให้มีของรักของพอใจ และไม่อาจจะรักหรือไม่รักได้เพราะหมดกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความรักหรือไม่รัก ไม่ต้องการ เพราะว่าไม่มีเหตุ ความรู้สึกที่เป็นอวิชชาที่ว่า ความต้องการเช่นว่าถ้าหิวอาหาร ก็ไม่ต้องหิวอย่างที่มีความต้องการเหมือนปุถุชนธรรมดาหิวและต้องการ ให้มีแต่ความรู้ว่ามันต้องการอาหารก็ไปหาอาหารมาฉันท์
ไอ้ความรู้สึกที่เป็นความต้องการ ไม่ต้องการ มีความหิวก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องความหิว มีความต้องการ ของร่างกายไม่ใช่ของตัวตนหรือของเรา อย่างนี้ก็เรียกว่าไม่มีความต้องการที่เป็นเหตุให้เร่าร้อนมีแต่ความรู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไรก็ทำไป อยากกินอาหารจะถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ จะอาบน้ำ จะชำระอะไรก็แล้วแต่มันก็ล้วนแต่เป็นไปด้วยความรู้ สติสัมปชัญญะ ไม่ทำด้วยความต้องการ ที่เป็นกิเลสหรือตัณหา ซึ่งทำเหมือนกับไฟ งั้นเราจึงพูดว่าเมื่อไม่ได้อะไร ก็กระวนกระวายเมื่อได้ก็ไม่กระวนกระวาย ก็เลยไม่มีความกระวนกระวาย มีแต่ความเยือกเย็นเป็นปกติเป็นสันติ ตลอดไปนี้เรียกว่าชีวิตที่แท้จริง นี่ก็ชีวิตนิรันดร เป็นตัวธรรมะ ไม่ใช่เป็นสัตว์ที่มีกิเลส แต่เป็นตัวธรรมะที่รู้สึกได้ด้วยจิตที่ปราศจากกิเลส
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 พ.ย. 2550 (11:30) ชีวิต คือ ความบังเอิญที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาล
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 1 พ.ย. 2550 (16:09) บางทีมันอาจไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาอย่างดีเยี่ยมที่สุด ในจักรวาลนี้ก็ได้ แต่ใครจะรู้ว่าความจริงเป็นยังไง
ถ้ามีใครรู้ช่วยบอกที
จากคนสับสนในชีวิต