 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32490" type="text/javascript"></script> |
|
สนทนาปัญหาบ้านเมือง
ถาม : กระผมเองมานั่งอยู่ตรงนี้ หรือแม้ญาติโยม ที่ได้เห็นภาพของท่านเจ้าคุณอาจารย์ทางโทรทัศน์ ก็คงจะรู้สึกตรงกันดีอย่างหนึ่งว่า เราดูด้วยสายตาแล้วสังขารของท่านยังแข็งแรงดี แต่ไม่ทราบว่าสุขภาพอนามัยแล้ว ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้างครับผม
ท่านเจ้าคุณอาจารย์:
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 5:13 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 10 September 2007, 10:44 am
|
หน้าที่ 3 - พัฒนา
ท่านเจ้าคุณอาจารย์: ข้อนี้มันเกี่ยวกับคำพูดนี่แหละ เอาคำว่าพัฒนาก่อน เพราะได้เอ่ยคำว่าพัฒนาก่อน พัฒนามาจากคำภาษาบาลีคำว่า วัฒนา ไม่ได้แปลว่าดี สงบ หรือเจริญ แต่มันมากขึ้นๆ ถ้ามากขึ้นๆเรียกว่า วัฒนา มากจนเป็นบ้าคือ วัฒนา หญ้ารกเรียกว่าหญ้าพัฒนา ผมหัวรกก็เรียกว่าผมพัฒนา พัฒนาภาษาบาลีนั้นไม่ใช่หมายถึงความดี แต่หมายถึงว่ามากขึ้นๆ ถ้าไปในทางดีคือภาวิกา วัฒวิกา มันมากไปในทางดี วัฒนาระวังถ้าปล่อยไปตามเรื่องของคำนี้แล้วก็ รกไปในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เป็นอันตราย ต้องเข้าใจคำว่าพัฒนาหรือ วัฒนาให้ดีๆ แล้วจะต้องทำไปในทางที่ดีที่ถูกต้อง พระพุทธสุภาษิตบอกว่าอย่าทำโลกให้วัฒนา นัถญาสุวัฒโน อย่าทำโลกให้วัฒนา เราแปลเป็นไทยว่าอย่าทำโลกให้รก อย่าเป็นคนรกโลก จงทำไปด้วยความถูกต้อง ความดี ความงาม ความเป็นประโยชน์ ที่เราจะต้องชวนกันทำความเข้าใจ ว่าพัฒนาคืออย่างไร วัฒนาคืออย่างไร แล้วในที่สุดก็จะเห็นว่า ถ้ามันจะดี จะงาม จะถูกต้อง น่าเลื่อมใสมันต้องไม่มีความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวเป็นของสกปรก น่าเกลียด เป็นของร้อน ทำให้เกิดปัญหาเดือดร้อน ไม่มีทางดีเลย
คำว่า วัฒนาตามภาษาบาลี ต้องถูกต้อง ต้องเยือกเย็น ต้องสงบ นี่เรียกว่ามาพูดกันเรื่องคำพูด ให้เข้าใจกันเสียก่อน แล้วมาดูการกระทำโดยแท้จริงก็คือว่า ให้มันสงบเย็นปราศจากความเห็นแก่ตัว มันไม่มีกิเลส มันไม่เย็น มันเนื่องกันแหละถ้าไม่ปราศจากความเห็นแก่ตัว มันก็จะเป็นพัฒนาไปในทางที่ดี ที่ถูก ถ้ายังมีการพัฒนาไปในทางที่เห็นแก่ตัวมันก็มากไปโดยฆ่าศึก โลกสมัยนี้พัฒนาโดยอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมดูให้ดีมันมาจากไหน มันมาจากคนเห็นแก่ตัว มันต้องการกำไรมาก ทีละมากๆ มันต้องทำอย่างอุตสาหกรรม มันเป็นเหยื่อกิเลสที่ล่อคนให้ซื้อ อุตสาหกรรมเกิดมาจากคนที่เห็นแก่ตัว มันเห็นแก่ตัวจนมีอุตสาหกรรมออกมา จะไม่เพิ่มความเห็นแก่ตัวได้อย่างไร คนที่ไปซื้อสินค้าที่เกินจำเป็นอย่างนั้น คือคนที่โง่และเห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน มันก็เข้ากลุ่มกันพอดี ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัว เพื่อประโยชน์เป็นเงินของตัวบ้าง เพื่อสนุกสนานเอร็ดอร่อยบ้าง มันก็เลยพัฒนาไปในทางทำลายโลก เป็นนิ๊คนี้ถ้ามีอุตสาหกรรมต้องควบคุมให้ได้ ถ้าควบคุมไม่ได้ เป็นนิ๊คนี่แหละมันจะทำลาย ตามความหมายคำว่าอุตสาหกรรม ถ้าจะเป็นนิ๊คก็เตรียมศึกษา การควบคุมความเห็นแก่ตัว บังคับความเห็นแก่ตัว ควบคุมความเห็นแก่ตัว ในความเป็นนิ๊คก็จะถูก จะน่าพอใจบ้าง ถ้าปล่อยไปตามเรื่องของอุตสาหกรรมแล้ว มันก็เป็นเรื่องส่งเสริมกิเลสเรื่อยไป ไม่มีเป็นความสงบสุข หรือเป็นสันติภาพ อย่าเพิ่งฟังว่าเกลียดชัง หรือ ใส่ร้ายอุตสาหกรรมพูดตามความเป็นจริงมันเป็นอย่างนั้น
ความโลภมหาศาลทำให้เกิดอุตสาหกรรม มันก็สร้างเหยื่อให้หลอกลวงคน ให้เห็นแก่ตัวต่อไปอีก ระวังอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมแปลว่าเจริญทางวัตถุ ยิ่งเจริญทางวัตถุยิ่งเห็นแก่ตัว เพราะวัตถุมันช่วยส่งเสริมความเอร็ดอร่อย ของเนื้อของหนัง ภาษาศาสนาเขาเรียกว่า เนื้อหนัง มันไปเห็นแก่เนื้อหนัง ส่งเสริมความต้องการของเนื้อหนัง ที่เจริญทางวัตถุ ยิ่งเห็นแก่เนื้อหนังก็บ้ากันหมด เห็นแก่ความสุขสนุกสนานโดยเฉเพาะทางกามารมณ์ ทางเพศ ไปเสียทั้งหมด ก็เรียกว่าไม่มีอะไรเหลือ ก็ให้หยุด
ถาม: ครับผม
ท่านเจ้าคุณอาจารย์: ความหลง ความเห็นแก่ตัวด้วย ไม่มีความเห็นแก่ตัวก็จะควบคุมนิ๊คได้ ควบคุมอุตสาหกรรมได้ สร้างสันติภาพในโลกได้ ขอมให้บูชาความไม่เห็นแก่ตัว ด้วยกันทุกคนๆ
ถาม: ครับผม เป็นพระเดชพระคุณครับ มีคำถามอยู่ข้อหนึ่งนะครับ ที่ญาติโยมนั้นฝากมา แล้วก็เป็นคำถามที่พูดกันมาก อ้างกันมากว่าเป็นคำถามที่ทันสมัย ใครๆก้อยากจะฟังมติหรือ วินิจฉัยของท่านเจ้าคุณอาจารย์ แล้วพอดีไปโยงเข้ากับที่เจ้าคุณอาจารย์ พูดในตอนต้นพอดีว่า การแก้ความเห็นแก่ตัวนั้น จะต้องอาศัยการศึกษา พระก็มีส่วนด้วยจะมากหรือน้อยก็ตามที พอพูดถึงพระก็พูดถึงการปฎิบัติของพระ ขึ้นมาในเวลานี้ทันทีว่า พระทุกวันนี้ยังคงเห็นแก่ตัวอยู่ คือมีคนเห็นแก่ตัวเข้ามาบวช จะปลอมคนเข้ามาบวชอย่างไรก็ตามที แล้วในที่สุดก็เข้ามาทำราคีคาไว้ในพระพุทธศาสนา หลายคนก็อ้างว่ามัวหมอง หลายคนก็บอกเสื่อมความนับถือไปเสียแล้ว ในปัญหาเหล่านี้ท่านเจ้าคุณมีมติอย่างไรครับผม
ท่านเจ้าคุณอาจารย์: ถ้าพูดถึงธรรมะ ถึงศาสนา ก็เพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัว ให้มีความสงบสุขอยู่ในโลกนี้ก็ได้ เพื่ออยู่เหนือมรรคผลนิพพานไปเลยก็ได้ สำเร็จมาจากความไม่เห็นแก่ตัว มนุษย์ทั้งโลกมันหันเหไปในทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง มันก็ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว คนเหล่านี้มาบวชมันก็ติดมา ติดมาแต่บ้าน มาเห็นแก่ตัวในพระ ในบรรพชิต ในเณรที่เห็นแก่ตัว
ปัญหามันก็เพิ่มขึ้น เรียกว่า อะลัดชี คือจะเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งพุทธกาล พุทธกาลไม่มีอะลัดชี แต่มันไม่มากเหมือนโลกครั้งนี้ที่มีแต่ความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ก็ต้องยอมรับแหละว่า ในสมัยปัจจุบันนี้ นักบวชมันก็มีความเห็นแก่ตัว เพิ่มขึ้นปัญหามันก็เพิ่มขึ้น เราจะจัดการอย่างไรก็ลองพิจารณากันดู จะลดลงไปได้อย่างไร พระมีหน้าที่ลดความเห็นแก่ตัวในโลก แต่พระมาเป็นผู้เห็นแก่ตัวซะเอง จะมีอะไรที่เกิดขึ้น ก็ให้ลองคิดดู
ถาม: อย่างนี้ต้องแก้ที่วินัยในทางพระ หรือต้องใช้อำนาจในทางโลกครับผม
ท่านเจ้าคุณอาจารย์: วินัยมันช่วยได้แค่ผู้ที่ถือวินัย พระไม่ถือวินัยช่วยอะไรไม่ได้ ต้องทำให้มันเกิดความต้องการที่ถูต้อง ความละอายบาป กลัวบาป นี่จะทำให้รักษาวินัยไว้ได้ หรือจะดำรงความไม่เห็นแก่ตัวไว้ได้ วินัยไม่มีการลงอาญา ลงอาญาไม่มีใครเจ็บปวด อย่างดีก็ไล่สึกออกไป พระวินัยขังคุก ขังตารางก็ได้มันก็มีความหมาย วินัยมันไม่มีอย่างนั้น มันก็เหลือแต่ธรรมะ ละอายแก่บาป กลัวบาป ลดความเห็นแก่ตัว
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม