วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32584" type="text/javascript"></script>
อุดมคติอนุบาล
ท่านประธานและคณะ และท่านที่ดำเนินกิจการการศึกษา เพื่อประโยชน์แก่เด็กอนุบาล ทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นข้อแรก ในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ สรุปสั้นๆ ว่ามาช่วยการปรึกษาหารือกันในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ หรือของโลกก็ว่าได้ ซึ่งเป็น
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 24,386 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 12 September 2007, 12:29 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 December 2007, 10:59 am

หน้าที่ 5 - สิ่งสูงสุด คือ หน้าที่
ถ้าเราเคารพหน้าที่ปัญหามันจะหมด ฉะนั้นสิ่งสูงสุด คือ หน้าที่ สูงจนพระพุทธเจ้าก็เคารพ เพราะมันสูงจนไม่มีใครช่วยได้นอกจากหน้าที่ เราอาจจะบอกเด็กๆ ได้ว่าให้พระเจ้า พระเป็นเจ้ามาสักฝูงหนึ่งมันก็ช่วยไม่ได้ ถ้าคนนี้มันไม่ทำหน้าที่เอง ถ้าคนๆ มันไม่ทำหน้าที่อะไรเลยให้พระเจ้ามาสักฝูงหนึ่งก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ช่วยได้จริงๆ ก็คือหน้าที่

หน้าที่นี้รู้จักกันมาก่อนสมัยพระพุทธเจ้าเกิดโน่น แต่เป็นหน้าที่ต่ำๆ แล้วหน้าที่ก็รู้จักสูงขึ้นมา สูงขึ้นมา จนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ท่านสอนหน้าที่สูงสุด บรรลุมรรคผลนิพพานก็เรียกว่าหน้าที่อยู่นั่นแหละ ทุกคนจะต้องรู้ว่าหน้าที่คือสิ่งที่จะช่วยให้รอดตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด เคารพหน้าที่ บูชาหน้าที่ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านเคารพธรรมะคือหน้าที่ ท่านทำหน้าที่ของท่านแล้ว ท่านช่วยให้ผู้อื่นได้ทำหน้าที่ช่วยตัวเองด้วย พระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างนี้ จึงให้ถือว่าสิ่งสูงสุดนั้นคือหน้าที่

แล้วก็ขยายออกไปอีกคำ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนอกจากหน้าที่ หน้าที่ที่ถูกต้องคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ไอ้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกไม่รู้ว่าอะไรบ้าๆ บอๆ ก็ได้ ขอให้รู้ว่าหน้าที่ตรงนี้ ที่ถูกต้องคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้จริงที่ช่วยให้ดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ฉะนั้นจะไปอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกให้มันป่วยการ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันอยู่ที่หน้าที่ที่เรากระทำไปโดยถูกต้องแล้วมันจะช่วยยิ่งกว่าสิ่งใด ถ้าเราทำหน้าที่ไม่ถูกต้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเป็นฝูงๆ ก็ช่วยไม่ได้



53076



เพราะฉะนั้นจะอย่าอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกเลย ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงที่ถูกต้อง คือหน้าที่ที่ประพฤติถูกต้องตามหลักของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่าจะดับทุกข์กันได้อย่างไร เนี่ยคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าลูกเด็กๆ ของเรารู้จักพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้มาตั้งแต่เล็กๆ จะดีมาก เดี๋ยวนี้มันไม่รู้จักหรอกมันก็ไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามที่พ่อแม่เคยถือกันมา จะไปสอบไล่สักทีก็ไปไหว้กุฏิศักดิ์สิทธิ์ เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ อาตมาก็เคย เป็นเด็กๆ ผู้ใหญ่หรือเพื่อนเค้าสอนกันอย่างนั้นแหละ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปไหว้ ไปบูชาแล้วก็จะสอบไล่ได้ อะไรแบบนั้น มันก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้มันมาเรื่อยๆ

ขอให้รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงก็คือสิ่งที่ช่วยได้ สิ่งที่ช่วยได้คือการปฏิบัติถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ พระพุทธเจ้าท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะท่านช่วยได้ ท่านช่วยให้เราช่วยตัวเองได้ ท่านมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือการดับทุกข์ การดับกิเลสได้ ท่านก็มอบหมายให้เรา แล้วเราก็มาทำการช่วยตัวเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คือหน้าที่ที่กระทำโดยถูกต้อง จะเป็นการโอหังไปไหมถ้าจะคิดแบบนี้ ลองไปคิดเอาเองว่าจะสอนเด็กเท่าไหร่ แต่ว่าถ้าเด็กจะเป็นพุทธบริษัทจริงๆ แล้วจะต้องมีความเข้าใจอันนี้ ไม่เป็นไสยศาสตร์โดยประการทั้งปวง กฎธรรมชาตินั่นแหละศักดิ์สิทธิ์ฝืนไม่ได้ ในพุทธศาสนาเราเรียกว่า อิทัปปัตตยตา หรือกฎปฏิจจสมุบาท นั่นแหละกฎศักดิ์สิทธิ์ฝืนไม่ได้ ต้องเคารพอย่างยิ่ง ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเราปฏิบัติตามกฎนั้นแล้วเราก็ดับทุกข์ได้ ขอให้เข้าใจอย่างนี้

ทีนี้มาดูกันถึงเรื่องทางสังคม ทางสังคม เราควรจะให้เด็กๆ ทารกของเรารู้เรื่องนี้สักเท่าไหร่อย่างไร ข้อแรกที่สุดที่ควรให้เขารู้คือว่า เราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ให้ถือหลักนี่เป็นหลักเถอะ ไอ้เรื่องทางสังคมมันจะถูกต้องหมด ถ้าสมมติว่าเขายกโลกทั้งหมดให้เรา ทั้งหมดให้เรา ให้เราอยู่คนเดียวก็อยู่ได้ไหม มันก็อยู่ไม่ได้ มันต้องมีหลายๆ คนช่วยกันทำอย่างนั้น ช่วยกันทำอย่างนี้ จนครบถ้วนมันจึงจะอยู่ได้ ขอให้แน่ใจว่าเราอยู่คนเดียวบนโลกไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรับรู้รับผิดชอบที่เราจะต้องอยู่ร่วมกันหลายคน ธรรมชาติมันไม่ได้สร้างมาให้เราอยู่คนเดียว instinct ของคน ของสัตว์เดรัจฉานก็แสวงหากันทั้งนั้น หาหมู่กันทั้งนั้น เพราะธรรมชาติไม่ได้สร้างมาเพื่ออยู่ตัวเดียว คนเดียว สัญชาติญาณมันจึงน้อมไปในทางที่จะอยู่กันเป็นหมู่


ฉะนั้นเราจะต้องระลึกนึกถึงการที่เราจะต้องอยู่กันเป็นหมู่ ฉะนั้นเราจะต้องนึกถึงสังคมนิยม ซึ่งเป็นคำที่กำลังเกลียดกันนัก สังคมนิยมเดี๋ยวนี้ ธรรมชาติมันสร้างมาให้เราอยู่กันอย่างสังคมนิยม ไม่ใช่ rule ไม่ใช่อยู่อย่างเสรีนิยม ใครทำได้เท่าไหร่ทำเอา อย่างนั้นไม่ใช่ความประสงค์ของธรรมชาติ แต่เราต้องมีสังคมนิยมที่ถูกต้อง อย่าให้เป็นสังคมนิยมของความเห็นแก่ตัว


เดี๋ยวนี้มันมีสังคมนิยมของความเห็นแก่ตัว มันจึงเกิดสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ แบบอะไรพวกนั้นจนเกลียดกันเข้ากระดูกดำแล้ว นั่นเป็นสังคมนิยมที่มันไม่ถูกต้อง เราจะต้องมีสังคมนิยมที่ถูกต้อง เติมป้ายหน่อยว่าธรรมิกสังคมนิยม ธรรมิกสังคมนิยม สังคมนิยมที่ประกอบไปด้วยธรรมะและไม่เป็นไร เสรีสังคมนิยมนี้ตามใจกิเลสไม่ไหว พระพุทธเจ้าท่านมีประชาธิปไตยสูงสุดโดยวินัย การโหวตคะแนนเสียงต้องเป็นเอกฉันท์ ค้านเพียงเสียงเดียวก็ไม่ได้ ดูประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ประชาธิปไตยบนโลกใบนี้เกินครึ่งแล้วมันใช้ได้ แต่ถ้าเอาตามแบบพระพุทธเจ้าแล้วค้านเสียงเดียวก็ไม่ได้ แต่นั่นมันเป็นหมู่สงฆ์ คณะสงฆ์ เห็นได้ชัดว่าท่านนิยมประชาธิปไตย เพื่อความอยู่ร่วมกันโดยเรียบร้อย มันเป็นสังคมนิยม ถึงแม้ศาสนาทุกศาสนาไปพิจารณากันดูให้ดี อาตมาใคร่ครวญอย่างยิ่งก็นิยมสังคมนิยมเหมือนกัน จะเป็นคริสต์เป็นอิสลาม เป็นฮินดู อะไรมันก็มุ่งหมายเป็นสังคม มันไม่ได้แยกกันอยู่เป็นแต่ละคนๆ

ฉะนั้นจะต้องนึกถึงการอยู่กันเป็นสังคม มีธรรมมะเป็นหลัก ถ้าเรามีเสรีนิยมกิเลสมันก็เป็นผู้บัญชา ถ้าเราไม่สามารถควบคุมกิเลส เช่นการศึกษาในโลกปัจจุบันนี้ สอนให้เป็นหมาหางด้วน สอนให้แต่ฉลาด ฉลาด ฉลาด โดยไม่ควบคุมความฉลาด เราลองเสรีนิยมตามแบบนี้ดูสิ มันพูดอย่างหลับตาพูดน่ะว่าประชาธิปไตย โดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน ถ้าประชาชนมันเห็นแก่ตัวมันก็วินาศ วินาศ ประชาธิปไตยของประชาชนที่เห็นแก่ตัวมันวินาศ มันเห็นแก่ตัวโดยพื้นฐานของประชาชนทั้งหมด มันเลือกผู้แทนเห็นแก่ตัวเข้ามา ก็เป็นสภาของผู้เห็นแก่ตัว สภาของผู้เห็นแก่ตัวก็ตั้งรัฐบาลของผู้เห็นแก่ตัว จะไปกันทางไหนล่ะ

เพราะฉะนั้นต้องเป็นสังคมนิยมของผู้ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ประชาชนก็เลือกผู้แทนที่มีธรรมะ สภาก็มีธรรมะ มันก็ตั้งรัฐบาลที่มีธรรมะ มันก็รอด ฉะนั้นนึกถึงคำว่าธรรมิกะ ธรรมิกะ ประกอบด้วยธรรมะเอาไว้ให้มากๆ ทำอะไรให้มันเป็นธรรมิกะ ธรรมิกสังคมนิยม ธรรมิกประชาธิปไตย ธรรมิกสภา ให้เป็นเรื่องที่ยึดธรรมะเป็นหลัก เห็นแก่ธรรมะเป็นสรณะ เดี๋ยวนี้ทั้งโลกเห็นแต่ตัวกู มันจะไปเห็นธรรมะได้อย่างไร มันจะไปเห็นแก่เพื่อนมนุษย์ได้อย่างไร มันเลยมีปัญหาอย่างที่กำลังมีปัญหา ร้อนระอุไปหมดทั้งโลก เราจะต้องรักเพื่อน เพื่อนอะไร เพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย หมายความถึงไหน สัตว์เดรัจฉานด้วยก็ได้ ต้นไม้นี่ด้วยก็ได้ มันเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน สิ่งใดเกิดแก่เจ็บตายเอามาเป็นเพื่อนให้หมด มนุษย์ก็ได้ สัตว์เดรัจฉานก็ได้ ต้นไม้ต้นไร่ก็ได้ แล้วมันจะเป็นอย่างไร มันจะทำลายป่าเป็นแถบๆ แบบนี้ได้หรือ มันจะฆ่าสัตว์ให้สูญพันธุ์ได้อย่างไรล่ะ


53075




ถ้าเรามีสังคมนิยมแบบธรรมิกะ แล้วก็มีความเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย สมตามที่ว่าธรรมชาติสร้างสัตว์สิ่งมีชีวิตมาเพื่ออยู่กันเป็นสังคม เราจะต้องมีประเทศชาติศาสนาที่มีหลักการเช่นนั้น แล้วเราจะมีพระมหากษัตริย์ที่ช่วยดลบันดาลให้มันเป็นเช่นนั้น เราจะมีสังคมนิยมในความหมายของการเป็นชาติเป็นศาสนา ในความหมายของความเป็นประเทศชาติ เป็นศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นที่รวบยอดจะช่วยดลบันดาลให้มันเป็นไปอย่างนั้น มันมีธรรมิกสภาวะ ธรรมิกสังคมนิยม ฉะนั้นเดี๋ยวนี้มันก็ถูกต้องแล้วที่เรามีประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่เราอย่าไปเอาเสรินิยมชนิดที่กิเลสเป็นประธานให้ เอาสังคมนิยมที่มีธรรมะเป็นประธาน ไอ้เรื่องมันก็จะรอด

เด็กๆ ต้องรู้ว่าเราไม่มีสติปัญญามาแต่ในท้องเราก็จะต้องเชื่อฟังบิดามารดาผู้ที่เกิดก่อนเรา เราไม่ต้องเสียเวลาไปคิดใหม่ เราคิดจนตาย เราก็รับเอาสิ่งที่เค้าเคยคิดกันแล้วน่ะมาปฏิบัติ มาศึกษา มาค้นคว้า มาใช้ให้เป็นประโยชน์กันดีกว่า เรื่องอะไรต่างๆ ที่เราจะคิดได้เหมือนที่เค้าคิดมาแล้วน่ะมันไม่ได้ เราจะคิดจนตายสักร้อยหนพันหน เราก็คิดไม่ออก รับเอาที่เค้าเคยคิดกันแล้วน่ะมาปฏิบัติ มาศึกษา มันก็จะได้ประโยชน์ ขอให้รู้จักใช้ความรู้ของบรรพบุรุษ จะต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ เด็กอาจจะไม่เข้าใจว่าคืออะไร ต้องค่อยบอกค่อยสอนกันไปว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับนั่นคืออะไร


นั่นเรื่องง่ายๆ เรื่องอยู่กันอย่างเยือกเย็นเป็นนิพพาน น่าสงสารเด็กๆ ที่ได้รับการสั่งสอนในโรงเรียนผิดๆ ว่านิพพานคือความตาย ในพระไตรปิฎกค้นดูทั้งหมดแล้วไม่พบตรงไหนที่มีความหมายถึงความตาย ยืนยันอย่างนี้ ถ้าจะใช้ถึงความตายบ้างในบางครั้งก็จะใช้คำว่าปรินิพพาน เช่น คำพูดว่าปรินิพพานจะมีต่อสามเดือนจากนี้ ปรินิพพานจะหมายถึงความตาย แต่ถ้านิพพาน นิพพานเฉยๆ จะหมายถึงความเย็นทั้งนั้นแหละ นิพพานไม่ได้แปลว่าความตาย ไม่รู้ว่ายังสอนว่าเด็กๆ นิพพานเป็นความตายของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นความผิดอย่างยิ่ง ไม่ปรารถนานิพพาน ไม่อยากได้นิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ให้รู้ว่านิพพานคือความเย็น เย็นกาย เย็นใจ เย็นทุกอย่าง มีชีวิตเย็นสบาย นั่นแหละเราควรจะได้รับสิ่งนี้คือที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ขอให้สนใจกันในทางจะให้เด็กเข้าใจคำว่านิพพาน นิพพานอย่างถูกต้อง


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 4) หน้าถัดไป (หน้า 6) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 14,647 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 157 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.