 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32499" type="text/javascript"></script> |
|
|
ปฏิบัติธรรม ... จะเริ่มต้นอย่างไรดี
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ปฏิบัติธรรม สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมมือใหม่ และผู้ที่สนใจทุกท่าน
ผู้เขียน: MathGuy ชมแล้ว: 24,886 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 6 September 2007, 1:21 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 15 September 2007, 2:51 pm
|
หน้าที่ 8 - ภาษาคน ภาษาธรรม และสภาวะธรรม
ภาษา จัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมของคนเรา ถ้าหากเราอยู่เพียงลำพังตัวคนเดียวแล้ว ภาษาก็จะลดความสำคัญลง เพราะไม่มีความจำเป็นในการสื่อสาร ถ่ายทอด แลกเปลี่ยน กับคนอื่นๆ
ความสำคัญของภาษานั้น อยู่ที่การสื่อความหมายทั้งในด้านอารมณ์ความรู้สึก และความนึกคิด ซึ่งจุดนี้เองที่เข้ามาเชื่อมโยงกับเรื่องจิต เชื่อมโยงกับ "คุณภาพของจิตใจ" ของผู้ใช้ภาษาและผู้รับภาษา
เมื่อจิตใจของเรามีคุณภาพเช่นไร การใช้ภาษาทั้งให้และรับ ก็ย่อมสะท้อนคุณภาพจิตใจของเรานั้นเอง เมื่อจิตใจของเรายังไม่ได้รับการฝึก รับการอบรม ชีวิตที่ผ่านๆมาถูกปล่อยให้ดำเนินไปตามความคุ้นเคยเดิมๆ ภาษาที่เราใช้กันก็จะสื่อได้เฉพาะความเข้าใจเดิมๆ ที่จำกัด ปะปนไปด้วยความเข้าใจผิด ความไม่ชัดเจนต่างๆ อันนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า "ภาษาคน"
ส่วน "ภาษาธรรม" นั้น เป็นความพยายามในการสื่อ สิ่งที่รู้ สื่อปัญญา ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ความหมายที่สื่ออกไปนั้น จึงไม่อาจเข้าใจได้ในลักษณะธรรมดาทั่วไปเช่นเดียวกับภาษาคน บ่อยครั้งที่ต้องใช้การเปรียบเทียบ ใช้การเล่นคำ เพื่อกระตุ้นให้คิด (เช่นในกรณีของโกอาน หรือบทกวีของเซน) และบางครั้งก็จำเป็นต้องสมมติศัพท์เป็นชื่อเรียกเอาไว้ก่อน แล้วค่อยๆอธิบายเข้าไปในลำดับขั้นของการฝึกปฏิบัติ
ตัวอย่างของภาษาธรรมง่ายๆได้แก่คำว่า จิต สติ ความรู้สึกตัว อารมณ์ เวทนา ความคิด โมหะหรือความหลง ความรู้จริงหรือปัญญา เป็นต้น
ท่านพุทธทาสได้ใช้ความพยายามอย่างมากในผลงานหนังสือจำนวนมากของท่าน ที่จะชี้ให้เห็นความสำคัญ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง ภาษาคน กับ ภาษาธรรม ท่านได้พยายามกระตุ้นให้เราคิดให้เห็นข้อจำกัดทางความคิดเดิมๆโดยทั่วไปของคนเรา รวมทั้งความเข้าใจที่ผิดๆ คลาดเคลื่อนต่างๆ และพยายามปลุกและปลูกฝังให้เราได้มีความคิดความเข้าใจอันใหม่ที่ถูกต้อง เพื่อให้ไปให้ถึง "ภาษาธรรม" ที่แท้จริง
เราสามารถทดสอบตัวเราเองได้ง่ายๆ ว่าเราเองมีความเข้าใจในภาษาธรรมมากน้อยเพียงใด ขอให้ลองพิจารณาตอบคำถามต่อไปนี้
(1) ความสุข คืออะไร? ความทุกข์ คืออะไร?
(2) เราเกิดมาทำไม มีเป้าหมายชีวิตอย่างไร?
(3) ความรู้คืออะไร? ปัญญาคืออะไร?
ฯลฯ
หลายๆคนอาจจะบอกว่าคำถามเหล่านี้ใครๆก็รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ เราโดยส่วนมากไม่เคยมีคำตอบที่ชัดเจนต่อปัญหาเหล่านี้ บ้างก็ไม่สนใจ บ้างก็ตอบไปตามความรู้สึก บ้างก็ตอบไปตามความนึกคิด ซึ่งไปได้ไกลอย่างมากแค่เพียงการถกเถียงเชิงปรัชญา ซึ่งเข้าสู่วังวนของ ความถือตัว และการยึดมั่นในความเห็นแคบๆอย่างใดอย่างหนึ่ง
ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นพึงระมัดระวังในเรื่องการใช้ภาษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านของการเป็นผู้สื่อภาษาออกไปและด้านการเป็นผู้รับภาษานั้นเข้ามา เราจำเป็นต้องมีสติในเรื่องของภาษา เราต้องฝึกให้รู้ว่า "ภาษา" นั้นเป็นเพียง "รูป" ที่สุดท้ายแล้วจะเข้าไปกระทบการรับรู้ของจิตใจ ซึ่งจะเกี่ยวข้องอย่างมากกับ "สัญญา" คือ การจำได้หมายรู้ ซึ่งเป็นการปรุงแต่งอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นร่วมกับจิตเสมอ
คำสอน และการอธิบายธรรมของครูบาอาจารณ์สำนักต่างๆกันนั้น จึงอาจจะดูแตกต่างกันไปได้ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นปัญหาที่เกิดจาก "การใช้ภาษา"
จริงๆแล้ว "ภาษา" เป็นเพียงสมมติบัญญัติ เป็นสิ่งที่นำมาใช้เรียกชื่อเท่านั้น เช่น เราใช้คำว่า "จิต" แทนสภาวะที่รู้การกระทบต่างๆจากประตูการรับรู้ทั้ง 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
เมื่อศึกษา ปฎิบัติธรรม จนได้รู้สภาวะธรรมใหม่ๆที่ไม่เคยรู้ ก็จะเกิดมีความจำเป็น ที่ต้องมีการกำหนดชื่อเรียกสภาวะธรรมหรือลักษณะต่างๆที่เกิดขึ้นร่วมกับสภาวะธรรมนั้น
ผู้ปฏิบัติธรรม ที่รู้เห็นสภาวะธรรมต่างๆ เช่น ราคะ ความอยากได้ ความโกรธ ความสุขใจ เมตตา ปิติ ความสงบต่างๆ ก็จะเริ่มมองเห็นว่า ทุกอย่าง ล้วนเป็นสภาวะธรรมทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิต ร่างกาย จิตใจ ของเราเองนั้น ก็ล้วนเป็นสภาวะธรรมทั้งสิ้น
การบ้านชิ้นที่ 3 ภายหลังที่สติของเราเริ่มทำงานได้ดีขึ้น (โดยการเจริญสติ เฝ้าดูความรู้สึก ความนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะจิต ทำบ่อยๆจนเริ่มจะคุ้นเคย และเป็นปกติ หรือกลายเป็นธรรมชาติของจิต) เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นสภาวะธรรมต่างๆ ต่อไปให้เราค่อยๆสังเกตเพิ่มเติมโดยการคอยตามดู การเกิดขึ้น การคงอยู่ และการดับหายไป สังเกตให้เห็นว่า สภาวะธรรมต่างๆ ล้วนมีพฤติกรรมในทำนองนี้ทั้งนั้น หาได้มีข้อยกเว้นไม่ และพฤติกรรมเหล่านี้ก็เป็นไปโดยธรรมชาติ(ที่คุ้นเคย)ของเขาเอง ให้สังเกตว่า เมื่อสภาวะธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเกิดขึ้น ความรู้สึก ความคิดเราจะดำเนินหรือปรุงแต่งไปอย่างไร และในกรณีที่เป็นการเกิดขึ้นของสภาวะธรรมฝ่ายอกุศลนั้น เรามีปฏิกริยาตอบโต้อย่างไร ... ให้เราเฝ้าดูให้รู้เท่าทันอยู่ห่างๆ ... แต่อย่าเผลอตามเข้าไปรู้สึก หรือตามเข้าไปในความคิด ... ถ้าเผลอ ก็ให้รู้ให้ทันว่าเผลอ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 12 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ก.ย. 2550 (19:43) ขอบคุณทาง V-team มากครับ ที่ช่วยเลือกรูปโลโก้ประกอบที่หัวเรื่องให้อย่างสวยงาม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 ก.ย. 2550 (18:38) ชอบบทความของคุณมากค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ก.ย. 2550 (19:22) สวัสดีค่ะ
เป็นกุศลอย่างยิ่ง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 ก.ย. 2550 (08:30) สวัสดีครับ คุณ Artipa และ ครูคิม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 12 ก.ย. 2550 (21:47) สวัสดีค่ะ
ขอขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ จะขอติดตามอ่านไปเรื่อย ๆ แต่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขอเป็นกำลังใจค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ก.ย. 2550 (09:33) (ความคิดเห็นต่อ ... ความคิดเห็นของคุณ wawjula)
ท่านหลวงพ่อ ติช นัท ฮันห์ (ผู้เขียนหนังสือ ปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอ) พระฝ่ายมหายานชาวเวียดนาม ท่านเจริญสติอยู่ท่ามกลางช่วงสงครามเวียดนาม ท่านสูญเสียญาติพี่น้อง คนอันเป็นที่รักจำนวนมาก
ต้นปีนี้ ท่านเดินทางมาเมืองไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับพุทธศาสนาของโลก
ผมเห็นใบหน้าท่านทางทีวีสั้นๆ (และภาพใบหน้าในรูป) แต่รับรู้ถึงความมีเมตตาธรรมของท่านอย่างเปี่ยมล้น
ท่านขึ้นพูดในที่ประชุม กล่าวว่า ... อำนาจที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้มี 3 อย่างคือ
1) อำนาจที่จะเอาชนะกิเลส
2) อำนาจที่จะแสวงหาปัญญา และทำให้เรามีปัญญา
3) อำนาจแห่งการให้ อำนาจที่จะแบ่งปัน มีเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์
การเจริญสติ เจริญสมาธิและปัญญา ท่ามกลางความวุ่นวาย ความทุกข์มหาศาลที่อยู่ใกล้ๆตัวเรา ... คงจะเป็นเรื่องที่ทำได้ลำบากมาก ... แต่หากเราพยายาม ถอนใจออกมาจากความทุกข์บ้าง เราก็อาจจะรู้ และเห็นทุกข์นั้น ... ซึ่งย่อมดีกว่า การเอาจิตใจ เวทนา และความคิด ตามเข้าไป ทับถมความทุกข์เข้าไป และก็ยิ่งดูเหมือนว่า มืดมน หมดหนทาง
ลองพิจารณาให้มีสติ ถอนจิตใจที่ถูกทับถมด้วยทุกข์ ความไม่เข้าใจต่างๆ ... อาจจะเห็นอะไร ที่เป็นสภาวะธรรมของจิตใจที่ดี ที่จะช่วยให้เข้าใจปัญหา และมองเห็นว่า หนทางที่ดีที่ถูกต้อง ที่เราพอทำได้ นั้นมีอะไรบ้าง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 14 ก.ย. 2550 (08:02) ขอบคุณครับสำหรับรูปดอกบัวของคุณ wawjula
การเจริญสติ การปฏิบัติธรรม ก็เพื่อให้เรามีความรู้สึกตัว รู้ ตื่น และเบิกบาน เหมือนกับดอกบัวที่บานนี้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 7 ต.ค. 2550 (18:11) สาธุ สาธุ สาธุ.......ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 8 ต.ค. 2550 (10:58) สวัสดีครับคุณ jane123
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 ธ.ค. 2550 (19:41) หรอคัฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ........
อืม.........
ไม่ได้อ่านหรอก....
55555555555+
โชคดีคัฟฟฟฟฟฟฟฟฟ...
จิงไจ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 20 ก.ค. 2551 (17:36) ขอบคุณครับที่วันนี้เจอ/ได้อ่านเรื่องดีดี จะเก็บเป็นกำลังใจต่อไป ขอเจริญในธรรม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 8 พ.ย. 2551 (13:09) อืม การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นอย่างไรเหรอ ผมมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่าบางคนไม่ต้องมีใครชวนก็ขวนขวายปฏิบัติเอง แต่บางคนทั้งพูด ทั้งชวน ก็ไม่สนใจ คนที่ไม่สนใจอาจจะเพราะ ไม่รู้จะทำไปทำไม กิน เที่ยว เล่น อย่างนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ข้อธรรมในศาสนามีมากมาย จัดเป็นหมวดหมูjให้เลือกใช้ เช่นฆราวาสธรรม4 พรหมวิหาร4 เบญจศีลเบญจธรรม อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งการประพฤติตามธรรมเหล่านี้ก็จะพัฒนาชีวิตของเราให้ดียิ่งขึ้น เป็นการฝึกขัดเกลาตัวเราเอง อย่างจะตั้งตัว ก็ใช้ อุ อา กะ สะ เรื่องสมาธินี้เป็นของดี แต่บางคนชีวิตนี้ไม่เคยนั่งเลย บ่นว่าเมื่อยบ้างล่ะ ขี้เกียจบ้างล่ะ ใครที่ได้ลิ้มลองความสุขจากการทำสมาธิก็จะรู้สึกมีความรักที่จะทำ ไม่ต้องมีใครสั่งก็นั่งเอง เพราะเมื่อเรานั่งสมาธิรางกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินด์ซึ่งเป็นสารสุขออกมา พูดโดยภาพรวมแล้ว การปฏิบัติธรรมก็เพื่อชำระล้างกิเลส ซึ่ง กิเลสก็มีตระกูลหลัก ๆ อยู่ 3ประเภท คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งก็ต้องใช้ข้อธรรมให้ถกกัน เหมือนกับใช้ยาให้ถูกกับโรค ความโลภนี่ก็แก้ด้วยการทำทาน ความโกรธก็แก้ด้วยการรักษาศีล ส่วนความหลงก็แก้ด้วยการเจริญภาวนา