 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32486" type="text/javascript"></script> |
|
ชีวิตคืออะไร
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาควิสาฆบูชาเป็นครั้งที่ 6 ในวันนี้นั้น อาตมาก็จะได้กล่าวเรื่องอะไรคืออะไรต่อไปตามเดิมและหัวข้อเฉพาะในวันนี้คือ ชีวิตคืออะไร ท่านทั้งหลายบางคนคงจะคิดว่าอาตมาพูดถึงเรื่องสิ่งที่ที่ผู
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 3:46 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 29 October 2007, 11:23 am
|
หน้าที่ 5 - ชีวิตแบบพุทธบริษัท
ที่พูดว่าท่านทั้งหลายกำลังไม่มีชีวิตเลย นั่งแก้ผ้ากันอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่คำด่าทออะไร เพียงแต่บอกให้เข้าใจแล้วจะได้รู้จะได้รีบๆๆๆๆกันเสียบ้าง รีบมีชีวิตกันเสียบ้าง รีบนุ่งผ้ากันเสียบ้าง ความมุ่งหมายมีอยู่อย่างนี้ จึงเอาคำๆนี้มาพูด ให้ท่านทั้งหลายฟังว่า ชีวิตนี้คืออะไร คงจะไม่หาว่าอาตมาพูดเรื่องที่รู้อยู่แล้ว พูดเรื่องที่ใครๆก็รู้อยู่แล้ว เอามาพูดทำไมให้เสียเวลา เดี๋ยวนี้เค้าคิดว่าเป็นเรื่องที่ท่านยังไม่รู้ก็ได้ เป็นเรื่องที่รู้น้อยเกินไปก็ได้ ว่าชีวิตนี้มันคืออะไร จึงได้เอามาพูด ใครจะถือเอาประโยชน์จากการบอกกล่าวนี้ก็แล้วแต่ ฐานะของตัวของตน เมื่อถูกจับโยนเข้าไปในกองไฟ ทุกคนทุกตัวมันก็ดิ้นที่จะออกมาจากกองไฟอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ที่มัวจมอยู่ในกองไฟโดยไม่คิดที่จะออกมานี้มันก็แปลก มันจะแปลกที่ตรงนั้น
ขอให้ระวังดูให้ดีมันจะแปลกที่อยากจะนอนแช่อยู่ในกองไฟ ทั้งๆที่มันมีหนทางที่จะออกมาได้ มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่จะออกมาเสียได้จากกองไฟ แล้วมันก็ยังไม่สนใจ แล้วมันจะโทษใคร ทำตัวเองให้เป็นหมันชีวิตมันก็เป็นหมันเพราะว่ามันเป็นชีวิตปลอมไม่ใช่ชีวิตที่ควรมุ่งหมายเพราะว่ามันเป็นชีวิตร้อน ด้วยอำนาจ รูปราคะ อรูปราคะ ดังที่กล่าวแล้ว ที่นี้ก็จะพูดต่อไปถึงว่าเราเป็นพุทธบริษัท เราต้องการจะมีชีวิตแบบพุทธบริษัท ชีวิตแบบพุทธบริษัทนี้เราต้องไม่นอนอยู่ในกองไฟ มันเป็นชีวิตของปุถุชนคนโง่คนหลงเท่านั้นที่มันจะนอนแช่อยู่ในกองไฟได้
ถ้ามีชีวิตแบบพุทธบริษัทกันโดยแท้จริงแล้วมันก็ต้องไม่นอนในกองไฟ เดี๋ยวนี้เราศึกษาปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ก็เพื่อว่าจะถอนตนออกมาได้เสียจากกองไฟ มีความรู้ที่จะถอนตนออกมาได้เสียจากกองไฟ จึงได้สนใจศึกษาปฏิบัติพระพุทธศาสนาให้มันแยกเสียออกมาอีกแบบหนึ่ง ผิดกับปุถุชนคนธรรมดา ที่เขามีชีวิตตามแบบที่จมอยู่ในอวิชาหรือกิเลสตัณหา ซึ่งล้วนแต่เป็นไฟ พูดอีกทีหนึ่งมันก็ต้องพูดว่าไอ้คนที่หลงอยู่ในกองไฟมันก็ต้องชอบไฟ มันก็ต้องรักไฟ รักความร้อนเป็นธรรมดา พวกที่ไม่ชอบก็ไฟมันก็ต้องชอบสิ่งที่ตรงกันข้าม ชอบความเยือกเย็นเป็นธรรมดา ชีวิตบ้าๆ บอ ๆมันก็ชอบของร้อนมาหล่อเลี้ยง ของร้อนที่มาหล่อเลี้ยงในโลกนี้ที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ก็คือ 3ก
เรื่อง กิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ
นี้เรียกว่าไอ้ 3ก เรื่อง กิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ที่มุ่งกันแต่เอร็ดอร่อยกับจิตใจ นี้เป็นเชื้อไฟที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจ งั้นคนที่มีชีวิตชนิดนั้นมันก็แสวงหาสิ่งประเร้าประโลมใจไปตามแบบของตน คือเอาเรื่อง กิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ มาเป็นสิ่งประเร้าประโลมใจ เรื่องกินนั้นต่างออกมาจากเรื่องกาม มันก็จะกินให้อร่อยกินให้เกินกินให้บ้าไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา
เรื่องกามนั้นมันก็อีกเรื่องหนึ่งต่างหากจากเรื่องกินนี้มันเป็นเรื่องกระตุ้นความรู้สึกให้หวั่นไหวถึงที่สุด เป็นรสอร่อยสูงสุดก็คือการกระตุ้น ในเรื่องเกียรตินั้นเป็นเรื่องของจิตใจที่ยังโง่หลงอยู่ เป็นอวิชาในการยึดมั่นถือมั่นใช้เรื่องเกียรติป็นเรื่องกระตุ้นจิตใจ ล้วนแต่เป็นสิ่งเติมเชื้อไฟให้มันเผาผลาญชีวิตนี้ยิ่งขึ้นไปอีกนี้เราเรียกว่า สิ่งประเร้าประโลมใจของผู้มีชีวิตแบบกองไฟ
ส่วนผู้ที่มีชีวิตแบบเยือกเย็นนี้เป็นชีวิตจริงเป็นชีวิตแท้ชีวิตนิรันดรนั้น มันมีความสะอาดสว่างสงบ เป็นเครื่องปรากฏอยู่ไม่ใช่ในฐานะเป็น เชื้อฟืนเชื้อเพลิงที่จะเติมให้เพลิงมันลุกเพราะมันไม่ใช่ไฟไม่ใช่เพลิงที่จะให้มันลุก มันจึงไม่ต้องการเชื้อเพลิง แต่มันมีลักษณะความสะอาดสว่างสงบ เป็นเครื่องปรากฏอยู่ แต่ถ้าใครที่ยังไม่ได้ไม่ถึงแต่ต้องการจะให้ได้ให้ถึง ก็รีบแสวงหาความสะอาด สว่าง สงบ จากการประพฤติปฏิบัติธรรมมะในพระพุทธศาสนา ตามกำลังสติปัญญาของตน ช่วยให้เกิดการก้าวหน้าลุถึงชีวิตที่เยือกเย็นเป็นนิพพานหรือเป็นอมตะ งั้นคนพวกนี้จึงมีความสะอาดสว่างสงบเป็นเครื่องประเร้าประโลมใจ พูดเปรียบเทียบให้มันใกล้ ๆ ชัด ๆ มองเห็นกันง่าย ๆ ก็ว่าปุถุชนมีสิ่งประเร้าประโลมใจคือเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ
ส่วนพระอริยเจ้า พระอริยชนนั้นมีสิ่งประเร้าประโลมใจคือ ความสะอาด ความสว่างและความสงบ ความสะอาด ความสว่างและความสงบ ทั้ง 3 อย่างนี้เป็นไฟไม่ได้ ท่านไปพิจารณาค้นหาพิสูจน์ดูเถิดจะพบว่าความสะอาด ความสว่างและความสงบ ไม่อาจจะเป็นไฟได้ น้ำยังอาจจะเป็นไฟได้ น้ำแข็งยังอาจจะเป็นไฟได้ แต่ความสะอาด ความสว่างและความสงบนี้ไม่อาจจะเป็นไฟได้ จะให้กล่าวเปรียบเทียบไว้อย่างนี้ เราเป็นลูกศิษย์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทันที มีชีวิตกันแบบไหนต้องการชีวิตดำเนินชีวิตกันแบบไหน
ก็ขอให้ลองคิดดู แล้วจะเป็นผู้มีชีวิตชนิดที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาเคยให้ข้อเปรียบเทียบบ่อย ๆ ว่า พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน นิพพานกลางดิน ตรัสสอนสาวกกลางดิน กุฏิพื้นดินแต่พวกที่อ้างตัวเองว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า มันทำบุญสักบาทหนึ่งมันก็อยากได้วิมานอยู่กับนางฟ้าบนสวรรค์ มันแยกตัวออกจากพระพุทธเจ้าถึงขนาดนี้ มันจะไปเป็นสาวกของพระพุทธเจ้ากันได้ที่ตรงไหน
เดี๋ยวนี้มันเหมาะแล้วที่จะพูดเรื่องนี้กันที่นี้เพราะท่านทั้งหลายก็นั่งอยู่กลางดิน แผ่นดินนี้เป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เป็นที่ตรัสรู้ของพุทธเจ้า ที่นิพพานของพระพุทธเจ้า ที่ประกาศคำสั่งสอนตั้ง 84,000 ธรรมขันธ์ ท่านนั่งกลางดิน ท่านสอนกลางดิน ท่านเรียนรู้กลางดิน จึงตั้งต้นด้วยความหยุด ความเย็น ความปล่อย ความว่างตามความหมายของคำว่าแผ่นดิน มันหยุดไม่มีอะไรกระตุ้นไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกระตุ้น มันเย็นเพราะมันไม่มีไฟ มันยอมได้เพราะมันไม่มีกิเลสเป็นเครื่องยกหูชูหาง
เดี๋ยวนี้พุทธบริษัทเรายังมีกิเลสเป็นเครื่องให้ยกหูชูหางไม่ยกเว้นแม้แต่พระ แม้แต่เณร แม้แต่อาจารย์วิปัสสนาด้วยซ้ำไป มันไม่ยอม มันมีตัวกูที่ไม่รู้จักยอม ความไม่ยอมนี้มันก็เป็นไฟอย่างหนึ่งเป็นความกระด้างแห่งทิฐิ มานะว่าตัวกู ว่าของกู จึงไม่หยุดว่ายเวียน พอฟังแล้วมันก็ไม่เย็น นี่แหล่ะมันไม่เย็นอย่างเดียวเท่านั้น มันก็ไม่เป็นนิพพาน เพราะนิพพานแปลว่าเย็น ไม่เย็นก็ไม่ไหม้ไม่เผา เมื่อไม่ไหม้ไม่เผามันก็เป็นความสดชื่นมีความสดชื่นสมบูรณ์กันทางฝ่ายวัตถุ และทางฝ่ายนามธรรมแล้วก็เรียกว่าเป็นชีวิตที่แท้จริงได้
ขอให้ท่านทั้งหลายจะเป็นอะไรอยู่ก็ตาม จงได้แสวงหาสิ่งประเร้าประโลมใจเป็นความสะอาดสว่างสงบเถิด นั้นจะช่วยผลักไสไปในทางของชีวิตที่แท้จริงคือชีวิตที่มีความเยือกเย็น ตรงตามความหมายของชีวิต ไม่มีความกระวนกระวายโดยประการทั้งปวง เมื่อยังไม่ได้ก็ไม่กระวนกระวาย เมื่อได้มาแล้วก็ไม่กระวนกระวาย จะอยู่ด้วยกันอย่างไรก็ไม่กระวนกระวาย อดีตอนาคตปัจจุบันก็ไม่มีกระวนกระวาย ถ้ามันเกิดความกระวนกระวายขึ้นมาสักแวบหนึ่งก็เสียใจให้มาก เอาไม้เคาะหัวมันสักทีหนึ่งว่ามันไม่สมควรกับการที่จะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า เพราะมันมีความร้อนมันไม่เย็น มันเกิดโกรธขึ้นมา เกิดโลภเกิดกำนัดอะไรขึ้นมามันโง่ขึ้นมาล้วนแต่ไม่เย็น
เราคอยระวังด้วยสติสัมปชัญญะ อย่าให้ความร้อนเกิดขึ้นมา อย่าเติมเชื้อเพลิงให้แก่ไฟนั้น ไม่เท่าไรมันขาดเชื้อเพลิงแล้วมันก็คงจะดับลง สร้างอุปนิสัยไปในทางที่จะดับเย็นอย่าไปสร้างอนุสัยไปในทางที่เร่าร้อน เราเกิดกิเลส ความโลภหรือความโกรธหรือความหลงทีหนึ่งมันก็สร้างอนุสัยที่จะเป็นเช่นนั้น อนุสัยนี้มันก็จะมากเข้าๆ มีอนุสัยแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลงมาก มันก็เป็นไฟมากมีเชื้อเพลิงมาก อย่าสร้างอนุสัยเป็นเชื้อเพลิงแห่งความร้อนเลย ระมัดระวังให้ดี ไม่ให้โลภขึ้นมาทีหนึ่งไม่ให้โกรธขึ้นมาทีหนึ่ง ไม่หลงขึ้นมาแม้แต่สักทีหนึ่ง นั้นมันก็จะสร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามเรียกว่าอุปนิสัย หรือนิสัยก็ตามที่จะไม่โลภไม่โกรธไม่หลง สิ่งที่มันไม่สะสมเชื้อเพลิงสำหรับไฟ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็ลดลงมา
เหตุปัจจัยสำหรับไฟมันก็ลดลงมาไฟมันก็ไม่อาจจะเกิด เกิดแต่น้อยแล้วก็น้อยลงๆจนไม่อาจจะเกิด นี้เรียกว่ามันเดินทางไปทางหนึ่งคือเดินทางไปทางพระนิพพานไปสู่ความเย็น ไปสู่ชีวิตนิรันดร ขอให้พุทธบริษัทเราอย่ามั่วหลงโง่งมงาย น่าละอายเพราะล้าหลังศาสนาอื่น ในศาสนาคริสตร์เค้าก็สอนสาวกทั้งหลายให้ก้าวหน้าไปสู่ชีวิตนิรันดร ไปอยู่รวมกันกับพระผู้เป็นเจ้าแล้วเค้าก็มีวิธีที่รัดกุม อาศัยกำลังแห่งความเชื่อ แล้วก็ทำจริง ปฏิบัติจริง งดเว้นจริงด้วยอำนาจแห่งความเชื่อเพื่อดับไฟ เป็นชีวิตนิรันดรได้ อย่าไปอวดดีเหมือนกระต่ายที่ไปอวดดีจึงต้องแพ้เต่าที่คลานงุ่มง่าม นี่ปัญหาเฉพาะหน้ามันมีอยู่อย่างนี้
จึงหวังว่าท่านทั้งหลาย คงจะไม่ถือว่าอาตมาเอาเรื่องไร้สาระมาพูดให้ท่านทั้งหลายฟัง คงจะถือว่าอาตมาเอาเรื่องที่จำเป็นหรือรีบด่วนเต็มไปด้วยสาระมาพูดให้ฟัง ว่าให้รีบทำชีวิตนี้ให้มีสาระ รีบทำให้เต็มเปี่ยมเสียโดยเร็วคือให้เป็นชีวิตที่แท้จริง นี่แหล่ะคือความมุ่งหมายของการบรรยายในวันนี้ คือหัวข้อที่ว่า ชีวิตคืออะไร อาตมาเห็นว่าการบรรยายนี้สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 พ.ย. 2550 (11:30) ชีวิต คือ ความบังเอิญที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาล
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 1 พ.ย. 2550 (16:09) บางทีมันอาจไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาอย่างดีเยี่ยมที่สุด ในจักรวาลนี้ก็ได้ แต่ใครจะรู้ว่าความจริงเป็นยังไง
ถ้ามีใครรู้ช่วยบอกที
จากคนสับสนในชีวิต