 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32490" type="text/javascript"></script> |
|
สนทนาปัญหาบ้านเมือง
ถาม : กระผมเองมานั่งอยู่ตรงนี้ หรือแม้ญาติโยม ที่ได้เห็นภาพของท่านเจ้าคุณอาจารย์ทางโทรทัศน์ ก็คงจะรู้สึกตรงกันดีอย่างหนึ่งว่า เราดูด้วยสายตาแล้วสังขารของท่านยังแข็งแรงดี แต่ไม่ทราบว่าสุขภาพอนามัยแล้ว ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้างครับผม
ท่านเจ้าคุณอาจารย์:
post ครั้งแรก: Wed 5 September 2007, 5:13 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 10 September 2007, 10:44 am
|
หน้าที่ 5 - จุดหมายสูงสุดของการศึกษา
มองดูเถอะ มันฉลาดไปเที่ยวบนโลกพระจันทร์ได้เป็นว่าเล่น กัดกันที่นู้นอีก การศึกษาชนิดนี้ไม่มีสันติภาพ ไม่สร้างสันติภาพ ไม่มีประโยชน์แก่สันติภาพ ขอให้มีการศึกษาที่ถูกต้อง คือกำจัดความเห็นแก่ตัว ยิ่งฉลาดยิ่งกำจัดความเห็นแก่ตัว ก่อนนี้ได้ยินว่าการศึกษามันนิยมผลของสุภาพบุรุษคือ ไม่เห็นแก่ตัว ที่ได้ยินได้ฟังมา อย่างเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ส่งเสริมความเป็นสุภาพบุรุษ
จุดหมายสูงสุดของการศึกษาคือ ความเป็นสุภาพบุรุษ เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว คือ เรียนเก่ง มีความสามารถ ความเป็นสุภาพบุรุษไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน มันเปลี่ยนไปขนาดนี้ การศึกษารุ่นแรกๆนั้น พระจัดให้ อ่านบวช ก็รู้ว่า โรงเรียนวัดพระจัดนี้ เพิ่งมาเป็นมหาวิทยาลัยทีหลัง ตอนแรกเป็นโรงเรียนราชของวัด มันก็สอนเรื่องศาสนาควบคุมอยู่ตลอดเวลา คนออกมาเป็นสุภาพบุรุษออกมาเมื่อเรียนจบ เดี๋ยวนี้มันเอาคนเก่ง ฉลาด สามารถที่จะเอาเปรียบผู้อื่นได้ทุกๆปรมาณู ความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ที่ไหน ความเป็นนักกีฬาอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้ในกลางสนามนักกีฬาก็ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่มีน้ำใจนักกีฬาในกลางสนามกีฬา คิดแต่จะโกงอยู่เสมอ ไล่ออกเท่าไหร่มันก็ยังมีอยู่ ความไม่เป็นนักกีฬามีมากที่สุดในสนามกีฬาแห่งยุคปัจจุบัน ยุคอาตมายังไม่เป็นอย่างนี้
เดี๋ยวนี้ความไม่เป็นนักกีฬามันอยู่มันสนามกีฬา ก็ความเห็นแก่ตัวมันมากขึ้นๆ เพิ่มมากขึ้น จนสนามกีฬาเป็นที่ที่ เพาะความไม่เป็นนักกีฬามากขึ้น สรุปเอาเองเหอะว่า การศึกษานี้เป็นอย่างไร จะต้องจัดการกันอย่างไร ปรับปรุงอย่างไร มันถึงจะเปลี่ยนไปเป็นสันติภาพ สงบสุขเพราะความไม่เห็นแก่ตัว เดี๋ยวนี้ใครไม่เห็นแก่ตัว ก็ถูกหาว่าโง่ๆ โดยเฉเพาะเด็กวัยรุ่นที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะเขาต้องการความเห็นแก่ตัวทุกระเบียดนิ้ว ทุกวินาทีเลย ปัญหามันมีอย่างนี้ ใครจะแก้ปัญหาเหล่านี้ มันยังไม่มี กระทรวงศึกษาก็แค่ทำให้ฉลาด รับผิดชอบเพียงเท่านั้น ไม่ได้แก้ปัญหาควบคุมความฉลาด อย่าให้มันไปใช้เพื่อความเห็นแก่ตัว ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัว มันไม่มีใครที่จะควบคุมกระทรวงศึกษาธิการทั้งกระทรวง
ขอให้คิดว่าเราจะต้อง หันกลับไปหาความถูกต้อง ที่เคยมีมาแล้วแต่กาลก่อน ว่าการศึกษานี้ต้องเป็นไปโดยการไม่เห็นแก่ตัว ลดการเห็นแก่ตัวอยู่กันเป็นสุขในที่นี้ ในโลกนี้ หรือว่าจะไปอยู่อย่างมรรคผลนิพพานเหนือโลกอุตระก็ได้ 2 อย่าง ความไม่เห็นแก่ตัวมีประโยชน์ทั้งโลกนี้และเหนือโลก ขอให้เอามา
ถาม: ครับผม ผมขอโอกาสให้เป็นคำถามจาก ญาติโยมตรงนี้อีกสักข้อหนึ่ง เชิญเลยครับ
ชาวบ้าน: กราบนมัสการพระคุณเจ้า กระผมข้องใจอยู่อีกประโยคหนึ่ง ที่พระคุณเจ้าตรัสว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาสวนโมกข์ มาศึกษาธรรมะ ชาวไทยส่วนมากเข้ามาสวนโมกข์ หวังเพื่อการทำบุญ อยากจะทราบว่า บุญดีอย่างไร
ท่านเจ้าคุณอาจารย์: นี่ยังมีปัญหาอย่างนี้จริงๆ ชาวตางประเทศเขาจะมาหาความรู้ เพื่อศึกษาให้ชีวิตนี้ไม่กัดเจ้าของ สบาย สงบเย็น ทีนี้ไอ้พวกไทยเรา ตามระเบียบประเพณี ไม่ต้องการความรู้ ต้องการบุญไปอยู่สวรรค์วิมาน สุขเหลือประมาณ ต้องการบุญ ทีนี้ก็มาถึงปัญหาบุญ บุญคืออะไร มันหลอกลวงกันตรงนี้เอง ความหมายแท้ๆ ความหมายที่ถูกต้องคือ เดิมบุญ มันแปลว่าล้างบาป บุญต้องล้างบาป ถ้าไม่ล้างบาปไม่ใช่บุญ พอมาถึงเดี๋ยวนี้บุญคือความสนุกสนาน ความเอร็ดอร่อยตามที่ต้องการ มันก็เพิ่มบาป ก็ไปบูชาความสุขทางกามารมณ์ เรียกว่าบุญ ถ้าในสวรรค์ไม่มีกามารมณ์ คนเหล่านี้ไม่ทำบุญหรอก
อย่าหาว่าดูถูก มันทำบุญเพื่อมันจะไปมีกามารมณ์ในสวรรค์ แล้วมันจะล้างบาปได้อย่างไร บุญของคนสมัยนี้ มันไม่เป็นไปเพื่อล้างบาป มิหนำซ้ำมันจะเพิ่มบาปๆ เพราะบ้าบุญ บ้าสุข บ้ากามารมณ์ บ้าอะไรต่างๆ บุญมันเปลี่ยนความเสียแล้ว มันเป็นบุญมันก็ล้างบาป ถ้าเราไม่ล้างบาปมันก็ไม่ใช่บุญ มีคนที่มาทำบุญอยากจะ ทำบุญจะเอาวิมานหลังโน้น ไปค่าขายอะไรที่ไหนได้กำไรมากเท่านี้มันไม่มี ทำบุญบาตรตักบาตรช้อน นึงนี้ได้วิมานหลัง ที่ไหนมันมี นอกจากความคิด บุญนี้ไม่ล้างบาป บุญนี้กลับเพิ่มบาป เรียกให้ถูกเรียกว่า เพิ่ม อวิชชา โง่ ปัญหามันก็มีอยู่ที่ว่า บุญมันเปลี่ยนความหมายไปในทางผิดพลาดเสียแล้ว ดึงสู่ความหมายที่ถูกต้องเถอะ ให้บุญเป็นเครื่องชำระบาป ชำระสิ่งสกปรกให้สะอาด อย่าไปเพิ่มความสกปรกคือ กามารมณ์ แม้สวรรค์กามารมณ์ก็สกปรก ขึ้นชื่อว่า กามารมณ์แล้วเมื่อไหนก็สกปรกทั้งนั้นแหละ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เหมือน บ่วงที่เป็นพิษ ธรรมดาเมืองมนุษย์มันเป็นบ่วงทั้งนั้นแหละ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม