สารบัญ
หน้าที่ 3 - เครื่องช่วยให้รอด
แต่มีรายละเอียดมากขึ้นจะต้องหาอาหารประพฤติรายละเอียดให้ถูกต้องในการแสวงหาในการสืบพันธุ์จะต้องประพฤติให้ถูกต้องกี่อย่างในการที่จะสืบพันธุ์ในการต่อสู้ศัตรูมีกี่อย่างที่จะต่อสู้ศัตรูในการที่จะอยู่ร่วมในสังคมว่าจะต้องมีอะไรบ้างมันก็จะรู้รู้กันหมดว่าจะมีอะไรบ้างเป็นระบบระบบเรียกว่าคำสั่งสอนหรือศาสนาในชั้นหลังที่ชั้นหลังเรียกระบบหน้าที่หน้าที่เป็นระบบระบบต่อมาถึงสมัยพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นท่านก็บัญญัติที่ให้สูงขึ้นไปสูงขึ้นไปเพื่อใช้ถึงจุดสูงสุดของมนุษย์เราเรียกกันว่าการบรรลุมัคผลนิพพานนอกจากการทำมาหากินให้ชีวิตรอดอยู่แล้วทางสังคมสะดวกสบายแล้วก็ยังมีอยู่มากที่ว่าจะต้องให้คนมีจิตสูงขึ้นไปสูงขึ้นไปเพื่อบรรลุมัคผลนิพพานเป็นผู้ที่มีจิตไม่มีความทุกข์อีกต่อไปนั้นคือหน้าที่นั้นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดรวมในคำว่าหน้าที่ที่ท่านบอกว่าจะต้องทำอย่างไรให้เราเป็นสุขอยู่ในโลกนี้และก็สูงขึ้นไปจะบรรลุมัคผลนิพพานรวมความว่าธรรมะธรรมะที่เขาเรียกกันนั้นคือหน้าที่ในทางภาษาไทยคำว่าธรรมะ
ธรรมะในภาษาดึกดำบรรพ์ก็คือหน้าที่แห่งยุคปัจจุบันมันเป็นหลักขึ้นมาทันทีว่าปฏิบัติธรรมะคือปฏิบัติหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ก็คือปฏิบัติธรรมะนั้นเองเราใช้คำไหนแล้วแต่เราจะชอบแต่ตอนนี้เรายังหลับหูหลับตาเกินไปไม่รู้ว่าธรรมะคือหน้าที่หน้าที่คือธรรมะเราจะแยกกันเป็นคนละอย่างจนเรียกว่าหน้าที่ก็หน้าที่ธรรมะก็ธรรมะอาตมาว่าหน้าที่ก็จะไปอยู่ที่กลางนากลางไร่อย่างนี้มันผิดหมดแล้วหน้าที่ที่มนุษย์จะรอดได้ก็คือธรรมะหมดทำงานอยู่ท้ายนาอยู่กลางสวนอยู่ค้าขายอยู่กรรมกรก็ต้องมีเขาทำหน้าที่ในธรรมะมีธรรมะของชาวนามีธรรมะของชาวสวนมีธรรมะของคนค้าขายมีธรรมะของกรรมกรมีธรรมะของข้าราชการ
จนกระทั่งธรรมะของคนขอทานคุณอย่าไปดูถูกคนขอทานเขากำลังปฏิบัติธรรมะอยู่ธรรมะของคนขอทานเมื่อสถานการมันไม่อำนวยก็ทำอย่างอื่นได้เขาก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของคนขอทานมีธรรมะของคนขอทานปฏิบัติธรรมะของคนขอทานเรื่อยไปๆเดี๋ยวเขาก็พ้นจากความเป็นขอทานไปเป็นอย่างอื่นได้เหมือนผู้อื่นนั้นหน้าที่คือธรรมะ
ทั้งนั้นไม่ว่าหน้าที่อะไรไม่ว่าจะเป็นของมหาจักพรรดิ์ลงไปถึงหน้าที่ของคนขอทานแม้จะมีอะไรสูงไปกว่ามหาจักพรรดิ์เป็นเทวดาอย่างนี้มันก็ต้องทำหน้าที่ชีวิตต้องทำหน้าที่หน้าที่นั้นคือธรรมะทีนี้ที่เราชอบใช้กันธรรมะที่เราชอบใช้กันนั้นใช้แต่ในฝ่ายศาสนาหน้าที่ในฝ่ายศาสนาแต่จริงๆคำนี้มันลงไปถึงเรื่องบ้านเรื่องเรือนเรื่องทุกอย่างของมนุษย์ที่มีชีวิตทำไร่ทำสวนทำนาค้าขายเป็นกรรมกร
กระทั่งขอทานที่กล่าวแล้วในการทำการนั้นเรียกว่าธรรมะเสมอกัน ที่เขาต้องทำซึ่งเขาอยู่ในสถานะอย่างนั้นที่เขาต้องทำเพราะเขาอยู่ในสถานะอย่างนั้นเขาจะมาเป็นเศรษฐีเขาจะมาเป็นอย่างอื่นนี้ได้ต้องเหมาะสมกับคนประเภทนั้นๆต้องเหมาะสมกับชีวิตชนิดนั้นประเภทนั้นจนกว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลงให้สูงขึ้นไปจนสูงที่สุดทุกศาสนาสอนเรื่องหน้าที่ทั้งนั้นแหละจะเรียกว่าธรรมะหรือไม่เรียกว่าธรรมะก็แล้วแต่คำใช้ในภาษานั้นๆในด้านศาสนานั้นๆแต่ที่แท้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่หน้าที่ทั้งนั้นศาสนาพุทธศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลามกระทั่งศาสนาฮินดูก่อนพุทธโซรอสเตอร์ก่อนพุทธมันก็เล็งถึงสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่และมาใช้เป็นคำกลางในศาสนาของตนเช่นคำว่าธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นต้นจึงกล่าวได้ว่าทุกศาสนานั้นสอนเรื่องหน้าที่และใช้ชื่อเรียกต่างๆกันพุทศาสนิกของศาสนานั้นๆต้องประพฤติหน้าที่ให้ถูกต้องเป็นลำดับไปจะสูงขึ้นไปเป็นระดับสุดท้ายคือนิพพานมองในมุมเดียวกันทุกศาสนามุ่งหมายในทางเดียวกันคือทางรอดทุกศาสนามุ่งหมายในทางเดียวกันคือทางรอดจากความทุกด้วยประการทั้งปวงทุกศาสนามีจุดหมายอยู่ที่ความรอดทั้งนั้นและเป็นแบบแบบเฉพาะศาสนารอดตามแบบพุทธรอดตามแบบคริสต์รอดตามแบบอิสลามกล่าวอีกทีหนึ่งว่าเรื่องศาสนานั้นกล่าวถึงเรื่องความรอดสัตว์เดรัจฉานต่ำๆต้อยๆ
มันก็มีวิธีการเพื่อให้รอดตามศาสนาของมันศาสนาของเปรี้ยวของปูก็คือการวิ่งลงรูการวิ่งลงรูก็คือศาสนาของเปรี้ยวของปูสัตว์อย่างอีกมันก็มีวิธีของมันเพื่อจะให้รอดรอดจากความตายนั้นก็คือของมันที่นี้มนุษย์ก็มีวิธีที่จะให้รอดจากความตายมีการทำมาหากินมีการเป็นอยู่ที่ถูกต้องมีอนามัยดีมีการสัมพันธ์สังคมดีมันก็รอดศาสนาก็สอนเพื่อต้องการความรอดเพราะทุกชีวิตต้องการความรอดจึงกล่าวได้ว่ามันมีศาสนาตามแบบของมันนี้ความรอดนี้ในมาจากหน้าที่การทำหน้าที่หรือจะเรียกว่าธรรมะก็ได้ต้องประพฤติธรรมะหรือหน้าที่ที่ถูกต้องก็ได้กฎของธรรมชาติและก็รอดนั้นเราจึงหันมามุ่งหมายถึงความมรอดสิถ้าพวกคุมอ้างจะเป็นผู้ประสานศาสนากับสังคมช่วยสังคมก็ต้องนึกถึงความรอดประสานไปทำไมช่วยไปทำไมมันก็เพื่อความรอดเราต้องรู้เรื่องความรอดอย่างถูกต้อง
คนเราก็ทำความรอดแก่เราได้แล้วเราจะช่วยเพื่อนมนุษย์ให้ทำความรอดได้สมาคมของเราก็จะประสานสาสนากับสังคมได้การนำศาสนามาใช้ในสังคมเพื่อให้สังคมมันรอดได้และก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องมีเหตุผลมีชีวิตจิตใจไม่ใช่ละเมอเฮอๆตามๆกันไปอย่างที่ทำตามๆกันไปอย่างนั้นแหละหน้าสงสารถ้ารู้ปัญหามีอย่างไรจะช่วยกันแก้อย่างไรก็ช่วยๆกันทำในบัดนี้มันก็มีปัญหาอยู่ที่ว่ามนุษย์อย่างเรานี้เขาได้รับประโยชน์ของเขาน้อยเกินไปได้รับประโยชน์จากศาสนาของเขาน้อยเกินไปเป็นเพราะเขาไม่ดึงเอาศาสนาของเขามาประสานใช้กับชีวิตของเขาเราก็จะช่วยดึงเอาศาสนาของเขามาใช้ในชีวิตของเพื่อเอาตัวรอดนี้เรียกว่าการประสานศาสนากับสังคมเกิดผลดีจากความมุ่งหมายทางศาสนาและสังคมจริงสิ่งที่จะช่วยให้รอดทางศาสนานั้นคือหน้าที่หน้าที่ก็คือธรรมะ
ดังนั้นเราจะพูดได้ว่าธรรมะเป็นเครื่องช่วยให้รอดก็ได้หรือหน้าที่เป็นเครื่องช่วยให้รอดก็ได้หรือจะพูดว่าการงานเป็นเครื่องช่วยให้รอดถ้าเราใช้การงานเป็นเครื่องช่วยให้รอดมันก็เป็นภาษาธรรมดาหน้าที่ก็สูงขึ้นไปหน่อยธรรมะก็ให้ความหมายสูงสุดชอบคำว่าธรรมะแปลว่าทรงผู้ที่มีธรรมะมิให้ตกลงไปหน้าที่ก็คืออย่างนั้นแหละที่ทำอยู่ทุกวันๆมันช่วยทรงฐานะของคนนั้นไว้ไม่ให้ตกเกี่ยวกับการงานการงานที่เขาทำนั่นแหละมิให้ตกพลัดลงไปสู่ระดับทุเรศทุกข์ทรมานฉะนั้นการงานก็ดีหน้าที่ก็ดีธรรมะก็ดีเป็นสิ่งเดียวกันก็มีความหมายอย่างเดียวกันช่วยให้เกิดความรอดซึ่งเป็นที่หมายของมนุษย์ทุกชนิดทุกระดับซึ่งเป็นที่หมายของทุกศาสนาเพราะศาสนามีมาเพื่อช่วยให้มนุษย์ได้รอดลงความว่ามีความรอดที่เกิดมาจากการประพฤติธรรมะหรือการทำหน้าที่หรือการทำการ
งานนี่แหละคงเข้าใจได้ว่าการงานคืออะไรการงานคืออะไรที่นี้จะพูดถึงการงานในระดับสูงสักนิดหนึ่งว่ามีผู้ถามการงานในระดับสูงเนี่ยคือเรื่องทางจิตใจเราได้ยินคำว่ากัมฐานกัมฐานเนี่ยปฏิบัติกัมฐานจากสำนักนั้นสำนักนี้ทำกัมฐานกัมฐานแปลว่าฐานะหรือรากฐานของการงานธรรมะแปลว่าการงานหรือหน้าที่ก็ได้กัมฐานก็เป็นรากฐานของการทำงานหรือหน้าที่อย่างชนิดที่เป็นล้ำเป็นสันมีความหมายมากมีความสำคัญมากที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงค่าทางจิตใจที่ฝ่าทางรอดไปได้เราก็เรียกกัมฐานก็คือการทำการงานการทำหน้าที่ทางจิตใจให้มีความสูงขึ้นไปเรื่องกัมฐานนี้ก็แบ่งเป็นสมาถกัมฐานวิปัสสนากัมฐานอย่างที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่แล้วนั้นไม่ต้องบอกกัมฐานคือการงานที่เป็นล่ำเป็นสันสมาถกัมฐานคือกัมฐานทำความสงบทางจิตใจวิปัสสนากัมฐานกัมฐานทางความแจ่มแจ้งทางจิตใจเราต้องความสงบทางจิตใจก่อนจึงสามารถที่จะอยู่ในสภาพที่แจ่มแจ้งได้เต็มที่เราจึงต้องทั้งสมาถกัมฐานและวิปัสสนากัมฐานจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งให้เข้าใจได้ง่ายแต่ว่าเหมือนที่เขาให้แว่นนูนรวมแสงแดดมันต้องรวมแสงแดดทั้งหมดเข้าเป็นจุดเดียวกันไฟจึงจะรุกขึ้นมา
ถ้าจึงกำลังจิตทั้งหมดรวมเป็นจุดเดียวกันแล้วความแจ้งและปัญญาก็จะรุกขึ้นมาสมาถกัมฐานคือการรวมแสงจุดเดียวกันวิปัสสนากัมฐานคือไฟที่รุกขึ้นมาในจุดเดียวกันบางทีที่จะพูดให้มันง่ายเด็กๆฟังได้อีกอย่างหนึ่งคือสมาถกัมฐานคือการทำให้เตรียมพร้อมก็จะเห็นแจ้งมีการกระทำในเบื้องต้นเพื่อให้เกิดความแจ้งนี้ก็จะเรียกว่าสมาถกัมฐานหมดทำจิตให้รวมกำลังรวมแสงแต่เราจะเช็ดแว่นตาใครที่สวมแว่นตาจะรู้ดีว่าเราต้องเช็ดแว่นตาให้สะอาดจึงจะมองเห็นสมาถกัมฐานก็เหมือนกับเช็ดแว่นตาจิตเช็ดแว่นตาทางจิตให้มันกระจ่างและมันก็จะเห็นได้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม