คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32486" type="text/javascript"></script>
ชีวิตคืออะไร
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาฆบูชาเป็นครั้งที่ 6 ในวันนี้นั้น อาตมาก็จะได้กล่าวเรื่องอะไรคืออะไรต่อไปตามเดิมและหัวข้อเฉพาะในวันนี้คือ “ชีวิตคืออะไร” ท่านทั้งหลายบางคนคงจะคิดว่าอาตมาพูดถึงเรื่องสิ่งที่ที่ผู
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ชมแล้ว: 9,245 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 3:46 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 29 October 2007, 11:23 am

หน้าที่ 4 - โลภะ โทสะ โมหะ
นั่นมันจึงมีสิ่งที่เรียกว่ากามนั่นแหล่ะเป็นที่มั่นแห่งการยึดถือ แล้วมันก็เกิดโลภะ โทสะ โมหะ แผดเผาชีวิตนั้นให้แห้งเหมือนกับของที่ถูกเผาไฟแล้ว โดยจิตโดยวิญญาณมันเป็นอย่างนี้แล้วก็ถือว่า ไอ้สัตว์ทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในกามาวัจรภูมินี้ไม่มีชีวิตที่แท้จริงอยู่เลย มีชีวิตหลอก คือมีความตายแล้ว มีกิเลสเผาไหม้อยู่เสมอตลอดเวลา ทีนี้สัตว์อีกประเภทหนึ่งมันสูงขึ้นมาไม่บูชากามไม่หลงใหลกามารมณ์อย่างนั้น แต่ยังชอบในเวทนาที่เป็นความสุข เกิดมาจากสิ่งที่เป็นรูป เป็นรูปบริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นชั้นสูงสุดที่เกิดมาจากการเจริญสมาธิ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ มีความสุขเกิดจากสมาธิ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ มันก็หลงใหลในเวทนานั้น ยึดมั่นในเวทนานั้น มันก็เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงไปตามแปดของรูปราคะ มันก็ถูกรูปราคะเป็นไฟเผาไหม้แห้งเกรียมไปไม่มีชีวิตอยู่เลย นี่พวกรูปราคะจรมันก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ มันมี โมหะ อวิชชาเป็นไฟแผดเผาให้แห้งไป อยู่ตลอดเวลาอยู่เหมือนกัน


ชีวิตที่มันสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเรียกว่า อรูปปาวจร มันเอาสิ่งที่ละเอียดประณีต ไม่มีรูปร่างเป็นเพียงนามธรรมมาเป็นวัตถุ สำหรับแสวงหาสุขเวทนา ก็แสวงหาสุขเวทนาได้เหมือนกัน ยึดมั่นในเวทนานั่นแล้วก็มีทางให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็เร่าร้อนอยู่ด้วยอรูปราคะ มันก็เป็นชีวิตที่ไม่มีความสดชื่นคือตายแล้ว จะพูดให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนธรรมดาสามัญ จะพูดด้วยตัวอย่างว่าไอ้คนที่มันบ้ากามารมณ์เรียกว่ารูปกามาวจร ไอ้คนที่มันไม่บ้ากามารมณ์ แต่ไปบ้าของเล่นที่มันว่าสวยงาม เสียงเพราะอะไรก็ตามอย่างนี้ก็ยังพอจะเรียกว่ามันไม่ได้บูชากาม


แต่มันบูชารูปธรรม วัตถุธรรมเป็นความสุข นี้มันก็ตายแล้ว ทีนี้ถ้ามันจะบูชา รูปหรือนามธรรม เช่น บูชาเกียรติยศชื่อเสียงตลอดถึงคนบ้าบุญ มันก็ตายแล้ว เพราะบุญก็เป็นนามธรรม ถ้าเป็นที่ตั้งสำหรับยึดมั่นถือมั่น สำหรับบ้าหลังแล้ว ก็ยังเป็นชีวิตที่ตายแล้ว จึงถือว่าทั้งสามพวกคือพวก กามาวจรก็ดี รูปปาวจรก็ดี อรูปวจรก็ดี นี้มันคนตายแล้วทั้งนั่นอย่าไปหวัง อะไรให้มันมากมายนัก หวังที่จะมีชีวิตสดชื่นแท้จริงกันดีกว่า มันก็ยังเหลือแต่ระดับที่สี่ระดับสุดท้าย คือระดับที่เรียกว่าโลกอุตรภูมิ โลกอุตรภูมิแปลว่าเหนือโลก โลกก็คือกามารมณ์ ผู้กระทำ รูปธรรมนั่นแหล่ะ รวมกันแล้วทั้งสามอย่างเรียกว่าโลก กามาโลก รูปโลก อรูปโลก มันก็ยังเป็นโลกอยู่ด้วยกันทั้งนั้น มันก็จมอยู่ในโลกนี้ กิเลสที่เป็นเหตุให้จมอยู่ในโลกนั่นแหล่ะ เผารนให้ไหม้ให้แห้ง ไม่มีชีวิตอยู่เสมอ

กามราคะก็เผาอย่างกามราคะ รูปราคะก็เผาอย่างรูปราคะ อรูปราคะก็เผาอย่างอรูปราคะ


52389




ทั้งสามอย่างนี้เป็น โลกียะ แห้งไม่มีชีวิตที่แท้จริง คนเค้าเคยหลงใหลกันไปตามลำดับยึดเอาเป็นนิพพานกันเสียก็มี พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ท่านก็ได้ตรัสสอนให้เห็นความเป็นจริงว่ามันไม่ได้ มันจะเป็นนิพพานที่นั่นไม่ได้ มันยังไม่เย็น มันยังไม่ใช่ชีวิตที่แท้จริง มันยังไม่ถอนตัวมาจากกามาวัจรภูมิ รูปาวัจรภูมิ อรูปาวัจรภูมิ มาสู่โลกอุตรภูมิ ผู้ที่มุ่งหวังมาอยู่ในขอบเขตของโลกอุตรภูมินั้นที่ควรจะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริง ถ้ายังหลงอยู่ในกาม เรื่องรูป เรื่องอรูปแล้วนั้นไม่ควรจะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทที่แท้จริงเป็นอย่างละเมอๆ เพียงว่าของนี้มันสูงกว่าระดับธรรมดาสักหน่อย แล้วไม่ดูให้ดีว่ามันเป็นที่ตั้งแห้งความยึดมั่นถือมั่น ก็ไปยึดมั่นถือมั่นแล้วมันก็เกิดตาม รูปราคะ อรูปราคะ เป็นไฟที่เผาอยู่ ต้องพ้นจากไฟเหล่านี้จึงจะมาถึงสิ่งที่เรียกว่าชีวิต คือมีความสดชื่นทางจิตทางวิญญาณ ในความหมายของภาษาธรรมไม่ใช่ภาษาวัตถุ ซึ่งจะวัดด้วยปรอทเครื่องวัดไม่ได้ แต่มีหลักเกณฑ์ของธรรมมะที่จะวัดได้ พอปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ แล้วก็ไม่มีไฟ เมื่อไม่มีไฟแล้วก็ไม่เผาให้ร้อนไม่ถูกเผาให้ร้อน มันก็สดชื่นอยู่จึงมีความสดชื่นนิรันดรอยู่ที่ความมีจิตอยู่เหนือโลก เช่นกามารมณ์ทั้งหลาย รูปารมณ์ทั้งหลาย หรือ อรูปารมณ์ทั้งหลาย มันเป็นเรื่องโลก


เป็นเชื้อเพลิงเป็นเหยื่อไฟสำหรับเลี้ยงไฟ ให้มันลุกอยู่ได้ให้มันเผาจิตเผาใจอยู่ได้ เราต้องไม่มีสิ่งเหล่านั้นคือไม่มีอะไรร้อน ถ้าใครฟังไม่ค่อยเข้าใจก็กลับไปหาคำพูดแรกที่ว่า เมื่อยังไม่ได้ก็ไม่ร้อนใจ เมื่อได้มาแล้วก็ไม่ร้อนใจนั่นแหล่ะจึงจะเรียกว่าเย็นตามความหมายของคำว่า นิพพาน นิพพานแปลว่า ดับหมดหรือไปหมดแห่งสิ่งที่มีความร้อน ตอนนิพพานนี้แปลว่าดับลงแห่งสิ่งที่มีความร้อน เป็นภาษาชาวบ้านในครัว ก็พูดคำว่านิพพานซึ่งเข้าสู่นิพพานแล้วกินได้ ข้าวต้มนิพพานแล้วกินได้ ถ้ายังไม่นิพพานมันร้อนเกินกว่าที่จะกินได้


คำว่านิพพานแปลว่าเย็นพูดอยู่ตามภาษาชาวบ้าน เอามาใช้ในทางศาสนา ในทางธรรมมะก็หมายถึงเย็นนั่นแหล่ะ เย็นจากกิเลส ไม่ใช่ไฟธรรมดา มันเป็นไฟกิเลส ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ มันก็เย็นอย่างที่เรียกว่านิพพาน ถ้าไม่ร้อนนี้คือสดชื่น เรียกว่าชีวิตจริง คำว่าเย็นยังมีเช่นคำว่า ศิวะ “ศิวะ”แปลว่า เย็นเป็นคำแทนชื่อของนิพพานก็ยังมี คำว่าศิวโมข ศิวโมขมหานิพพาน ศิวแปลว่าเย็น โมขแปลว่าหลุดพ้น มหานิพพานก็ว่านิพพาน สูงสุดด้วยแต่มีความหมายเป็นเรื่องเย็นทั้งนั้น ไม่มีความร้อนต่ออำนาจแห่งกิเลสนั่นแหล่ะ คือชีวิตจริง เรามารู้จักเหตุแห่งชีวิตจริงว่ามันอยู่ในลำดับที่สี่ ที่ท่านได้จัดไว้มาพูดจากัน ว่า กามาวจรหนึ่ง รูปาวจรหนึ่ง อรูปาวจรหนึ่ง


ใครมีสามอย่างนี้ไม่ไหว ก็ยังอยู่ในกองไฟ จะเป็นชีวิตจริงก็ต่อเมื่อเป็นโลกอุตรภูมิจึงจะเป็นชีวิตจริง พุทธบริษัทเราเป็นกันทำไม เป็นให้เหนื่อยยากโกรธเคืองกันทำไม ก็เป็นตรงที่มุ่งหมายให้เข้าถึงโลกอุตรภูมิด้วยชีวิตจริง ละทิ้งชีวิตบ้าๆบอๆอันเป็นไฟลุกทั้งวัน กลางคืนดับควัน กลางวันเป็นไฟอยู่กันอย่างนี้ แล้วมันจะเป็นชีวิตจริงได้อย่างไร ก็ต้องละกลางคืนดับควันกลางวันเป็นไฟทิ้งกันเสีย ก็จะขึ้นไปสู่ระดับที่สี่ ที่มันเย็นมันเหนือกองไฟ เหนือเชื้อเพลิงแห่งไฟแล้วก็จะได้เย็น เป็นพุทธบริษัทกันทั้งที่ก็เพื่อชีวิตนิรันดร ข้างหน้าที่จะลุถึงได้สักวันหนึ่งเมื่อมีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมหรือในพระศาสนาแล้วอย่างเพียงพอ


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 3) หน้าถัดไป (หน้า 5) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 พ.ย. 2550 (11:30)
ชีวิต คือ ความบังเอิญที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาล
mwit_me เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 25 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 1 พ.ย. 2550 (16:09)
บางทีมันอาจไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาอย่างดีเยี่ยมที่สุด ในจักรวาลนี้ก็ได้ แต่ใครจะรู้ว่าความจริงเป็นยังไง

ถ้ามีใครรู้ช่วยบอกที

จากคนสับสนในชีวิต
ashley เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,247 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ชีวิตคืออะไร [9,246]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,320]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,595]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,320]
Global Warming { English } [116,668]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.