 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32499" type="text/javascript"></script> |
|
|
ปฏิบัติธรรม ... จะเริ่มต้นอย่างไรดี
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ปฏิบัติธรรม สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมมือใหม่ และผู้ที่สนใจทุกท่าน
ผู้เขียน: MathGuy ชมแล้ว: 24,887 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 6 September 2007, 1:21 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 15 September 2007, 2:51 pm
|
หน้าที่ 9 - รู้จักกับ ปัญญา (3 ระดับ)
หลักปัญญาที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา
หลักปัญญาที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 ซึ่งได้แก่
(1)
ทุกข์ ให้รู้ (ต้องทำให้รู้จริงๆ ... ซึ่งฝึกให้รู้ในขั้นต้นได้โดยการเจริญสติ และรู้ในขั้นรู้จริงด้วยการเจริญปัญญา)
(2)
สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ ให้ละ (รู้เหตุ แล้วละที่เหตุ ละด้วยศีล ละด้วยสมาธิ และละให้ขาดด้วยปัญญา)
(3)
นิโรธ คือ การพ้นทุกข์ ซึ่งต้องทำให้แจ้ง ทำให้เกิดขึ้นได้จริงๆ (ด้วยตัวของเราเอง)
(4)
มรรค คือ วิธีการปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ ซึ่งให้ปฏิบัติ (และต้องปฏิบัติ... ถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร)
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับทุกข์ ที่เข้าใจว่าเราต้องละทุกข์ ต้องดับทุกข์ อันนี้ไม่ถูกต้อง ... เพราะหน้าที่ต่อทุกข์นั้น เราให้เพียงแค่รู้(จริง) ส่วนการละ หรือการดับนั้น ต้องไปทำที่ "เหตุ" ถ้าไม่ละเหตุ ไม่ดับที่เหตุ ทุกข์ก็ยังคงอยู่ ยังเกิดขึ้นเสมอ เมื่อยังมีเหตุแห่งทุกข์นั้นๆให้เกิดขึ้น
อย่างเช่น ในกรณีที่มีคนขับรถตัดหน้าเรา แล้วเราก็รู้สึกโกรธ แต่เราไม่รู้เท่าทันการเกิดขึ้นของสภาวะ "โกรธ" เมื่อโกรธก็หาทางระบายออกด้วยการพูดด่าด้วยคำที่รุนแรง ด้วยคำที่ไม่ดี ด่าให้คนที่ขับรถตัดหน้าเรา ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้ยินคำด่าของเราเลย ... แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้น เราก็ทำเช่นนี้ แล้วสักพัก(ใหญ่ๆ)ความโกรธก็ค่อยๆเบาลงและหายไป .... แต่ถ้าถามว่า "ความโกรธ" ได้หายไปจริงๆหรือไม่ มันไม่ได้หายไปไหนเลย ยังคงฝังลึกอยู่ภายในจิตใจของเราตลอดเวลา ยังคงเติบโตงอกงามและมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมที่จะปรากฏออกมาทุกขณะ หากมีปัจจัยกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ... ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เราไม่เคยรู้เท่าทันความโกรธ เราไม่รู้ว่า "ความโกรธ" นั้นฝังอยู่ในใจของเรา และเหตุแห่งความโกรธที่แท้จริง ก็อยู่ที่ใจของเรา ที่ไม่รู้เท่าทัน ที่คอยโง่ คอยเป็นเหยื่อของเจ้าอารมณ์โกรธอยู่ร่ำไป ... ไปหลงเข้าใจผิดว่าเหตุนั้นอยู่ภายนอก อยู่ที่คนอื่น ... ทั้งๆที่คนที่โกรธ คนที่ด่าพูดจาไม่ดี ก็คือตัวเรานั่นเอง
แต่ถ้าหากว่าเรามีสติรู้ทันความโกรธ พร้อมทั้งมีปัญญากำกับรู้ว่า คนที่เขาขับรถตัดหน้าเรานั้น เป็นผู้สร้างอกุศลกรรมขึ้น (ซึ่งเขาต้องได้รับผลจากอกุศลกรรมนี้แน่นอน ไม่ช้าหรือเร็ว) ส่วนผลที่เกิดกับเรานั้นเป็นเพียง "วิบาก" ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะอกุศลกรรมเก่าๆ ที่เราได้เคยทำไว้แล้ว หรือเราได้มีส่วนในการเป็นเหตุปัจจัย ให้สภาวะการถูกคนอื่นขับรถตัดหน้าเรานี้เกิดขึ้น และบางทีก็อาจจะนึกหาสาเหตุไม่ได้ ... ที่สำคัญให้เรารู้ว่านี่เป็นเพียง "วิบาก" หรือผลกรรม... ถ้าสามารถกำหนดรู้เท่าทันเช่นนี้ เราก็จะได้สติ ได้ปัญญา (บางครั้งยังได้เมตตา คือคิดไม่ให้คนนั้นและคนอื่นๆได้รับอันตรายจากการขับรถที่ไม่ดีของเขา)
จะเห็นได้ว่าในเหตุการณ์เดียวกัน สามารถทำให้เกิดอกุศลกรรมคือความโกรธขึ้นก็ได้ หรือทำให้เกิดการรู้ทัน เกิดสติและปัญญาซึ่งเป็นกุศลขึ้นก็ได้ ... ความแตกต่างกันเช่นนี้ อยู่ที่ "คุณภาพของจิตใจ" ของเรา ซึ่งได้แก่ สติและปัญญานั่นเอง
ปัญญา 3 ระดับ
ปัญญา อาจจะจำแนกได้ 3 ระดับ ดังนี้
(1)
สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการได้อ่าน ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้จดจำเล่าเรียนมา
(2)
จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาไตร่ตรอง วิเคราะห์ สังเคราะห์ เชื่อมโยงความรู้ต่างๆ
(3)
ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ เกิดจากการภาวนา การปฏิบัติธรรม(ที่ถูกต้อง) เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นกับ "จิต" เอง เราเป็นเพียงปัจจัย เป็นผู้ฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดปัญญานี้ขึ้นกับจิต ซึ่งต้องเกิดขึ้นโดยจิตของเขาเอง (โดยมีเราเป็นผู้ฝึก) เป็นปัญญาที่บังคับเอาไม่ได้ คิดเอาเองไม่ได้ ... แต่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติฝึกอบรมจิตที่ถูกต้องและด้วยความเพียรเท่านั้น
สำหรับคนทั่วไปแล้ว คำว่า "ปัญญา" มักจะหมายถึง สุตมยปัญญา และ จินตามยปัญญา เท่านั้น และยิ่งสำหรับคนที่ไม่ชอบคิด ไม่ชอบใช้เหตุผล ไม่มีวิจารณญาณ ก็จะมีปัญญาเพียงแค่ระดับ สุตมยปัญญา จึงเป็นคนที่ถูกชักจูงให้เชื่ออะไร(ผิดๆ)ได้ง่าย อย่างไรก็ตาม คนที่มีการศึกษาสูง ก็ใช่จะเป็นเครื่องรับประกันว่ามี จินตามยปัญญา อย่างเพียงพอ เพราะการศึกษาในระดับสูงนั้น จะมุ่งเน้นจินตามยปัญญาเฉพาะด้าน เฉพาะสาขาวิชาเท่านั้น ส่วนจินตามยปัญญาในเรื่องชีวิตและสังคม(ธรรมะ) เป็นสิ่งที่ต้องมีฉันทะใส่ใจศึกษาเอง
ไม่ว่าเราจะฉลาด มี IQ สูง คิดเก่ง มีปัญญาระดับจินตามยปัญญา ลึกซึ้งเพียงใดก็ตาม ก็เป็นแค่เพียงระดับความคิดเท่านั้น (ซึ่งยังประกอบด้วยความคิดเห็นที่ผิด คลาดเคลื่อน ไม่รู้จริง อยู่มาก) นักคิด นักปรัชญาต่างๆ จึงยังไม่เข้าถึงปัญญาในระดับที่จะรู้ทุกข์และละเหตุแห่งทุกข์ได้ ซึ่งการจะพ้นทุกข์ได้จริงต้องใช้ปัญญาระดับ ภาวนามยปัญญา เท่านั้น (
ที่สำคัญ เราคิดเอาเองไม่ได้ ... แต่ต้องฝึกให้จิตเขารู้เห็นของเขาเอง)
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 12 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ก.ย. 2550 (19:43) ขอบคุณทาง V-team มากครับ ที่ช่วยเลือกรูปโลโก้ประกอบที่หัวเรื่องให้อย่างสวยงาม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 ก.ย. 2550 (18:38) ชอบบทความของคุณมากค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ก.ย. 2550 (19:22) สวัสดีค่ะ
เป็นกุศลอย่างยิ่ง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 ก.ย. 2550 (08:30) สวัสดีครับ คุณ Artipa และ ครูคิม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 12 ก.ย. 2550 (21:47) สวัสดีค่ะ
ขอขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ จะขอติดตามอ่านไปเรื่อย ๆ แต่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขอเป็นกำลังใจค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ก.ย. 2550 (09:33) (ความคิดเห็นต่อ ... ความคิดเห็นของคุณ wawjula)
ท่านหลวงพ่อ ติช นัท ฮันห์ (ผู้เขียนหนังสือ ปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอ) พระฝ่ายมหายานชาวเวียดนาม ท่านเจริญสติอยู่ท่ามกลางช่วงสงครามเวียดนาม ท่านสูญเสียญาติพี่น้อง คนอันเป็นที่รักจำนวนมาก
ต้นปีนี้ ท่านเดินทางมาเมืองไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับพุทธศาสนาของโลก
ผมเห็นใบหน้าท่านทางทีวีสั้นๆ (และภาพใบหน้าในรูป) แต่รับรู้ถึงความมีเมตตาธรรมของท่านอย่างเปี่ยมล้น
ท่านขึ้นพูดในที่ประชุม กล่าวว่า ... อำนาจที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้มี 3 อย่างคือ
1) อำนาจที่จะเอาชนะกิเลส
2) อำนาจที่จะแสวงหาปัญญา และทำให้เรามีปัญญา
3) อำนาจแห่งการให้ อำนาจที่จะแบ่งปัน มีเมตตาธรรมต่อเพื่อนมนุษย์
การเจริญสติ เจริญสมาธิและปัญญา ท่ามกลางความวุ่นวาย ความทุกข์มหาศาลที่อยู่ใกล้ๆตัวเรา ... คงจะเป็นเรื่องที่ทำได้ลำบากมาก ... แต่หากเราพยายาม ถอนใจออกมาจากความทุกข์บ้าง เราก็อาจจะรู้ และเห็นทุกข์นั้น ... ซึ่งย่อมดีกว่า การเอาจิตใจ เวทนา และความคิด ตามเข้าไป ทับถมความทุกข์เข้าไป และก็ยิ่งดูเหมือนว่า มืดมน หมดหนทาง
ลองพิจารณาให้มีสติ ถอนจิตใจที่ถูกทับถมด้วยทุกข์ ความไม่เข้าใจต่างๆ ... อาจจะเห็นอะไร ที่เป็นสภาวะธรรมของจิตใจที่ดี ที่จะช่วยให้เข้าใจปัญหา และมองเห็นว่า หนทางที่ดีที่ถูกต้อง ที่เราพอทำได้ นั้นมีอะไรบ้าง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 14 ก.ย. 2550 (08:02) ขอบคุณครับสำหรับรูปดอกบัวของคุณ wawjula
การเจริญสติ การปฏิบัติธรรม ก็เพื่อให้เรามีความรู้สึกตัว รู้ ตื่น และเบิกบาน เหมือนกับดอกบัวที่บานนี้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 7 ต.ค. 2550 (18:11) สาธุ สาธุ สาธุ.......ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 8 ต.ค. 2550 (10:58) สวัสดีครับคุณ jane123
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 ธ.ค. 2550 (19:41) หรอคัฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ........
อืม.........
ไม่ได้อ่านหรอก....
55555555555+
โชคดีคัฟฟฟฟฟฟฟฟฟ...
จิงไจ
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 20 ก.ค. 2551 (17:36) ขอบคุณครับที่วันนี้เจอ/ได้อ่านเรื่องดีดี จะเก็บเป็นกำลังใจต่อไป ขอเจริญในธรรม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 8 พ.ย. 2551 (13:09) อืม การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นอย่างไรเหรอ ผมมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่าบางคนไม่ต้องมีใครชวนก็ขวนขวายปฏิบัติเอง แต่บางคนทั้งพูด ทั้งชวน ก็ไม่สนใจ คนที่ไม่สนใจอาจจะเพราะ ไม่รู้จะทำไปทำไม กิน เที่ยว เล่น อย่างนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ข้อธรรมในศาสนามีมากมาย จัดเป็นหมวดหมูjให้เลือกใช้ เช่นฆราวาสธรรม4 พรหมวิหาร4 เบญจศีลเบญจธรรม อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งการประพฤติตามธรรมเหล่านี้ก็จะพัฒนาชีวิตของเราให้ดียิ่งขึ้น เป็นการฝึกขัดเกลาตัวเราเอง อย่างจะตั้งตัว ก็ใช้ อุ อา กะ สะ เรื่องสมาธินี้เป็นของดี แต่บางคนชีวิตนี้ไม่เคยนั่งเลย บ่นว่าเมื่อยบ้างล่ะ ขี้เกียจบ้างล่ะ ใครที่ได้ลิ้มลองความสุขจากการทำสมาธิก็จะรู้สึกมีความรักที่จะทำ ไม่ต้องมีใครสั่งก็นั่งเอง เพราะเมื่อเรานั่งสมาธิรางกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินด์ซึ่งเป็นสารสุขออกมา พูดโดยภาพรวมแล้ว การปฏิบัติธรรมก็เพื่อชำระล้างกิเลส ซึ่ง กิเลสก็มีตระกูลหลัก ๆ อยู่ 3ประเภท คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งก็ต้องใช้ข้อธรรมให้ถกกัน เหมือนกับใช้ยาให้ถูกกับโรค ความโลภนี่ก็แก้ด้วยการทำทาน ความโกรธก็แก้ด้วยการรักษาศีล ส่วนความหลงก็แก้ด้วยการเจริญภาวนา