 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32486" type="text/javascript"></script> |
|
ชีวิตคืออะไร
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาฆบูชาเป็นครั้งที่ 6 ในวันนี้นั้น อาตมาก็จะได้กล่าวเรื่องอะไรคืออะไรต่อไปตามเดิมและหัวข้อเฉพาะในวันนี้คือ ชีวิตคืออะไร ท่านทั้งหลายบางคนคงจะคิดว่าอาตมาพูดถึงเรื่องสิ่งที่ที่ผู
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 3:46 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 29 October 2007, 11:23 am
|
หน้าที่ 3 - พระกรรมฐาน
การที่เราพยายามอบรมพระกรรมฐานหรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก คือจิตมันหมดกิเลส ก็เพื่อให้จิตมันถึงชีวิตนิรันดรแล้วก็มีชีวิตนิรันดร คือชีวิตจริงกันสักที ไม่ต้องตายแล้วตายอีกแห้งแล้วแห้งอีก เป็นอำนาจของราคะ โทสะ โมหะ เมื่อได้แล้วก็ร้อน เมื่อไม่ได้ก็ร้อน นั่นมันเป็นอำนาจของคนบ้าเรียกว่าปุถุชนมันยังไม่สาสม ต้องอยู่อย่างคนบ้าจึงจะสาสมกับมัน ไม่ได้ก็ร้อน เมื่อได้มาแล้วมันก็ยังร้อน ขอให้มองกันในภาษาธรรม พูดกันในภาษาธรรม แล้วก็จะรู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไร เราก็จะทำกันต่อไปเพื่อให้ได้มีชีวิตชนิดนั้น จะพูดให้เป็นภาษาธรรมดาจะเรียกว่าชีวิตที่แท้จริงก็ได้ มีชีวิตตามที่มีอยู่ มีกันอยู่ รู้จักกันอยู่นั้นมันเป็นชีวิตปลอม คือมันไม่มีความหมายแห่งชีวิต คือไม่มีความสดชื่น ซึ่งเป็นความหมายแห่งชีวิต มันเป็นความสดชื่นทางร่างกายทางเนื้อหนัง
ซึ่งไม่มีความหมายอะไรกับจิตใจ ถ้าจิตใจมันร้อน ต้องมีความสดชื่นทางจิตทางวิญญาณ จึงจะเรียกว่าเป็นชีวิต ในเรื่องที่จะต้องอาศัย อยู่บนร่างกายที่ยังมีชีวิตทางร่างกายนี้ มันเป็นของธรรมดา เค้าว่าอะไรเราก็รู้สึกได้ เป็นร่างกายในระบบที่เป็นร่างกายสำหรับรู้สึกได้
แต่เดี๋ยวนี้เราไม่มีชีวิตชนิดที่เยือกเย็นแท้จริง สำหรับให้เกิดความรู้สึกทางร่างกาย นั้นจึงมีความเร่าร้อนไปหมด เมื่อทางจิตทางวิญญาณเร่าร้อนแล้ว ทางร่างกายก็เร่าร้อนด้วย คอยสนใจในครึ่งหลังหรืออีกซีกนึง ซึ่งเป็นเรื่องทางวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องทางร่างกายดังที่กล่าวแล้ว ถ้าเราเป็นมนุษย์กันแต่ทางร่างกาย ส่วนทางจิตทางวิญญาณไม่มีความเป็นมนุษย์แล้ว มันก็ไม่มีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์เลย มันเป็นเพียงสัตว์ที่มีรูปร่างอย่างมนุษย์ ไม่มีความหมายของคำว่ามนุษย์ คือจิตใจที่สูงสุดอยู่เหนือความตาย เมื่อพูดถึงคำว่าชีวิต ก็ต้องระลึกนึกถึงคำว่าไม่ตาย เช่นคำว่า อมตะ แปลว่าไม่ตาย
เมื่อไม่ตายนั้นแหละจึงจะเป็นชีวิต ไม่ตายนี้เป็นคำแทนชื่อของพระนิพพาน พระนิพพานนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งก็เรียกได้ว่า อมตะธรรม คือธรรมที่ไม่ตาย หมายความว่าเป็นชีวิตนิรันดร เหมือนอย่างที่อธิบายมาแล้ว เพราะไม่มีกิเลสที่เป็นไฟที่จะเผาให้มันแห้ง ให้มันไหม้ ให้มันตายไป ปราศจากกิเลสเมื่อใด จิตใจก็ลุถึงชีวิตนิรันดรเมื่อนั้น ชีวิตที่มีความสดชื่น ไม่มีความแห้ง จึงจะเรียกชีวิตที่แท้จริง เดี๋ยวนี้เรามีชีวิตที่แท้จริงกันแล้วหรือยัง ถ้าตั้งคำถามขึ้นมาอย่างนี้ ก็จงตอบด้วยคำอธิบายที่ได้อธิบายมาแล้ว ว่าถ้าเรายังกระวนกะวายอยู่ ทั้งเมื่อยังไม่ได้ ทั้งเมื่อได้มาแล้ว อย่างนี้มันก็ตายแล้ว มันไม่มีชีวิตที่แท้จริงได้ ที่ต้องมีชีวิตที่แท้จริงชนิดที่ไม่รู้จักกระวนกระวาย คือไม่รู้จักแห้งตายเพราะอำนาจของกิเลส ไม่ตายแล้วตายอีก ก็ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆจนเกิดความโลภความหลง
คำพูดที่เราพูดจนติดปากของชาวบ้านทั่วๆ ไป ก็พูดว่ามีชีวิตจิตใจมันก็แสดงอยู่ว่ามีชีวิตจิตใจมากกว่าที่จะเล็งถึงร่างกายหรือวัตถุ ขอให้มีชีวิตจิตใจกันสักหน่อย หรือขอให้มีชีวิตชีวากันสักหน่อย อย่างนี้เราก็เรียกว่ามีความหมายที่ประหลาดมากขึ้นไปอีกและมีความหมายเข้ารูปเข้ารอยดีกว่า ที่ว่ามีชีวิตชีวากันสักหน่อยนี้ ไอ้ชีวา ชีโว ชีวะนี่ ตามภาษาดั้งเดิมเค้าหมายถึงสิ่งที่ไม่ตาย ชีวะ ชีโว คือสิ่งที่ไม่รู้จักตาย เข้าๆ ออกๆ ไม่อยู่กับร่างกายนี้ คนตายลงไปชีโวก็ไม่ได้ตายด้วย มันไปหาเกิดใหม่ ภาษาโบราณเค้าเป็นอย่างนี้ จะเรียกว่าโบราณ จะเรียกว่า เจตุภูติ จะเรียกว่า ชีโว จะเรียกว่า สัตโต จะเรียกว่าอะไรก็ได้แล้วแต่จะเรียก
แต่มันมีความหมายว่ามีสิ่งหนึ่งซึ่งไม่รู้จักตาย นั่นมีคำๆหนึ่ง สำหรับเรียกนั่นก็เรียกว่าชีโว ชีวะ ถ้าเรามีชีวิต ชีวา จริงๆ เราก็ต้องไม่ตาย เพราะไอ้สิ่งที่เรียกว่าชีวานั้นมันไม่รู้จักตาย ถึงจะเป็นคำว่าชีวิต มันก็คำๆเดียวกัน แต่มันให้ความหมายถึงบุคคล ความหมายอย่างบุคคล คือบุคคลที่มีชีโว เพราะ ฉะนั้นควรจะไม่ตาย ทำไมมาตายกันเสียตั้งแต่เป็นๆอย่างนี้ ร้อนกระวนกระวายด้วยการได้ ด้วยการไม่ได้ การแพ้ การชนะ การขาดทุน การกำไร การสุข การทุกข์ นินทา สรรเสริญ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ เอามาสำหรับ เผารนให้มันแห้งตายไป ไม่มีชีวิตจิตใจนั้นอยู่ที่ตรงไหนที่เป็นความสดชื่นเลย ถ้าว่าได้ศึกษาปฏิบัติ จนถึงกับว่า โลกธรรมทั้งแปด ทั้งสี่คู่ ไม่มาย่ำยีจิตใจให้กระวนกระวายได้แล้วนั่นแหล่ะพอที่จะมีชีวิตจิตใจ หรือมีชีวิตชีวา หรือมีชีวิตวิญญาณ ชนิดที่แท้จริง สงเคราะห์รวมอยู่ในชีวิตนิรันดร คือไม่เปลี่ยน เป็นชีวิตที่ไม่รู้จักเปลี่ยน มีความหมายสดชื่นอย่างไรก็ยังคงสดชื่นอยู่อย่างนั้น
ดังนั้นจึงจะต้องรู้ธรรมะในระดับสูงสุด เป็น โลกตะธรรม แล้วจึงจะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง ยินดียินร้าย ขึ้นๆลงๆ ไปตามอำนาจของสิ่งที่เข้ามาแวดล้อม ถ้ามันยังมีการเปลี่ยนไปตามอำนาจ ความยินดียินร้ายเพราะสิ่งที่เข้ามาแวดล้อมแล้ว เรียกว่าเป็นคนตายแล้ว ไม่มีชีวิตเลย นี่คือชีวิตในความหมายของ ภาษาธรรม ที่แปลกออกไป ที่อาตมากำลังเอามาบอกกับท่านทั้งหลายว่าชีวิตนี้คืออะไร มันเหมือนกันหรือต่างกันสักเท่าไรกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ที่ท่านทั้งหลายรู้จักกันอยู่แต่ก่อนแล้ว ก็ยังเดินได้ ยังหายใจได้ ยังกินได้ ถ่ายได้ แล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ อย่างนี้มันเป็นชีวิตในความหมายอื่น เป็นความหมายที่ไม่ดีไปกว่าสัตว์เดรัจฉานเลย เราต้องมีชีวิตในความหมายอื่นที่ดีไปกว่านั้น คือมีความสดชื่นแห่งดวงจิตดวงวิญญาณ จึงจะเรียกว่ามีชีวิต ตรงตามที่มุ่งหมายในหลักของพระศาสนา ซึ่งเค้าเล็งถึงชีวิตนิรันดร หรือตัวตนอันแท้จริง ที่ไม่รู้จักตายคือตัวธรรมะนั้น
ที่นี่ก็จะพูดให้ละเอียดลงไปตรงหัวข้อที่ว่า ในชีวิตธรรมดาสามัญของปุถุชนนี้ แม้มันจะดีวิเศษอย่างไร มันก็ตายอยู่แล้วในตัว เพราะมันยังมี โลภะ โทสะ โมหะ อยู่ หลักเกณฑ์ที่จะเอาชีวิตมาแบ่งแยกให้เห็นความแตกต่างกับเป็นระดับๆไป ก็คือหลักธรรมมะ ที่เรียกกันว่า ภพหรือภูมิ ภูมิแปลว่า ชั้น ชั้นแห่งอะไรชั้นแห่งชีวิต ชีวิตชั้นระดับต่ำก็เรียกว่า กามาวัจรภูมิ ชั้นที่มันท่องเที่ยวอยู่ในกาม สูงขึ้นไปเรียกว่า รูปวัจรภูมิ ท่องเที่ยวไปในรูป สูงขึ้นไปเรียกว่า อรูปปาวัจรภูมิ คือชั้นที่ท่องเที่ยวไปในอรูป และชั้นสุดท้ายคือชั้นที่สี่ เรียกว่าโลกอุตรภูมิ คือชั้นที่อยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวง ไอ้กามาวัจรภูมิ รูปวัจรภูมิ อรูปปาวัจรภูมิ มันเป็นเรื่องโลกอยู่ในโลกเป็นอย่างโลกๆ ชีวิตที่ตายอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงชั้นโลกอุตรภูมิ
จึงจะเป็นชีวิตที่ไม่ตายอย่างที่กล่าวแล้ว กามาวัจรภูมินั้นคือชีวิตระดับทั่วๆไปของสัตว์ ที่ยังชอบกามารมณ์ เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังชอบกามารมณ์ จะเป็นสัตว์นรกก็ยังหวังกามารมณ์ จะเป็นเปรต แม้ร่างกายไม่สมประกอบอย่างไรจิตใจมันก็ยังหวังกามารมณ์ จะเป็นมนุษย์ยากดีมีจนอย่างไรก็ยังหวังในกามารมณ์ บูชากามารมณ์เป็นพระเจ้าอยู่ หรือจะเป็นเทวดา ในสวรรค์ชั้นกามาวจร ยังมีบูชากามารมณ์อยู่ ตั้งแต่พวกเทวดาในสวรรค์ชั้นกามาวจรลงมาถึงมนุษย์ทุกชนิดลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน เปรตอสูรกาย มันก็ยังมีจิตใจ ที่หลงใหล พอใจ อยากได้ ประสงค์ มุ่งหมายในสิ่งที่เรียกว่ากาม
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 พ.ย. 2550 (11:30) ชีวิต คือ ความบังเอิญที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาล
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 1 พ.ย. 2550 (16:09) บางทีมันอาจไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาอย่างดีเยี่ยมที่สุด ในจักรวาลนี้ก็ได้ แต่ใครจะรู้ว่าความจริงเป็นยังไง
ถ้ามีใครรู้ช่วยบอกที
จากคนสับสนในชีวิต