 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32499" type="text/javascript"></script> |
|
|
ปฏิบัติธรรม ... จะเริ่มต้นอย่างไรดี
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ปฏิบัติธรรม สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมมือใหม่ และผู้ที่สนใจทุกท่าน
ผู้เขียน: MathGuy ชมแล้ว: 24,882 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 6 September 2007, 1:21 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 15 September 2007, 2:51 pm
|
หน้าที่ 7 - สมถะ VS วิปัสสนา
สมถะ และ วิปัสสนา เป็นคำ 2 คำที่สำคัญมากสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความสับสน ความสงสัย หรือเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
"สมถะ" นั้นคือ "การเจริญสมาธิ" ส่วน "วิปัสสนา" นั้นคือ "การเจริญปัญญา"
แต่ทั้ง การเจริญสมาธิ และ การเจริญปัญญา ต่างต้องมีฐานเริ่มต้นที่ "การเจริญสติ"
การเริ่มฝึกปฎิบัติธรรมด้วยการฝึกเจริญสติ จึงเป็นกลวิธีหรืออุบายที่ลัดสั้นตรง และเป็นธรรมชาติมากที่สุดวิธีหนึ่ง
การเจริญสมาธิ หรือการฝึกทำสมาธิ เป็นการฝึกกำหนดสติ ฝึกให้มีเจตนา มีความตั้งใจกับการกระทำ หรืออารมณ์ที่เป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้มีสติ มีเจตนาที่จะประคับประคองให้จิตมีความสนใจ รับรู้อารมณ์เดียวนั้นๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกัน
ปัญหาหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับการฝึกทำสมาธิคือ ระดับของการกำหนดบังคับ เพื่อประคับประคองจิตให้สนใจอยู่ในอารมณ์เดียวนั้นผู้ปฏิบัติอาจจะค้นหาหรือทำให้เกิดขึ้นได้ยาก ถ้าบังคับมากไปก็จะกลายเป็นความอยาก ถ้าบังคับน้อยไป จิตก็จะฟุ้งซ่านคิดไปเรื่อยซึ่งตามจริงแล้ว ผู้ที่ทำหน้าที่อันนี้คือ ตัวสติ และเจตนา
ต้องไม่ลืมว่า โดยแท้จริงนั้น จิตเป็นของที่เราบังคับไม่ได้ แต่จิตนั้นสามารถฝึกได้ ฝึกให้มีสติ ฝึกให้มีความคุ้นเคยกับกุศลหรือสภาวะธรรมที่ดีงาม ฝึกจนจิตนั้นเกิดอารมณ์ที่ละเอียด จนเขาเกิดความสนใจ สืบต่อความสนใจให้ติดต่อเนื่องกันไปได้
ในกรณีของผู้ปฏิบัติที่ผ่านขั้นตอนของการเจริญสติมาดีแล้ว สมาธิแบบสั้นๆ จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะสติที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดสมาธิขึ้นมาเอง
กล่าวกันตามจริงนั้น สมาธิจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าจิตใจของเรายังไม่มีคุณภาพของการมีสติที่ดีเพียงพอ
การเริ่มฝึกปฏิบัติธรรมด้วยการฝึกทำสมาธิ จึงเป็นการฝึกการเจริญสติไปพร้อมๆกับการเจริญสมาธินั่นเอง
ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมมือใหม่ที่สติยังไม่พร้อม ย่อมไม่อาจจะฝึกสมาธิให้ได้ผลที่ดีได้เลย นอกเสียจากจะได้สิ่งแวดล้อมปัจจัยที่ดีมากๆ เช่น จิตเข้าไปรับเอาอารมณ์ของความสงบสุขระงับ ความปิติ ความปลื้มใจ อันเนื่องด้วยผลวิบากจากการทำความดี การทำบุญกุศลต่างๆ(อย่างถูกต้อง)
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 12 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ก.ย. 2550 (19:43) ขอบคุณทาง V-team มากครับ ที่ช่วยเลือกรูปโลโก้ประกอบที่หัวเรื่องให้อย่างสวยงาม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 ก.ย. 2550 (18:38) ชอบบทความของคุณมากค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ก.ย. 2550 (19:22) สวัสดีค่ะ
เป็นกุศลอย่างยิ่ง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 ก.ย. 2550 (08:30) สวัสดีครับ คุณ Artipa และ ครูคิม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 12 ก.ย. 2550 (21:47) สวัสดีค่ะ
ขอขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ จะขอติดตามอ่านไปเรื่อย ๆ แต่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขอเป็นกำลังใจค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ก.ย. 2550 (09:33) (ความคิดเห็นต่อ ... ความคิดเห็นของคุณ wawjula)
ท่านหลวงพ่อ ติช นัท ฮันห์ (ผู้เขียนหนังสือ ปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอ) พระฝ่ายมหายานชาวเวียดนาม ท่านเจริญสติอยู่ท่ามกลางช่วงสงครามเวียดนาม ท่านสูญเสียญาติพี่น้อง คนอันเป็นที่รักจำนวนมาก
ต้นปีนี้ ท่านเดินทางมาเมืองไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับพุทธศาสนาของโลก
ผมเห็นใบหน้าท่านทางทีวีสั้นๆ (และภาพใบหน้าในรูป) แต่รับรู้ถึงความมีเมตตาธรรมของท่านอย่างเปี่ยมล้น
ท่านขึ้นพูดในที่ประชุม กล่าวว่า ... อำนาจที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้มี 3 อย่างคือ
1) อำนาจที่จะเอาชนะกิเลส
2) อำนาจที่จะแสวงหาปัญญา และทำให้เรามีปัญญา
3) อำนาจแห่งการให้ อำนาจที่จะแบ่งปัน มีเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์
การเจริญสติ เจริญสมาธิและปัญญา ท่ามกลางความวุ่นวาย ความทุกข์มหาศาลที่อยู่ใกล้ๆตัวเรา ... คงจะเป็นเรื่องที่ทำได้ลำบากมาก ... แต่หากเราพยายาม ถอนใจออกมาจากความทุกข์บ้าง เราก็อาจจะรู้ และเห็นทุกข์นั้น ... ซึ่งย่อมดีกว่า การเอาจิตใจ เวทนา และความคิด ตามเข้าไป ทับถมความทุกข์เข้าไป และก็ยิ่งดูเหมือนว่า มืดมน หมดหนทาง
ลองพิจารณาให้มีสติ ถอนจิตใจที่ถูกทับถมด้วยทุกข์ ความไม่เข้าใจต่างๆ ... อาจจะเห็นอะไร ที่เป็นสภาวะธรรมของจิตใจที่ดี ที่จะช่วยให้เข้าใจปัญหา และมองเห็นว่า หนทางที่ดีที่ถูกต้อง ที่เราพอทำได้ นั้นมีอะไรบ้าง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 14 ก.ย. 2550 (08:02) ขอบคุณครับสำหรับรูปดอกบัวของคุณ wawjula
การเจริญสติ การปฏิบัติธรรม ก็เพื่อให้เรามีความรู้สึกตัว รู้ ตื่น และเบิกบาน เหมือนกับดอกบัวที่บานนี้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 7 ต.ค. 2550 (18:11) สาธุ สาธุ สาธุ.......ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 8 ต.ค. 2550 (10:58) สวัสดีครับคุณ jane123
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 ธ.ค. 2550 (19:41) หรอคัฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ........
อืม.........
ไม่ได้อ่านหรอก....
55555555555+
โชคดีคัฟฟฟฟฟฟฟฟฟ...
จิงไจ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 20 ก.ค. 2551 (17:36) ขอบคุณครับที่วันนี้เจอ/ได้อ่านเรื่องดีดี จะเก็บเป็นกำลังใจต่อไป ขอเจริญในธรรม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 8 พ.ย. 2551 (13:09) อืม การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นอย่างไรเหรอ ผมมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่าบางคนไม่ต้องมีใครชวนก็ขวนขวายปฏิบัติเอง แต่บางคนทั้งพูด ทั้งชวน ก็ไม่สนใจ คนที่ไม่สนใจอาจจะเพราะ ไม่รู้จะทำไปทำไม กิน เที่ยว เล่น อย่างนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ข้อธรรมในศาสนามีมากมาย จัดเป็นหมวดหมูjให้เลือกใช้ เช่นฆราวาสธรรม4 พรหมวิหาร4 เบญจศีลเบญจธรรม อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งการประพฤติตามธรรมเหล่านี้ก็จะพัฒนาชีวิตของเราให้ดียิ่งขึ้น เป็นการฝึกขัดเกลาตัวเราเอง อย่างจะตั้งตัว ก็ใช้ อุ อา กะ สะ เรื่องสมาธินี้เป็นของดี แต่บางคนชีวิตนี้ไม่เคยนั่งเลย บ่นว่าเมื่อยบ้างล่ะ ขี้เกียจบ้างล่ะ ใครที่ได้ลิ้มลองความสุขจากการทำสมาธิก็จะรู้สึกมีความรักที่จะทำ ไม่ต้องมีใครสั่งก็นั่งเอง เพราะเมื่อเรานั่งสมาธิรางกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินด์ซึ่งเป็นสารสุขออกมา พูดโดยภาพรวมแล้ว การปฏิบัติธรรมก็เพื่อชำระล้างกิเลส ซึ่ง กิเลสก็มีตระกูลหลัก ๆ อยู่ 3ประเภท คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งก็ต้องใช้ข้อธรรมให้ถกกัน เหมือนกับใช้ยาให้ถูกกับโรค ความโลภนี่ก็แก้ด้วยการทำทาน ความโกรธก็แก้ด้วยการรักษาศีล ส่วนความหลงก็แก้ด้วยการเจริญภาวนา