คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32584" type="text/javascript"></script>
อุดมคติอนุบาล
ท่านประธานและคณะ และท่านที่ดำเนินกิจการการศึกษา เพื่อประโยชน์แก่เด็กอนุบาล ทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นข้อแรก ในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ สรุปสั้นๆ ว่ามาช่วยการปรึกษาหารือกันในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ หรือของโลกก็ว่าได้ ซึ่งเป็น
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 22,822 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 12 September 2007, 12:29 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 December 2007, 10:59 am

หน้าที่ 2 - การฝังหมุดรักพ่อแม่
ฉะนั้นเราสร้างโลกในอนาคตได้โดยสร้างเด็ก หรือผ่านทางเด็ก แล้วเด็กมันก็จะเป็นผู้สร้างโลก จะพูดให้เต็มแบบก็ครูสร้างโลกโดยผ่านทางเด็ก เด็กเป็นผู้สร้างโลก งั้นต้องสร้างเด็กให้ดี ให้เหมาะที่จะไปสร้างโลกให้งดงาม ลองคำนวณดูว่าโลกข้างหน้านั้นจะมีอารยธรรมอย่างไร วัฒนธรรมอย่างไร คุณธรรมอย่างไร มันขึ้นอยู่กับตัวเด็กว่าได้รับไว้อย่างไร เราสร้างเด็กไว้อย่างไรนั่นเอง เราสร้างเด็กให้มีคุณธรรมอย่างไร โลกในอนาคตก็จะมีอย่างนั้น ฉะนั้นของให้มุ่งว่าเด็กเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต ทีนี้มันก็อยู่ที่ว่าผู้ใหญ่จะโง่หรือฉลาดพอจะสร้างเด็กในอนาคตได้หรือไม่ เป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ที่จะสร้างเด็กให้เป็นผู้สร้างโลกในอนาคตได้หรือไม่ ถ้าเรายุติกันอย่างนี้เราก็เห็นว่าการอบรมเด็ก การให้การศึกษาแก่เด็กให้ถูกต้องนั่นแหละ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นความรอดของมนุษย์ เป็นความรอดของโลกในอนาคต



เด็กจะต้องได้การฝังหมุดรักพ่อแม่ อย่างที่ว่ามาแล้วแล้วมันก็ค่อยๆ มีคุณธรรมอันอื่นขยายออกไปเอง ถ้าจุดนี้มันแน่นอนตายตัว ความซื่อสัตย์ต่อพ่อแม่ ความรักพ่อแม่ ความกตัญญูต่อพ่อแม่มันก็จะมีขึ้นมา แล้วมันก็จะมีความอดกลั้น อดทน เสียสละ มีน้ำใจนักกีฬา อะไรให้มันพอ แก่การที่จะตอบสนองต่อพ่อแม่ที่มันรักอย่างสุดจิตใจ นี่หัวข้อหลักๆ มีอยู่อย่างไรก็ให้ลองไปคิดกันต่อ ที่จริงมันก็มีไม่มากนักถ้ามันมีความกตัญญู ความเสียสละ น้ำใจนักกีฬา มันก็พอที่จะสนอง...อันนี้ได้

ทีนี้เราจะลองเหลือบไปดูทางพระพุทธเจ้าว่าท่านตรัสไว้อย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าลูกหรือบุตรไว้หลายๆ รูปแบบ แต่ในที่สุดท่านสรุปไว้ว่า ไอ้บุตรที่เชื่อฟังคือบุตรที่ดีที่สุด (เสโถบุตตานังโยจบุตร) (บุตตานมัสโส) ที่มันเชื่อฟังบิดามารดานั่นแหละที่ดีที่สุด ท่านไม่ได้ตรัสว่าบุตรที่ฉลาดที่สุด หรือที่รวยกว่าบิดามารดา ก็เป็นแต่บุตรที่เชื่อฟังเป็นบุตรที่ฉลาดที่สุด เพราะว่าบุตรที่เชื่อฟังมันไม่สร้างปัญหา มันไม่ทำให้พ่อแม่น้ำตาตก มันช่วยยกพ่อแม่ขึ้นมาจากนรกได้ด้วยการหยุดนั่น โดยแท้จริง บุตรที่เชื่อฟังมันทำอะไรได้ทุกอย่าง


53071




ทีนี้ปัญหามันเกิดขึ้นมาเพราะว่าบุตรมันไม่รักพ่อแม่มันไม่เชื่อฟังพ่อแม่ มันพร้อมที่จะหลอกลวงพ่อแม่ แล้วบุตรสมัยนี้มันเลวจนถึงว่า มันฆ่าพ่อแม่ หนังสือพิมพ์ยังหาได้แทบทุกเดือนที่บุตรมันฆ่าพ่อแม่ เพราะขัดใจเป็นเสียอย่างนี้ ถ้าบุตรมันเชื่อฟังอย่างเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร ถึงพ่อแม่มันโง่เง่าอย่างไรก็ไม่ได้ทำให้เกิดเรื่องอะไรขั้นมาได้ งั้นเด็กๆ นี้จะต้องมีหลักการที่ว่ายังเล็กอยู่ยังรู้อะไรด้วยตนเองไม่ได้ก็ต้องเชื่อฟัง ก็ต้องเชื่อฟังพ่อแม่

เอออีกข้อหนึ่ง อาตมาจะพูดเดี๋ยวนี้ จะต้องยืนยันว่าเด็กก็จะต้องมีคุณธรรม ธรรมะ ที่สูงสุดที่ใช้ไปนิพพานนั่นแหละ ธรรมะพวกไหนที่ใช้ไปสู่นิพพานก็ต้องเอามาให้เด็ก ใช้ด้วยเหมือนกัน อริยะมรรคมีองค์แปด (โคชงเจ็ด) อะไรก็ตาม ที่เป็นเรื่องไปนิพพานนั่นแหละ ขอให้ลดระดับลงมา ปรับปรุงลงมาจนใช้กับเด็กๆ ได้ เรื่องอริยสัจก็พูดจนเด็กเข้าใจ ทุกข์มันมีเหตุ ดับทุกข์ต้องดับที่เหตุ พระพุทธเจ้าไม่ให้ดับที่ความทุกข์แต่ให้ดับที่เหตุแห่งความทุกข์ เรื่องอริยะมรรคมีองค์แปด ถูกต้องแปดประการนี่เด็กก็ควรจะรู้


แล้วธรรมสูงสุดที่ทำให้บรรลุมรรคผลได้ ที่แปลกหู ที่ไม่เคยได้ยินว่า อตัมมะยะตา รู้จักสิ่งนั้นๆ ดีจนกระทั่งรู้สึกว่าเอากับมันไม่ได้อีกต่อไป คำว่าอตัมมะยะตาแปลว่าไม่อาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป ตัวหนังสือน่ะ แต่ใจความสำคัญก็คือพูดอย่างนี้ พูดได้ว่าอย่างนี้ กูจะไม่เอากับมึงอีกต่อไป การที่เด็กจะละความเลวความชั่ว หรืออบายมุขหรืออะไรของเด็กๆ นั้น ถ้ามันไม่มีความรู้ถึงขนาดเป็นอตัมยตามันก็ละไม่ได้ มันจะเป็นเกเรเสเพลเรื่อยไป มันจะไม่ละเฮโรอีนไปไม่ได้ มันจะละอะไรไม่ได้ไปเสียทุกอย่างที่จะต้องละ เรื่องนี้มันสูง สูงในขั้นที่ว่าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ธรรมะจิตตะตา ธรรมะญามะตา ธรรมะปัตตะยะตา สุญญัตตา ตถาตา) ถึงที่สุดแล้วจึงมีอตัมยตาที่จะละสังขาร ละความยึดถือมั่นในขันธ์ห้า หรือในโลก หรือในรูป ในนามอะไรก็ตาม ต้องเห็นอตัมยตา ต้องมีอตัมยตาคือมันรู้ว่ามันเลวจนขนาดที่จะเอากับมันไม่ได้อีกต่อไป สูงสุดเป็นพระอรหันต์นั่นแหละเอามาใช้กับเด็กๆ ได้ คำว่าอตัมยตา มองเห็นชัดว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้ อาศัยด้วยกันไม่ได้ เลิกกันที หย่าขาดกันที เด็กๆ ของเราก็จะละอะไรได้ จะละอบายมุขก็ได้ จะละสันดานชั่วๆ ก็ได้



ไอ้คำว่าสูงสุดก็ต้องรู้จักดึงเอาลงมาใช้ เอามาใช้ ได้แก่เด็กๆ อย่างนี้ดูจะไม่สนใจกันเลย ก็จะมีความเห็นตรงกันข้าม ตัดบทเสียทีเดียวว่าเอามาใช้กับเด็กๆ ไม่ได้ อาตมาเคยประสบมาแล้วไม่ต้องออกชื่อว่าใคร เค้ายืนยันอย่างนั้นว่าใช้กับเด็กๆ ไม่ได้ ทุกอย่างที่จะเอามาใช้ปรับปรุงมาใช้กับเด็กๆ ได้ เค้าจะละสิ่งที่ควรละ ทำสิ่งที่ควรทำ คอยนึกถึงข้อนี้ด้วย เอาธรรมะประเสริฐของพระพุทธเจ้าเอามาใช้กับเด็กได้ทุกระดับ ทุกข้อของธรรมะเอามาใช้เป็นบทตั้งสำหรับ ถาม ถาม ถาม ให้เด็กมันรู้สึกได้เอง ถ้ามันไม่รู้สึกว่ามันเลว มันเหลวจนอยู่กับมันไม่ได้ มันจะละได้อย่างไร มันจะละได้อย่างไร เด็กๆ ก็พอจะรู้ เราจะละอะไรที่ครูสอนให้ละ ที่พ่อแม่ต้องการให้ละแล้วจะต้องรู้ถึงเมื่อไม่ได้จริงๆ อยู่กับมันไม่ได้จริง เช่นขันธ์ห้าเนี่ยมายึดถือเอาเรื่องปาทานเป็นของกู กัดเอา กัดเอาเป็นทุข์ เด็กๆ ก็เข้าใจว่ายึดถือสิ่งใดสิ่งนั้นแหละมันกัด รักสิ่งใดสิ่งนั้นแหละมันกัด


อันนี้มันก็เข้าใจได้ แล้วก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่น หมายมั่นสิ่งใด้ให้มันกัด มันเป็นความรู้ชั้นอรหันต์แต่นำมาใช้กับเด็กได้ แล้วมันก็เป็นหมันอยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครเคยเอามาใช้ ไม่เคยคิดจะใช้แล้วก็กลัว กลัวไม่กล้าเอามาใช้ ถ้าเราพูดขึ้นเขาก็ว่าเราบ้าๆ บอๆ อวดรู้ ที่จริงนะธรรมะมันอันเดียวกัน ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะในกรณีไหน มันมีหลักการอันเดียวกันที่จะบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกู เด็กๆ ควรจะรู้มาตั้งเล็กๆ เท่าที่ควรจะรู้แล้วก็ขยายขึ้นขยายขึ้น ถึงจะมาเสนอธรรมะสูงสุด อตัมยตา ถ้าเรารู้ว่าอาศัยสิ่งนี้ไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว เป็นอยู่ในสิ่งนี้ อาศัยสิ่งนี้ ไม่ได้ต่อไปอีกแล้วขอหย่าขาดจากกัน งั้นใครจะหย่าขาดจากขวดเหล้า จะหย่าขาดจากบุหรี่ จะหย่าขาดจากอะไรก็ขอให้ใช้อตัมยตาเถิด มันจะละได้

เมื่อเด็กๆ มีหมุดฝังลงไปว่าบิดามารดาเป็นที่รักสูงสุด และในโลกนี้ไม่มีใครรักเราไปยิ่งกว่าบิดามารดา ก็สามารถที่จะปลูกฝังความคิดนึกลงไปในลูกเด็กๆ เหล่านั้นว่าเราจะต้องเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เลยออกไปถึงจะต้องเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ บิดามารดาก็เหมือนครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ก็เป็นบิดามารดาในลักษณะหนึ่ง และนั่นก็จะต้องเป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน อย่างนี้เราเปรียบเทียบกันในเรื่องจริยธรรม เราต้องการให้เด็กๆ เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เป็นสาวกที่ดีของพระศาสนา เป็นมนุษย์ที่ดีของความเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยม

ทีนี้ขอให้นึกถึงข้อแรกๆ เป็นบุตรที่ดีของบิดามารดานั่นคืออย่างไร ให้เขาเข้าใจ ให้เขารู้จัก ให้เขาสมัครที่จะเป็น อุทิศที่จะเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา ปัญหาจะได้หมด ถ้าเด็กมันสมัครมอบกายถวายชีวิตเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดาแล้วปัญหามันจะไม่มี เพราะมันจะไม่ทำสิ่งที่ขัดใจหรือขัดความประสงค์ของบิดามารดา มันก็เลยทำผิดอะไรไม่ได้ ดังนั้นเด็กๆ จะต้องมีความรู้ครบเรื่องทางวัตถุ ทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ


แม้ไม่รู้มากเท่าที่ผู้ใหญ่รู้ แต่ก็ต้องรู้ แต่ก็ต้องรู้ ทางวัตถุร่างกายเป็นอย่างไร ทางวัตถุล้วนๆ เป็นอย่างไร ทางร่างกายเนื้อหนังเป็นอย่างไร ทางจิตเป็นอย่างไร ทางวิญญาณคือสติปัญญานั้นเป็นอย่างไร คำนี้มันยืมมาใช้ไม่รู้จะใช้ยังไงดีคำว่าวิญญาณ วิญญาณ เพื่อจะเทียบกับคำว่า spiritual ของฝรั่ง ทางวิญญาณ ให้เด็กๆ รู้ว่าเราก็มีวัตถุอาศัยวัตถุ มีร่างกายอาศัยร่างกาย เราก็มีจิตเป็นเครื่องมืออันสำคัญ เราก็ต้องมีคุณธรรม



คุณสมบัติของจิตคือสติปัญญาที่ถูกต้อง ถ้ามันมีจิตล้วนๆ ไม่ได้มีสมาธิก็ทำอะไรไม่ได้ ให้เด็กรู้เรื่องว่าจะต้องมีความรู้ที่ถูกต้อง จะมีจิตที่ดี มีร่างกายที่ดี แล้วก็จะมีวัตถุ บ้านเรือนเครื่องใช้ไม้สอยที่ถูกต้อง จะต้องรู้เรื่องนี้ครบ เดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่บางคนก็ยังไม่รู้ ที่จะต้องพูดกันตรงๆ ว่าผู้ใหญ่บางคนก็รู้แต่เรื่องวัตถุ เรื่องกาย เรื่องปาก เรื่องท้อง ไม่รู้เรื่องชีวิตจิตใจ ไม่รู้เรื่องทางวิญญาณ แล้วจะสอนเด็กให้รู้เรื่องเหล่านี้อย่างไรได้


ฉะนั้นขอให้เด็กได้รู้เถอะว่ามันมีเรื่องเป็นเรื่องๆ เรื่องวัตถุในบ้านเรือนของเราจะต้องถูกต้อง วัตถุสิ่งใช้ไม้สอยอะไรก็ตาม ร่างกายของเราจะต้องถูกต้อง จะต้องมีคุณสมบัติดีเต็มที่ จิตของเราจะต้องมั่นคง ต้องมีกำลัง ต้องมีสติปัญญาความรู้ของจิตที่ถูกต้อง มีความคิดความเป็นเป็นสัมมาทิฐิ ทรัพย์สมบัติอันเลิศ เดี๋ยวนี้เด็กไม่ได้รับคำสั่งสอนให้จัดเป็นแผนกๆ ให้จัดให้มันถูกต้องอย่างนี้ รู้จักแต่เรื่องเอร็ดอร่อยสนุกสนาน บูชาสิ่งเหล่านั้น มันก็เลยเป็นรากฐานของกิเลศ เป็นการส่งเสริมของกิเลสไม่มีที่สิ้นสุด ทางฝ่ายโพธิมันก็รกปิดตันไปเลย



53079



แล้วมันจะมีไอ้ความรู้ที่เป็นสติปัญญาได้อย่างไร แต่ก็สงสัยเหมือนกันว่าพูดอย่างนี้จะเกินไปแล้วก็ได้ บางคนอาจจะเห็นว่าบ้าแล้ว พูดเกินไปแล้ว แต่อาตมาว่าไม่เกินหรอก เด็กๆ ควรจะต้องรู้ถึงขนาดนี้แม้ในระดับเบื้องต้น ในระดับพื้นฐาน

เด็กๆ ก็จะต้องรู้ต่อไปถึงเรื่องความจริง ความจริงของธรรมชาติ ความจริงของธรรมชาติ ธรรมชาติอันแท้จริง ไม่งมงายเป็นไสยศาสตร์ ไม่มีปัญหาเรื่องผีๆ สางๆ เรื่องอะไรเหล่านี้ที่ผู้ใหญ่ทำให้เค้าโง่ เด็กในท้องไม่กลัวผี ไม่รู้จักกลัวผี มารู้จักกลัวผีเมื่อผู้ใหญ่มาพูดในทำนองว่ามันโง่ ถามเด็กๆ ดีสิว่าหมากลัวผีไหม หมากลัวผีไหม เอาไปดูกันป่าช้าตามที่ไหนก็ตาม ถ้าหมาไม่กลัวผีทำไมหนูจะต้องกลัวผีเล่า


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 1) หน้าถัดไป (หน้า 3) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,245 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

อุดมคติอนุบาล [22,823]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,257]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,123]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [415,892]
Global Warming { English } [159,131]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.