คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32584" type="text/javascript"></script>
อุดมคติอนุบาล
ท่านประธานและคณะ และท่านที่ดำเนินกิจการการศึกษา เพื่อประโยชน์แก่เด็กอนุบาล ทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นข้อแรก ในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ สรุปสั้นๆ ว่ามาช่วยการปรึกษาหารือกันในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ หรือของโลกก็ว่าได้ ซึ่งเป็น
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 22,806 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 12 September 2007, 12:29 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 27 December 2007, 10:59 am
สารบัญ

หน้าที่ 6 - สัตบุรุษ
ในระดับโลกๆ ธรรมดาๆ มักจะเรียกว่านิพพุติ มีความหมายอย่างเดียวกับนิพพานนั่นแหละ ดับเย็นจากความร้อน อะไรที่ร้อนๆ เย็นลงไป ก็เรียกว่านิพพาน ภาษาเดิมก่อนมีธรรมะก็ใช้คำว่านิพพาน ความหมายอย่างนี้ ไฟดับ เรียกว่าไฟนิพพาน แกงกับข้าวต้ม ข้าวอะไรเย็นลงกินได้เรียกว่าแกงนิพพาน เอาน้ำราดลงไปบนทองที่กำลังหลอมในเบ้าที่พวกช่างทองกำลังกระทำในบาลีใช้คำว่านิพพาไปรยะ ทำให้เย็นเรียกว่านิพพาน ทำให้หมดพิษหมดปัญหาเรียกกว่านิพพาน ไม่ใช่ตาย ไม่ต้องตายถ้าตายจะได้รับประโยชน์อะไร ฉะนั้นต้องนิพพานก่อนตาย ได้รับความเย็นก่อนตาย เด็กๆ ควรจะเข้าใจคำว่านิพพานในฐานะเป็นจุดหมายที่ดีที่สุดที่ควรจะได้ ทางนี้ยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่เราต้องไปทางนั้น ให้เย็น เย็น เย็น ตัวเองเย็น พ่อแม่เย็น ครอบครัวเย็น อย่าทำให้พ่อแม่ต้องน้ำตาตก ตัวเองต้องน้ำตาตก

ทีนี้ก็เรื่องนึงก็ว่าเรื่องดีเรื่องชั่ว เด็กๆ ไม่ได้รับคำสั่งสอนที่ถูกต้องเพียงพอเข้าใจผิดสับสนไขว้เขว เดี๋ยวนี้มันมีคำบ้าบอที่ไหนมาว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว ทำชั่วได้ดีมีถมไปอะไรทำนองนี้ ยิ่งทำให้เข้าใจผิดหนักขึ้น เพราะไม่รู้ความหมายของคำคำนั้น และคำพูดนั้นมันก็ผิด ทำดีได้ได้ทำชั่วได้ชั่ว นี่ไม่ใช่คำที่ถูกต้อง นี่มันแปลความผิดเอง มันต้องพูดว่าทำดีดี ทำชั่วชั่ว พอทำดีก็ดี พอทำชั่วก็ชั่ว ไม่ต้องรอได้ ไม่ต้องรอกัน สิ่งนี้ยุติกันแล้วว่าดี สิ่งนี้ยุติกันแล้วว่าชั่ว ไม่ต้องรอการได้ ส่วนการได้อีกทางหนึ่งซึ่งเป็นปฏิกิริยา เป็นการทำดี ซึ่งอาจจะได้ ได้เงิน ได้ชื่อเสียงบ้างก็ไม่แน่ บางทีมันก็ได้ แต่ว่าส่วนมากมันก็ได้ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะต้องได้ เพราะมันเป็นผลพลอยได้ ทำชั่วก็เหมือนกัน


แต่มันจะรับเคราะห์กรรมทันทีหรือไม่มันก็ไม่แน่บางทีมันก็ยังมีสิ่งอื่นมาแทรกแซง เด็กควรจะเข้าใจว่าทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว ทันทีเลย แล้วดีนั้นเป็นสิ่งที่บ้าไม่ได้ เป็นสิ่งที่หลงไม่ได้ ถ้าบ้าได้หลงได้แล้วไม่ใช่ดี ดีเป็นสิ่งที่ไม่ต้องบ้าไม่ต้องหลงแล้วไม่ต้องอวดด้วย ถ้าอวดแล้วมันจะหมด มันจะหมดดี เด็กๆ รู้จักความดีแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ทำแล้วก็ดี ทำแล้วก็ไม่ต้องไปบ้า ไม่ต้องไปหลง แล้วก็ไม่ต้องอวดดี แล้วจะได้รับผลแห่งความดี เราจะต้องให้เขาเข้าใจคำว่าชั่ว คำว่าดี ให้ถูกต้องเสียใหม่อย่าให้มันเป็นไปตามที่คนเขาพูดกันอยู่ ซึ่งมันไม่ถูกต้องยิ่งขึ้นทุกที


53077






ทีนี้มันก็ไปถึงความสุขความทุกข์ ทำดีทำชั่ว ทำบุญทำบาป บุญนั้นต้องเป็นสิ่งที่ล้างบาป ถ้าไม่ล้างบาปนั้นไม่ใช่บุญ เด็กๆ จะได้ยินคำว่าทำบุญสักบาทหนึ่งก็ได้บริวารหลังหนึ่ง มีบริวารห้าร้อย ทำบุญคืออย่างนั้นอย่างนั้นล้างบาปหรือเปล่า ความหมายเดิมของเขา คำว่าบุญนี่แปลว่าล้างบาป แต่มันมีความหมายว่าพอใจอิ่มใจเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่คนเขามาถือเอาความหมายหลังเสียหมด พอคนอิ่มใจสบายใจบ้าบุญไปเลย บุญอย่างนี้มันกัดเจ้าของนะ มันไม่ทำให้เยือกเย็น ไม่ล้างบาป ไอ้ความสุขทีแท้จริงคือความสงบ เด็กๆ ก็พอจะเข้าใจได้ แม้ว่าคนแก่ๆ จะเข้าใจไม่ได้ คนแก่ๆ เดี๋ยวนี้เข้าใจไม่ได้ ไม่ชอบความสงบ ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ ถามลูกเด็กๆ อนุบาลนั่นแหละว่า ดีใจ ดีใจ ดีใจ เหนื่อยไหม เสียใจ เสียใจ เสียใจ เหนื่อยไหม ถ้าไม่ต้องดีใจ ไม่ต้องเสียใจเลยเหนื่อยไหม ถามลูกเด็กๆ อนุบาลมันมองเห็นของมันเองนั่นแหละ เราเองก็เหมือนกัน เสียใจก็กินข้าวไม่ลง ดีใจก็กินข้าวไม่ลง แต่เมื่อไม่ดีใจไม่เสียใจจึงจะกินข้าวอร่อย

ดังนั้นขอให้ลูกเด็กๆ เข้าใจตั้งแต่ต้นว่าไอ้ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ ไม่ใช่ดีใจจนเนื้อเต้น เสียใจจนน้ำตาไหล รู้จักความสุขที่แท้จริงกันเสียอย่างนี้ก็จะเร่ไปหาความสงบ หาได้ด้วยการทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง ไม่ต้องหวังอย่างที่พวกฝรั่งเค้าสอนให้หวัง ให้หวังที่ไหนสำเร็จที่นั่น เราไม่สอนให้ลูกเด็กๆ เค้าหวัง สอนแต่ว่าให้ทำให้ถูกต้อง ทำให้ถูกต้อง เราก็พอใจ ทำให้ถูกต้อง พอใจ เรียนหนังสือทุกนาทีทุกชั่วโมงถูกต้อง พอใจ ทำงานที่บ้านถูกต้องทุกเวลานาที พอใจ อะไรก็ถูกต้อง ล้างหน้าถูกฟันก็ถูกต้อง ผ่านการรักษาก็ถูกต้อง อาบน้ำก็ถูกต้อง กินข้าว ล้างถ้วยล้างจาน กวาดบ้านถูกบ้านก็ถูกต้อง พอใจ เนี่ยมันอยู่ที่ถูกต้องและพอใจ เป็นความสุขที่ควรยึดถือเอา ไม่ใช่บำรุงบำเรอด้วยความสวยงามเอร็ดอร่อย เด็กๆ จะต้องรู้ความถูกต้อง จะต้องรู้กันเสียทั้งภาษาคน และภาษาธรรม ว่าดีว่าดีว่าสวยว่ารวยนั่นมีสองภาษา ดีอย่างภาษาคนกับภาษาธรรมมันคนละอย่าง สวยอย่างภาษาคนกับภาษาธรรมก็คนละอย่าง ดีอย่างภาษาธรรมมันคนละอย่าง ดี รวย สวย อย่างนี้


ภาษาคนเค้าหมายถึงกิเลส แต่ภาษาธรรมหมายถึงความถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง ดีอย่างถูกต้อง สวยอย่างถูกต้อง รวยอย่างถูกต้อง อย่างภาษาคน เด็กๆ ของเราอย่าไปหลงภาษาคนเป็นภาษาธรรม สวยอย่างไม่รู้จะประดับประดากันอย่างไร รวยก็รวยแต่สตางค์ไม่มีความดี ไม่มีใครเขานับถือเลย ดีก็เหมือนกันแหละ ดีแต่ที่เขาว่าดี ว่าดี ดีชนิดนี้มันกัดเจ้าของนะ ดีที่แท้จริงมันไม่กัดเจ้าของ

เป็นอันว่าเราจะได้คิดหาหนทางให้เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่เรียกว่ามีสัมมาทิฏิ สัมมาทิฏิธรรมะ หน้าที่เป็นสิ่งสูงสุด มีหน้าที่ มีการทำหน้าที่ที่ไหน มีหน้าที่ที่นั่น ไม่มีที่ไม่มีธรรมเลย โบสถ์บางโบสถ์มีแต่สั่งเซียมซี ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะเลย ธรรมะกลับไปอยู่ในนาที่ชาวนาไถนาเหงื่อไหลไคลย้อยนั่นแหละมีธรรมะ ธรรมะในโบสถ์หนีไปอยู่ในนาหมด


ถ้าในโบสถ์ไม่มีการทำหน้าที่ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ฉะนั้นของให้ฝึกให้เด็กพอใจเสียสละที่จะทำหน้าที่แม้จะอาบเหงื่อ เหงื่อคือน้ำมนต์ที่แท้จริงที่จะช่วยให้รอด ไม่ใช่น้ำมันที่เขารดกัน เหงื่อคือน้ำมนต์ที่จะช่วยให้รอดฉะนั้นเหงื่อคือน้ำมนต์ที่แท้จริง ถ้าเด็กๆ เขาถือหลักอย่างนี้จะไม่มีใครว่างงาน เดี๋ยวนี้พวกปริญญามันว่างงานกับเป็นแถวๆ เพราะว่ามันเกลียดเหงื่อ ถ้ามันบูชาแล้วมันไม่มีใครว่างงาน ลูกเด็กๆ ของเราจะต้องรู้ล่วงหน้าว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ มีธรรมะแล้วก็มีความรอด จะต้องเราเหงื่อแลกเอามา ไม่ควรจะมีใครว่างงาน ถ้าใครว่างงานคนนั้นมันไม่บูชาธรรมะ มันไม่บูชาหน้าที่ เอาเป็นว่าให้เด็กทุกคนรู้ตั้งแต่เล็กๆ ว่าเราจะต้องมีค่าของความเป็นมนุษย์สูงสุด สูงสุดให้จงได้


เดี๋ยวนี้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบกับพุทธศาสนาอย่าให้มันเป็นหมัน เราก็สืบเลือดเนื้อมาจากบิดามารดาที่เป็นพุทธบริษัท อย่าให้เป็นหมัน ให้ได้รับประโยชน์จากความเป็นพุทธบริษัท เด็กๆ เขาถือเอาความหมายง่ายๆ ว่าพุทธะ พุทธะ คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะไม่ใช่พระพุทธรูป ไม่ใช่บุคคล คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ผู้ใดมีความรู้สิ่งที่ควรรู้มีความตื่นจากหลับหรืออวิชชา มีความเบิกบานด้วยความเป็นสุขนั่นแหละคือพุทธะ พุทธะ พุทธะ ทุกคนเป็นพุทธะให้เด็กทุกคนเตรียมตัวสำหรับเป็นพุทธะ คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตามพระพุทธเจ้าไป เป็นพุทธะกันให้เต็มโลกเลย ถ้าได้อย่างนี้แล้วการศึกษาอนุบาลก็สูงสุด มีค่าสูงสุด ไม่ใช่การเลี้ยงลิง ช่วยกันคิดนึกให้ดี ๆ ให้ได้ผลว่าให้เด็กสามารถสร้างโลกในอนาคต บิดามารดาสร้างเด็กก็คือสร้างโลกในอนาคต เราเตรียมลูกหลานของเราให้สามารถสร้างโลกในอนาคต เนี่ยเป็นมานุษยวิทยา เป็นมนุษย์ศาสตร์นอกหลักสูตรในมหาวิทยาลัย สร้างโลกแห่งมนุษย์ให้ถูกต้องแล้วมันก็หมดปัญหา ทุกคนไม่เห็นแก่ตัว ทุกคนเห็นแก่คนอื่นเนี่ย โลกพระศรีอารยเมตรัย พอคนทุกคนในโลกเปลี่ยนเป็นรักผู้อื่นเท่านั้นแหละโลกก็จะเปลี่ยนเป็นโลกพระศรีอารยะเมตรัยขึ้นในพริบตาเดียว ไม่มีใครเชื่อในพริบตาเดียวเปลี่ยนเป็นโลกนี้ให้เป็นโลกพระศรีอารยะเมตรัย เพราะว่าทุกคนหมดความเห็นแก่ตัว ประกาศสงครามกับความเห็นแก่ตัว ช่วยกันทำลายล้างให้หมดไป บูชาความไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ความถูกต้อง เห็นแก่ผู้อื่น เป็นหัวใจของทุกศาสนา คนที่ไม่เห็นแก่ตัวน่ะได้ชื่อว่าเขาถือศาสนาทุกศาสนาได้ดีที่สุด ทุกศาสนามุ่งหมายที่จะกำจัดความเห็นแก่ตัว แล้วจะไม่มีความเห็นแก่ตัว อาตมาพูดไม่มีใครเชื่อ เพราะว่าโลกสมัยนี้มันเป็นโลกวิทยาศาสตร์ มันฉลาดมันเรียนเหตุผลกันมากแล้ว


ขอให้คนในโลกถือศีลเพียงข้อเดียว ไม่เห็นแก่ตัว ศีลเพียงข้อเดียวพอ แล้วศีลทั้งหมดกี่ร้อยกี่พันข้อมันจะมาอยู่ที่ศีลข้อเดียวข้อนี้หมด ไม่เห็นแก่ตัวนะ มันจะแก้ปัญหาบุคคล แก้ปัญหาสังคม แก้ปัญหาครอบครัว ได้ ไม่เห็นแก่ตัวมันมีความหมายกว้าง ไม่เห็นแก่ตัวแล้วจะฆ่าใครได้ มันจะโกหกใครได้ มันจะกาเมใครได้ มันจะกินน้ำเมาใครได้ เพราะมันไม่เห็นแก่ตัว คำพูดมันเป็นปัญหาเสมอไปไม่ว่าจะเป็นภาษาไหน ภาษาไทยก็ดี ภาษาฝรั่งก็ดี เห็นแก่ตัวนั้นมันเอาความหมายว่าถ้าเราไม่รักตัวแล้วจะทำอะไรดี นั่นมันผิด อย่างนั้นเค้าเรียกว่าเคารพตัว บูชาตัวไม่ได้เรียกว่าเห็นแก่ตัว ถ้าเห็นแก่ตัวแล้วเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นเลย เอาเปรียบขูดรีด เอาเปรียบนั่นแหละ เห็นแก่ตัว ถ้าบูชาตัว รักตัว สงวนตัว พัฒนาตัวนี้ไม่เรียกว่าเห็นแก่ตัว ภาษาไทยที่ถูกต้องต้องเป็นแบบนี้ ภาษาฝรั่งก็เหมือนกัน เอาไม่เห็นแก่ตัวก็พอแล้วอย่าเพิ่งถึงหมดตัวเลย



อาตมาบอกฝรั่งว่า non-selfishness ก็พอแล้วถ้าเป็น –less มันจะมากเกินไปสำหรับคุณ เอาแค่ non-selfishness ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ตัว ฝรั่งเค้าเคยพูดอย่างนี้เมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ไม่มีไม่ได้ยิน เพราะมันกลายเป็นโลกเห็นแก่ตัวไปทั้งโลก กอบโกยไปทั้งโลก ไม่มีใครดูถูกผู้ที่เห็นแก่ตัวซะแล้วเพราะตัวเองก็เป็นเสียเอง แต่ขอให้ระลึกนึกถึงอาตมาว่าความเห็นแก่ตัวนั่นแหละทำลายโลก เลวทรามที่สุด ร้ายกาจที่สุด เป็นซาตาน เป็นพญามารถึงที่สุดอยู่ที่ความเห็นแก่ตัว หมดความเห็นแก่ตัวสูงที่สุดของความเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยม รายละเอียดมีอยู่อย่างนี้ จะเอาไปเป็นข้อมูลเป็นเหตุผลเท่าที่จะนึกได้ หรือเท่าที่เคยๆ นึกมา




ขอสรุปใจความสั้นๆ ในตอนสุดท้ายนี้ว่า เรามีเหตุผลอันเพียงพอแล้วที่จะจัดการศึกษาอนุบาล เหตุผลที่จะอ้างได้กับคนทั้งโลก เหตุผลที่จะสกัดนั้นกระแสแห่งความต้องการของเด็กๆ ที่กำลังจะไหลไปสู่กิเลส ให้มาสู่กระแสแห่งโพธิ นี่คือเหตุผลที่เราจะต้องจัดการศึกษาอนุบาล อย่าถือว่าเด็กเป็นเพียงผู้ใหญ่ในวันหน้า ถ้าอย่างนี้มันก็จะเป็นกันหมด ให้ถือว่าเด็กเป็นผู้ที่สร้างโลกในอนาคต เดี๋ยวนี้เรากำลังมีเด็กที่เป็นอันตรายมากขึ้นหรือเปล่า เรากำลังมีเด็กที่กำลังจะเป็นเด็กอันตรายมากขึ้นหรือเปล่า จะป้องกันอย่างไร ถ้าไม่จัดการกันตั้งแต่ขั้นอนุบาล ไอ้โลกที่เป็นโลกแห่งความเห็นแก่ตัวเป็นความผิดของใคร ใครเป็นผู้จัดการโลก ใครเป็นเจ้าของโลก มันไม่มี มันเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ไม่มีใครที่มีอำนาจเป็นเจ้าของโลก เป็นผู้บัญชาการโลกมันไม่มี ทางที่ดีก็ช่วยกันทำให้ทุกคนสามารถร่วมมือกันจัดการโลก โลกในอนาตคจะอยู่ในความรับผิดชอบของใคร ก็ของคน ของเด็กๆ ที่มันจะดูแลโลกใบนี้ เราจะจัดการศึกษาให้เด็กเขาได้เป็นมนุษย์ที่พึงประสงค์ที่พึงต้องการ เรียกตามภาษาธรรมะว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษก็ได้ เป็นสัตบุรุษก็ได้


53078





ถ้าตามหลักภาษาพุทธศาสนาใช้คำว่าสัตบุรุษ เป็นคำสูงสุดในสมัยพุทธกาลที่ใช้เรียกพระอรหันต์เลย สัตบุรุษใช้เรียกพระอรหันต์ได้ด้วย จารึกที่ผอบกระดูกของพระสารีบุตร โมคัลลานะ น่ะเค้าใช้ศัพท์คำนี้สัก พระสารีบุตรผู้เป็นสัตบุรุษ พระโมคัลลานะผู้เป็นสัตบุรุษ เราต้องการสัตบุรุษคือลดลงมาเป็นสุภาพบุรุษก็ได้ ให้ต่ำๆ ลงมา เราต้องการให้มนุษย์ทุกคนเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่บุคคลผู้เห็นแก่ตัว ให้เขาถือศาสนาแห่งความถูกต้อง ไม่ถือศาสนาประโยชน์ ไม่ใช่รับจ้างรัฐบาลทำงาน เป็นการทำกุศลอย่างมหาศาลในการสร้างโลกในอนาคตให้ถูกต้องเป็นกุศลมหาศาลตามพระพุทธประสงค์ ตามแบบที่ถูกต้องของพุทธบริษัท


ถ้าทำได้อย่างนี้จะเป็นการสืบอายุโลกให้ยืนยาวไป สืบอายุพระธรรมให้ยืนยาวไป สืบอายุพระศาสนาให้ยืนยาวไป เป็นการกระทำที่เป็นความรับผิดชอบแห่งยุค มากไปไหม เรารับผิดชอบแห่งยุค ยุคนี้เราต้องรับผิดชอบอย่างนี้ เราเป็นผู้มีการกระทำที่มีความรับผิดชอบแห่งยุค โลกจะรอดไปอีกยุคนึงถ้าเรามีการกระทำอย่างนี้ คือเด็กขึ้นมาอย่างถูกต้อง ประเทศไทยจะเป็นป้อมปราการของโลกด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงป้อมปราการของพระพุทธศาสนา เป็นป้อมปราการของมนุษย์ในโลก โลกจะยังคงเป็นโลกที่มีความน่าอยู่ ขอให้ทุกท่านมีความพอใจ มีความเชื่อตัวเอง มีความกล้าหาญ มีความสุขในการกระทำงานชิ้นนี้ ขอให้สำเร็จตามความประสงค์มุ่งหมายทุกๆ คน ทุกๆ ประการเทอญ ขอยุติการบรรยายลงด้วยความสมควรแก่เวลา


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 5) หน้าถัดไป (หน้า 7) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,221 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

อุดมคติอนุบาล [22,807]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,173]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [397,985]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [414,257]
Global Warming { English } [158,399]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.