คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32584" type="text/javascript"></script>
อุดมคติอนุบาล
ท่านประธานและคณะ และท่านที่ดำเนินกิจการการศึกษา เพื่อประโยชน์แก่เด็กอนุบาล ทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นข้อแรก ในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ สรุปสั้นๆ ว่ามาช่วยการปรึกษาหารือกันในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ หรือของโลกก็ว่าได้ ซึ่งเป็น
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 21,605 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 12 September 2007, 12:29 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 December 2007, 10:59 am

หน้าที่ 1 - อนุบาล
มันก็จะมีปัญหาอยู่บ้างเหมือนกันคือคำว่า อนุบาล อนุบาล นี้มันหมายถึงอะไรกันแน่ คำว่าอนุ ไม่ได้แปลว่าน้อยอย่างเดียว มันแปลว่ารองลำดับ หรือตามลำดับ หรืออะไรได้อีกด้วย ทีนี้เราเรียกว่าอนุบาลก็หมายถึงเด็กเล็กๆ คงจะความหมายคำว่าน้อย เลยกลายเป็นเด็ก ทีนี้ก็จะอนุบาลกันในรูปไหน ถ้ามันไม่เรื่องทางจิตใจเข้าไปรวมอยู่ด้วยแล้ว การอนุบาล ศึกษาอนุบาลก็ไม่ผิดอะไรกับการเลี้ยงลิงแหละ ซึ่งมันไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นต้องนึกให้ดีว่าหัวใจของมันอยู่ตรงไหน ทำไมจึงต้องมีการศึกษาประเภทนี้ นี้เป็นข้อแรกที่อาตมาอยากจะทำความเข้าใจ



เหตุผล ไม่ต้องมีการศึกษาระบบนี้ ข้อนี้มันลึก มันอยู่ลึก ต้องเรียนรู้ถึงเรื่องของมนุษย์ โดยเฉพาะสัญชาตญาณซึ่งเป็นสิ่งที่มีประจำอยู่ในสิ่งที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นอะไร ถ้ามันเป็นสิ่งมีชีวิต มันก็มีความรู้สึกได้เองที่เรียกว่าสัญชาติญาณ มันเป็นของที่ธรรมชาติให้ติดตัวมาเป็นสมบัติ ถ้าไม่มีสัญชาตญาณแล้วมันก็มีชีวิตไปไม่ได้ ฉะนั้นมันต้อมีสัญชาติญาณ สำหรับจะให้รู้การดำรงชีวิต นี่สัญชาติญาณก็มีหลายแขนง



53068





53069




แต่แขนงที่สำคัญที่สุดก็คือสัญชาติญาณแห่งความมีตัว มีตัว มีตัวฉันนั่นแหละ คือสัญชาติญาณอย่างนี้ สัญชาติญาณมีตัวฉันนั่นแหละมันทำให้คลอด สัญชาติญาณแสวงหาอาหาร ต่อสู้หนีภัย กระทั่งสืบพันธุ์กันไปตามเรื่อง เพื่อจะไม่สูญพันธุ์ เพื่อชีวิตจะยังอยู่ แต่ละจุดศูนย์กลางของสัญชาติญาณ ก็คือสัญชาติญาณว่ามีตัวคือมีตัวฉัน มนุษย์ก็ดีสัตว์เดรัจฉานก็ดี ก็มีความรู้สึกลึกๆ มีความรู้สึกมีตัวเหมือนกันนั่นแหละ แต่คนไม่รู้มาหาว่าไม่มีด้วยซ้ำไป การศึกษาบางแขนง หาว่าต้นไม้ไม่มีชีวิต ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความรู้สึก พ้นสมัยแล้ว รู้แต่ว่าต้นไม้ก็มีความรู้สึกที่จะต่อสู้ เพื่อจะยังอยู่ เพื่อจะสืบพันธุ์อะไรต่างๆ สัญชาติญาณแห่งความมีตัว สัญชาติญาณแห่งความมีตัวเนี่ยผิดกันกับความเห็นแก่ตัว ขอให้สังเคราะห์สังเกตไว้ สัญชาติญาณแห่งความมีตัวติดมากับชีวิตเลย ทารกในครรภ์ก็มีสัญชาติญาณแห่งการมีตัวเตรียมพร้อม เมื่อเขาคลอดออกมาจากท้องมารดาแล้ว เจอสิ่งแวดล้อมแล้วเนี่ย มันจะเดินไปต่อไปจากสัญชาติญาณความมีตัว กลายความรู้สึกที่เห็นแก่ตัว ซึ่งไม่ใช่สัญชาตญาณอันถูกต้องที่แท้จริง เมื่อเด็กอยู่ในครรภ์ไม่ได้รับรสอร่อยอะไร ก็ไม่มีความรู้สึกคิดนึก



พอออกมาจากครรภ์แล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของมัน ได้รับการสัมผัส ได้รับการแวดล้อม ได้รับการบำรุง มันมีสิ่งที่ถูกใจ ถูกใจ ความถูกใจทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวยิ่งขึ้นไป ยิ่งถูกใจก็ยิ่งต้องการ ยิ่งถูกใจก็ยิ่งยึดมั่นถือมั่น มันก็ยิ่งจะคลอดออกไปเป็นความเห็นแก่ตัว เมื่อเรามาดูสัญชาติญาณแห่งความมีตัวล้วนๆ บริสุทธิ์ มันจะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว คือสัญชาตญาณที่เดินไปฝ่ายกิเลส ถ้ามันได้รับการปลูก ถ้ามันได้รับการอบรมแวดล้อมที่ดี สัญชาตญาณแห่งความมีตัวจะเดินไปฝ่ายโพธิซึ่งตรงกันข้าม


เดี๋ยวนี้ตามธรรมดาที่เป็นอยู่ในมนุษย์นี่มันไม่มี มันไม่มีที่จะเดินไปทางฝ่ายโพธิ เพราะมันปล่อยไปตามเรื่องตามราว ให้เด็กๆ ได้รับความพอใจ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว จนเต็มรูปแบบ สัญชาตญาณแห่งความมีตัวอันบริสุทธิ์ มันจะกลายไปเป็นความเห็นแก่ตัว คือกิเลสไม่ใช่โพธิ ดังนั้นเราจะต้องกั้นกระแส ปิดกั้นกระแสแห่งสัญชาตญาณบริสุทธิ์ ที่มันจะเดินไปฝ่ายกิเลส อย่าให้มันเดินไป ให้มันเดินไปฝ่ายที่ถูกต้อง ให้มันเดินไปทางแห่งโพธิ มันมีจุดเริ่มต้นที่เด็กๆ พอมันเริ่มเกิดขึ้นมันก็เริ่มเดินไปฝ่ายกิเลส ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นตามความเติบโตของเด็กๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปิดกันกระแสนี้ ให้ถูกต้อง เนี่ยคือเหตุผล


เหตุผล เหตุผลข้อเดียวที่จะต้องมีการศึกษาระบบอนุบาล เพื่อกันกระแสสัญชาตญาณของทารก ของเด็กๆ มันให้เดินไปถูกทาง ไปฝ่ายโพธิ อย่าได้เดินไปฝ่ายกิเลสเลย ขอให้วันนี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมจะต้องจัดการศึกษาระบบอนุบาล ขอให้มีความหมายคำคำนี้ที่ถูกต้อง จะไม่เดินตามก้นฝรั่งมากเกินไป อนุบาลของฝรั่งจะเป็นอย่างไรอาตมาก็ไม่ค่อยจะรู้ แต่เชื่อว่ามันไม่เคยมีเรื่องทางจิตใจ และมันก็ไม่มีความหมายอย่างที่ว่านี้ ที่จะควบคุมหรือสกัดกั้นกระแสสัญชาตญาณที่รู้สึกว่ามีตัวเนี่ย อย่าให้เดินไปทางเห็นแก่ตัว กิเลส ให้เดินไปทางโพธิ กิเลสบนความถูกต้อง นี่เป็นเหตุผล อยู่ลึกแต่ก็จำเป็นที่สุดที่จะต้องจัดการ การศึกษาอันนี้ให้ถูกต้อง เอาล่ะเป็นอันว่าเหตุผลของการจัดการศึกษาอนุบาลก็เพื่อจำกัดกระแสสัญชาตญาณของทารกให้เดินไปฝ่ายโพธิ ไม่ให้เดินไปฝ่ายกิเลส

ทีนี้ปัญหามันมีอยู่ที่แล้วมามีแต่ปล่อยให้เดินไปฝ่ายกิเลส เพราะไม่มีอะไรควบคุม เพราะเด็กๆ ได้รับการดูแลเหมือนกับเลี้ยงลิงนั่นแหละ เด็กมันชอบจะกินอะไร พ่อแม่ก็มีแต่จะสนองให้เสนอให้ มันจึงเกิดความเข้าใจผิดที่ว่าพ่อแม่จะสนองความต้องการให้แก่เรา เมื่อเราเรียกร้องความพอใจ พ่อแม่ก็แหละก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรนอกจากความรัก ความรักก็จะทำให้ตาบอด จะเอาอะไรก็ให้มันทั้งนั้น มันจะเล่นหัว จะสนุกสนาน ส่งเสริมทั้งนั้น


นั่นคือส่งเสริมสัญชาตญาณความมีตัวให้ค่อยๆ กลายเป็นความเห็นแก่ตัวไม่มีพ่อแม่คนไหนพาลูกเด็กๆ ไปที่ร้านของเล่นที่แปลกๆ แพงๆ แล้วก็บอกลูกว่าไอ้ทั้งหมดนี้ เค้ามีให้เราโง่นะลูกเอ๋ย ไม่มีใครทำอย่างนี้ มีแต่ว่ามึงจะเอาอะไร กูจะซื้อให้ จะแพงเท่าไหร่ก็ไม่ว่าเนี่ยนั้นมันเป็นอย่างนี้ เรื่องของเอร็ดอร่อย สนุกสนานก็เหมือนกัน ไม่ได้มองในแง่ที่ทำให้เด็กมันโง่ เข้าใจผิด คือหลงใหลในสิ่งนั้น เกิดความเห็นแก่ตัวเป็นแน่นอน


นี่มันเป็นปัญหาที่ว่าทำอย่างไรลูกเด็กๆ ของเราจะได้รับการแวดล้อมที่ถูกต้อง อย่างได้เกิดความเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นมา เพิ่มขึ้นมา มันโทษใครก็ไม่ได้ ขนบธรรมเนียมประเพณีมันก็เป็นแบบนี้ ทุกคนที่แวดล้อมเด็กก็จะมีแต่พูดว่า ของหนู ของหนู พ่อของหนู แม่ของหนู อะไรก็ของหนู เป็นของหนู เป็นของตัวไปหมด เด็กก็เข้าใจไปทำนองนั้น สัญชาตญาณที่เป็นเพียงความมีตัวล้วนๆ ก็ค่อยกลายเป็นสัญชาตญาณแห่งความเห็นแก่ตัว


จนกระทั่งเลยความพอดี มันเรียกร้องมากเกินไป นี่เราก็ไม่รู้ว่าจะโทษใคร วัฒนธรรมประจำชาติ ประจำบ้านเรือนมันก็ไม่มี ที่จะสอนให้เด็กเล็กๆ เข้าใจถูกต้องมาตั้งแต่เล็กๆ ถ้าว่าเด็กมันเดินไปชนเก้าอี้ พ่อแม่ พี่เลี้ยงก็ตีเก้าอี้ ช่วยกันตีเก้าอี้ ให้เด็กมันหายร้องไห้ เข้าข้างลูก เข้าข้างหนูไว้ นี่มันก็ส่งเสริมความมีตัวความเห็นแก่ตัว เด็กๆ ก็มีความรู้สึกเป็นตัวกู ตัวกู ตัวกู มากขึ้นมา ขึ้นมาตามความเห็นแก่ตัว แล้วมันก็จะเกิดความรู้สึกเป็นของกู ของกู ของกู ขึ้นมาตามความรู้สึกที่มีตัวกูปัญหามันจึงเกิดขึ้น มีบาดนิ้วมือ มันก็บอกว่ามีดบาดกู เอาสิ มันไม่ได้รู้สึกว่ามีดบาดนิ้วมือนิดนึง หรือว่าเหล็กมันผ่านเข้าไปในเนื้อ มันเรียกว่ามีดบาดกู กูจะตาย อะไรก็ไม่รู้ หน้าซีดเป็นลมหมดแล้ว


นี่แหละความเห็นแก่ตัวกูมันเจริญขึ้นมาโดยควบคุมไว้ไม่ได้ มันก็เจริญไปทางฝ่ายกิเลส เป็นความโลภ เป็นความโกรธบ้าง เป็นความหลงบ้าง ถูกใจมากก็รักเป็นความโลภ ไม่ถูกใจมันก็โกรธเป็นความโกรธ ไม่รู้จะเป็นอย่างไรก็หลงวนเวียนอยู่อย่างนั้น สงสัยกันอยู่นั่น ฉะนั้นก็ก็ให้รู้ว่ามันมีเหตุผลที่สุดแล้วในการที่จะจัดการศึกษาอนุบาลให้เป็นรูปเป็นร่าง และถูกต้องตรงตามความจริงของธรรมชาติ เราก็ยังใช้หลักเกณฑ์ของธรรมชาติต่อไปที่จะจัดการศึกษาอนุบาลให้ได้ตามที่ปรารถนา



อาตมานึกถึงวัฒนธรรมประจำบ้านเรือนที่จะส่งเสริมให้ลูกเด็กๆ เค้าเข้าใจถูกต้องในสิ่งแวดล้อมทุกๆ อย่างจนไม่เกิดไขว้เขวเป็นอื่น เป็นความโง่ เป็นไสยศาสตร์ เป็นอะไรไปก็ไม่รู้ เป็นความผิดพลาดเข้าใจผิดร้ายแรง คือเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวซึ่งมีปัญหามาก ปัญหาทั้งโลก เราจะต้องจัดการ ที่จะสอนเด็กกันอย่างไร จะอบรมกันอย่างไรในเมื่อลูกเด็กๆ ไม่มีพื้นฐานอะไรมาก่อนเลย ไม่มีความรู้อะไรมาก่อนเลย มันก็มีแต่จะต้องบรรจุเข้าไป ทีนี้จะบรรจุกันอย่างไร เขาไม่มีความรู้พื้นฐานอะไรมาเลย นอกจากตัวกู ของกู กูควรจะได้ตามที่กูต้องการ แม้ที่สุดแต่ว่าความรักพ่อแม่ก็ไม่ได้มีหรอก จนกว่าไอ้ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว พ่อแม่ตามใจ อะไรก็ได้ตามใจ ก็เกิดความรักพ่อแม่เพราะความเห็นแก่ตัว มันก็กลายเป็นส่งเสริมความเห็นแก่ตัว เดี๋ยวนี้เราจะให้เด็กเกิดความรู้ที่ถูกต้อง แท้จริงขึ้นมาอย่างไร

อาตมาขอเสนอวิธีการสอนด้วยการถาม ให้เด็กเกิดความรู้สึกขึ้นมาได้เอง ไม่ต้องอาศัยคำสั่งสอน ให้เด็กๆ เขารู้ขึ้นในใจว่ามันเป็นอย่างนั้น ถึงจะถามว่าใครรักเรามากที่สุดในโลก ใครรักเรามากที่สุดในโลกให้คิดอย่างเสรี เด็กๆ ก็จะคิดไปในทางออกที่บอกว่าพ่อแม่ พ่อแม่ เกิดมาเองได้ไหม เกิดมาจากโพรงไม้ไหม เกิดมาจากไหน มันก็เกิดมาจากพ่อแม่ ใครให้นมกิน ใครให้เสื้อ ใครให้ผ้า ใครให้กางเกง ใครให้รองเท้า ใครให้ขนม ใครให้ ให้มันเกิดความรู้สึกออกมาจากเด็กเอง จะถามว่าออมสินไหนบ้างเบิกเงินได้ตะพึดโดยไม่ต้องฝาก เนี่ย เด็กทุกคนจะมองออก ออมสินไหนบ้างเบิกเงินได้โดยไม่ต้องฝาก แล้วมันจะเกิดความรู้สึกในพ่อแม่ ในพ่อแม่ ในพ่อแม่ ในพ่อแม่


เพราะฉะนั้นของให้ฝังหมุดตัวแรกลงไปที่พ่อแม่ หรือความรักพ่อแม่ ฝังหมุดตัวสำคัญตัวหลักฐานลงไปที่ความรักพ่อแม่ เราจะต้องซ้ำทุกวันให้สูงยิ่งขึ้นไป แม้คำถามง่ายๆ ว่า พ่อแม่เกิดมาต้องถาม เพิ่มขึ้นทุกวัน ให้ลึกขึ้นไปทุกวัน ให้เห็นว่าชีวิตนี้ได้มาจากพ่อแม่ ให้ความรู้สึกในพระเดชพระคุณของพ่อแม่มากขึ้นทุกวัน ทุกวันๆ คำถามมีใจความเดียวนั่นแหละแต่ว่าถามให้มากขึ้น ให้ลึกขึ้น ให้สูงขึ้นทุกวัน ทุกวัน เป็นอันว่าฝังหมุดหลักฐานลงไปในจิตใจของเด็กนั้นได้สำเร็จ มีความรักพ่อแม่อย่างสุดชีวิตจิตใจ ด้วยความรู้สึกของเหตุผลที่เกิดขึ้นเพราะเราชักจูง อย่าปล่อยไปตามลำพังว่าพ่อแม่ตามใจเราทุกอย่าง ให้เราได้ของอร่อย ได้ของเล่น เพียงเท่านั้นมันไม่พอ มันจะนำไปทางกิเลส มันจะนำไปทางเห็นแก่ตัว ถ้าจะนำไปทางโพธิมันก็ต้องมีเหตุผลที่ทำให้เขามองเห็นชัดขึ้นมาเป็นเหตุผลเป็นความถูกต้อง ว่าพ่อแม่นี้คือ พระเดชพระคุณ หรือยิ่งกว่าพระเดชพระคุณ ยิ่งกว่าผู้ใด ถ้ามันมีหมุดอันนี้ปักลงไปได้สำเร็จแล้ว อันอื่นมันก็จะเกาะหมุดอันนี้ คุณธรรมอันอื่นมันจะอาศัยเกาะอยู่ที่หมุดอันนี้คือความรักพ่อแม่ ที่จิตใจ โตขึ้นมันไม่สามารถจะทำให้พ่อแม่น้ำตาไหล เดี๋ยวนี้มันไม่มีหมุดตัวนี้ฝังอยู่ในใจ วัยรุ่นทุกคนพร้อมจะทำให้พ่อแม่น้ำตาไหล แล้วก็ได้เป็นอยู่จริง มันจึงเป็นอันว่าต้องฝังหมุดตัวแรกคือรักพ่อแม่อย่างสุดชีวิตจิตใจ

เอาละที่นี่เราก็จะดูกันต่อไปว่ามันมีเด็กชนิดไหนที่เราต้องการ เด็กชนิดไหนที่เราต้องการ หรือคำว่าเด็กมันมีความหมายว่าอะไร ได้ยินเขาว่ากันว่าเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เท่านั้นมันไม่มีความหมายอะไร ใครๆ ก็มองเห็น ต้องมองเห็นให้ลึกกว่านั้น ว่าเด็กมันคืออะไร ควรจะมองกันให้ไกลกันถึงว่า เด็กมันคือผู้สร้างโลกในอนาคต เป็นพระเจ้าผู้สร้างโลก หรือเป็นผู้ร่วมมือกับพระเจ้าในการจะสร้างโลกในอนาคต ถ้าเด็กของเราเป็นอย่างไรโลกในอนาคตจะเป็นอย่างนั้นไม่ต้องสงสัย มันเหตุผลเกินกว่าเหตุผล เด็กของเราเป็นอย่างไรโลกในอนาคตจะเป็นอย่างนั้น


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,449 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

อุดมคติอนุบาล [21,606]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [521,519]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [372,738]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [288,728]
Global Warming { English } [119,829]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.