 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32587" type="text/javascript"></script> |
|
|
การงานคืออะไร จะสนุกและเป็นสุขในการทำงานได้อย่างไร
ท่านที่เป็นนักศึกษาและมีความสนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นอย่างแรก ในการมาของท่านทั้งหลายสู่สถานที่นี้ด้วยความประสงค์อย่างยิ่งและในลักษณะ เช่นนี้ท่านทั้งหลายมีความประสงค์จะศึกษาธรรมจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมนุษย์กว่าจะรู้สึกว่าเป็น
post ครั้งแรก: Wed 12 September 2007, 1:50 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 13 September 2007, 1:37 pm
|
หน้าที่ 2 - กฎของธรรมชาติ
เดรัจฉานก็เหมือนกันไปดูเอาเถอะไปดูเอาเองว่ามันต่อสู้ตลอดเวลาเพื่อชีวิตรอดมันก็ได้รอดเป็นหน้าที่สำหรับชีวิตระดับนั้นเป็นธรรมะสำหรับสัตว์เดรัจฉานมาดูกันถึงต้นไม้ต้นไร่ที่เราเรียกกันว่าพืช พืชนี้มันก็มีชีวิตอย่างมัวเถียงกันว่ามันมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตจะเป็นคนโง่ที่สุด งั้นจะเถียงกันว่าพืชมีจิตมีวิญญาณหรือไม่ก็ป่วยการ จงมองดูต้นไม้ต้นไร่ที่มันมีความรู้สึก มันมีความรู้สึก มันจึงดิ้นรนต่อสู้เพื่อรอดชีวิต มันจะออกรากไปทางนั้นออกกิ่งออกใบไปทางนั้นก็ได้อาหารก็ได้แสงแดดพอมีอะไรมาเป็นอุปสรรคขัดขว้างมันก็จะต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด เพื่อชีวิตจึงถือได้ว่าพืชมันก็มีความรู้สึกซึ่งเป็นเรื่องของจิตแต่มันมีระดับเล็กน้อยมากน้อยเกินไปทุกชีวิตมันก็มีหน้าที่ที่จะต้องต่อสู้มันก็มีการงานของมันหรือหน้าที่ของธรรมะต้นไม้ก็มีหน้าที่การงานตามแบบของต้นไม้ถ้าเราเชื่อตามที่เขากล่าวว่าต้นไม้ตอนกลางวันอย่างนี้ก็คลายก๊าซออกซิเจนตลอดวันตอนกลางคืนก็คลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์ตลอดคืนก็ว่ามันทำงานตลอด24ชั่วโมง
มันเก่งกว่าคนมากมายเหลือที่จะเปรียบกันได้มันทำงาน 24 ชั่วโมงเทียบกับชีวิตแล้วมันต้องมีหน้าที่ต้องมีการงานหน้าที่การงานนั้นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะธรรมะท่านผู้ฟังเหล่านี้อาจจะไม่เคยได้ยินว่าหน้าที่คือธรรมะธรรมะคือหน้าที่เมื่อกล่าวตามเกณฑ์หนังสือธรรมะแปลว่าสิ่งที่ทรงหรือสิ่งที่กู้ให้มีธรรมไว้ธรรมะคำนี้คือสิ่งที่ทรงยกขึ้นทรงขึ้นไว้ดังนั้นธรรมะคือสิ่งที่ทรงผู้ที่มีธรรมะไว้ให้สิ้นและให้รอดอยู่เสมอในหนังสือเรียนหลักธรรมะคือทรงผู้ปฎิบัติธรรมะไว้ไม่ให้ตกลงในที่ชั่วมันน้อยเกินไปธรรมะคือสิ่งที่ทรงผู้มีธรรมะไว้ไม่ให้ตายตกลงไปในที่ชั่วและก็ให้ไปในที่สูงสุด ไม่ใช่เพียงแค่ตกลงไปในที่ชั่วทรงผู้ที่มีธรรมะไว้ไม่ให้ผู้นั้นตายตกลงไปในที่ชั่วให้ผู้นั้นสูงขึ้นไปๆในที่สูงสุดเท่าที่ชีวิตจะไปถึงได้นั้นคือความหมายของธรรมะ
ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าในชีวิตนี้มันมีการงานหรือหน้าที่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมิฉะนั้นมันตายหน้านั้นคือธรรมะในภาษาบาลีธรรมะแปลว่าหน้าที่นักเรียนได้รับคำสั่งสอนมาจากโรงเรียนมาอย่างสั้นๆว่าธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธจ้าและนักเรียนก็ไม่รู้ว่าจะสั่งสอนว่าอย่างไรรู้แต่ว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ไม่รู้ว่าสั่งสอนมาว่าอย่างไร งั้นของให้พวกเรารู้ว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านสอนถึงหน้าที่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีระดับส่วนใหญ่จะเป็นระดับสูงคือเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณการรอดชีวิตทางวิญญาณเป็นหน้าที่ระดับนั้นที่เรากัมฐาน กัมฐานอย่างสูงแบบนั้น
แต่ท่านก็สอนเรื่องทั่วไปเรื่องการบ้านการเรือนท่านก็ตอบได้นั้นก็แสดงว่าที่สอนเรื่องหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตอย่างครบถ้วนจนสิ่งที่มีชีวิตมันรอดอยู่ได้ดังนั้นชั้นนี้จะสรุปสั้นได้ว่าธรรมะก็คือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิตถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตไม่การได้การเสียมันก็ไม่มีปัญหาถ้าสิ่งมีชีวิตมันมีการเป็นการตายการอยู่อย่างเป็นทุกข์การอยู่อย่างเป็นสุขนี้มันมีฉะนั้นสิ่งมีชีวิตมันจึงเป็นปัญหาที่จะต้องมีหน้าที่ทำให้ได้ผลอย่างครบถ้วนชีวิตมีทั้งทางด้านจิตวิญญาณและร่างกายและงานมันก็มากกว่าสัตว์เดรัจฉานซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทางด้านร่างกายสัตว์เดรัจฉานมีปัญหารอดทางกายแค่นั้นก็พอแล้วไม่ต้องรอดทางจิตทางกิเลสบรรลุมัคผลนิพพานอะไรหน้าที่ของสัตว์เดรัจฉานจิตมีซีกเดียวคือซีกกายหรือส่วนใจความเจริญทางจิตใจนั้นไม่มีปัญหาแก่สัตว์เดรัจฉาน
แต่มนุษย์นั้นมีครบทั้งสองฝ่ายคือเจริญทางร่างกายหรือว่าอยู่ทางร่างกายเจริญทางจิตใจหรือว่าอยู่ทางจิตใจไม่มีความทุกข์เบียดเบียนจิตใจบรรลุมัคผลในที่สุดมนุษย์จึงต้องเก่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเท่าตัวเพราะว่าเรามีปัญหาสองปัญหาในเมื่อสัตว์เดรัจฉานมันมีปัญหาเดียวธรรมะหรือหน้าที่หน้าที่หรือธรรมะสำหรับมนุษย์มันจึงมีมากสมบูรณ์อย่างนี้สำหรับสัตว์เดรัจฉานจะเหลือครึ่งเดียวแต่เพียงด้านร่างสำหรับพืชต้นไม้ทั้งหลายพฤษชาติเหล่านี้มันยังน้อยลงไปอีกมันไม่มีทางด้านร่างกายและก็น้อยลงไปอีกคือน้อยกว่าสัตว์เดรัจฉานแต่ถึงอย่างนี้ก็ตรงกันหมดคือชีวิตนี้ต้องมีหน้าที่คือธรรมะ
มีธรรมะคือหน้าที่สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ในภาษาไทยคือธรรมะในภาษาบาลีหรือเป็นภาษาดึกดำบรรพ์ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นเจ้าของคำพูดคำนี้ว่าธรรมะคือหน้าที่หน้าที่คือธรรมะมันคือคำเดียวกันถ้ารู้ความจริงในข้อนี้แล้วเรื่องมันจะง่ายว่าธรรมะคือหน้าที่และไม่ต้องถามกันว่าทำไมจะต้องประพฤติธรรมะเพราะว่ามันคือหน้าที่ถ้าไม่ทำหน้าที่มันตายหรือว่าถ้ามันไม่ตายก็อยู่อย่างทนทุกข์ทรมานฉะนั้นเราจึงมีหน้าที่ขจัดปัญหาเหล่านี้คือไม่ต้องตายและอยู่อย่างเป็นที่น่าพอใจเพราะการทำหน้าที่โดยเน้นในคำว่าหน้าที่ให้มากที่สุดและจะรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นั้นแหละคือธรรมะในทางศาสนานั้นเองตอนนี้เราจะมาพิจารณากันถึงคำที่เรียกว่าธรรมะธรรมะคือหน้าที่หน้าที่คือธรรมะนี้ว่าธรรมะนั้นคืออะไรมันมีประวัติมาอย่างไรดีกว่าอยากจะให้รู้ว่าธรรมะ
ธรรมะในมนุษย์มีผู้ใช้พูดมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาลก่อนพระพุทธเจ้าเกิดและเมื่อพุทธเจ้าเกิดอยู่เราก็ใช้คำนี้จนกระทั่งบัดนี้เราก่อนใช้คำพูดคำนี้ว่าธรรมะเราใช้พูดก่อนพุทธกาลในพุทธกาลและหลังพุทธกาลจนกระทั่งวันนี้อันเนื่องมาจากมนุษย์ว่าคนแรกที่พ้นจากความป่าเถื่อนพอสมควรมนุษย์คนแรกในโลกนั้นมันมีสติปัญญาสังเกตเห็นว่ามันมีสิ่งที่ต้องทำไม่ทำไม่ได้เริ่มสังเกตเห็นสิ่งพวกนั้นในหมู่พวกเขานั้นแหละและเขาก็เรียกว่าธรรม ธรรมะซึ่งพวกเราในบัดนี้เรียกว่าหน้าที่หน้าที่ในภาษาไทยในภาษาดึกดำบรรพ์ในอินเดียในสมัยโบราณที่เป็นที่เกิดของคำธรรมคำนี้มันหลุดปากออกมาโดยคนคนแรกที่ได้สังเกตุเห็นสิ่งสิ่งนี้คือหน้าที่
หน้าที่พอเห็นหน้าที่การ้องออกมาว่าธรรมธรรมคนทั้งหลายเมื่อมีสิ่งที่เรียกว่าธรรมเป็นหน้าที่และก็สนใจกันไปหมดแหละในฐานะที่มีธรรมเป็นหน้าที่เป็นสิ่งสูงสุดจะละเมิดมิได้จะละเว้นมิได้จะละเมิดมิได้ในคำว่าธรรมธรรมะในความหมายของหน้าที่มันก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์บอกมิได้ว่ากี่ร้อยปีกี่พันปีหมื่นปีบอกแต่ได้ว่าเมื่อมนุษย์คนแรกที่ได้พ้นจากความเป็นป่าเถื่อนมีสติปัญญาพอที่จะสังเกตให้เห็นในสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ที่ต้องทำไม่ทำไม่ได้และเขาก็เรียกสิ่งนั้นในยุคนั้นว่าธรรม
ธรรมะซึ่งในภาษาอินเดียมันก็ออกเสียงว่าธรรม ะธรรมะ มันมีสองพยางค์เราเอามาเรียกสั้นๆว่าธรรมในภาษาอินเดียนั้น ก็คือหน้าที่ธรรมะคือหน้าที่หน้าที่คือธรรมะนี้ต้องรู้ไว้ก่อนอย่างนี้ในขั้นแรกว่าธรรมะคือหน้าที่เมื่อใดทำหน้าที่เมื่อนั้นคือปฏิบัติหน้าที่หน้าที่เป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ทำไม่ได้มนุษย์คนนั้นสังเกตุเห็นแต่มันก็ไม่ได้รู้ลึกไปมันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติมันยังไม่รู้เรื่องกฎของธรรมชาติมันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำตามกฎของธรรมชาติมันยังไม่ทันรู้เรื่องธรรมชาติรู้แค่ว่าต้องทำไม่ทำแล้วมันตายนี่สิเช่นเราจะต้องไปทำมาหากินเราจะต้องกินทำทุกอย่างเพี่อจะมีกินได้กินและทำทุกอย่าเพื่อเป็นการบริหารร่างกายเราจะต้องทำการถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับการบริหารชีวิตนั้นคือหน้าที่หน้าที่คือธรรมะ
ตามกฎของธรรมชาติที่ไม่ยกเว้นให้ใครไม่ผ่อนผันให้ใครหรือชีวิตใดขึ้นชื่อว่าชีวิตนั้นต้องมีหน้าที่นั้นก็คือธรรมะซึ่งก็ได้ขยายความหมายเรื่อยๆมาตามความเจริญขึ้นมนุษย์มีวิวัฒนาการสูงขึ้นทางจิตใจนั้นก็จะมองสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่หน้าที่นั้นสูงขึ้นเพิ่มขึ้นหรือมากขึ้นแต่ก่อนนี้มันรู้จักแค่ว่าจะตายๆรู้หน้าที่เพียงเดียวว่าไม่ต้องตายทำอย่างไรไม่ให้ต้องตายอย่าต้องตายต่อมามันรู้ว่าต้องเป็นสุขหาสุขด้วยมันคือหน้าที่หน้าสุขด้วยต่อมามันก็รู้ว่าหาคนเดียวไม่ได้หลอกมันอยู่ไม่ได้มันต้องหาสุขทุกคนมันต้องทำทุกคนเพื่อนของเราเป็นสุขด้วยนี้หน้าที่ธรรมะก็ขยายตัวกว้างขึ้นๆมันก็เป็นระบบคำสอนเป็นระบบระบบไปเป็นหมู่ไปหมู่ไปตามพวกตามคณะตามยุคตามสมัยอย่างนี้เรื่อยมาฤษีมุนีหรือผู้รู้เขาก็รู้ตามที่เขารู้และบัญญัติเป็นระบบระบบขึ้นมาว่ามนุษย์จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนั้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม