สารบัญ
หน้าที่ 3 - บทความเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา
ข้าพเจ้าได้คัดลอกความเห็นตอบกระทู้ของ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา มาเพื่อท่านจะได้อ่านสะดวกดังนี้ :
"คนไทยใช้กะทิประกอบอาหารหวานคาวมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยไม่ปรากฎว่ามีใครเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน จนกระทั่งเราเปลี่ยนมาบรโภคนำมันไม่อิ่มตัว กะทิกับน้ำมันมะพร้าว เป็นสารตัวเดียวกัน แต่อยู่ในรูปต่างกัน มีข้อดีคือ
๑. มีความอิ่มตัว ทำให้ออกซิเจน และไฮโดรเจนเข้าแทรกไม่ได้ จึงไม่เกิด trans fat และไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งและทำอันตรายต่อเซลในร่างกาย
๒. เป็นโมเลกุลขนาดกลาง จึงเคลื่อนย้ายในร่างกายได้รวดเร็ว จากกระเพาะไปลำไส้ และเข้าไปเปลี่ยนเป็นพลังงานในตับ จึงไม่สะสมเป็นไขมัน ดังเช่นน้ำมันไม่อิ่มตัว
๓. มีภูมิคุ้มกันเกิดจากกรดลอริก ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันกับนมแม่ที่ช่วยให้ทารกมีภูมิคุ้มกันโรค อีกทั้งยังทำลายเชื้อโรคแทบทุกชนิดได้
๔. มีวิตามินอี ที่มีอานุภาพช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เข้ามาทำลายเซล ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและโรคแห่งความเสื่อมอีกหลายโรค มีประจักษพยานมากมายจากชนชาติที่บริโภคกะทิและน้ำมันมะพร้าวมาเป็นเวลานับพันปี โดยไม่มีผู้ใดเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ฯลฯ
จนกระทั่งเปลี่ยนไปบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัวภูมิปัญญาของคนไทยคือการใช้กะทิในอาหารไทย ช่วยให้ปลอดโรค ร่างกายแข็งแรง และไม่อ้วน เกือบ ๓๐ ปีมาแล้วที่เราถูกเขาหลอกให้บริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว เพราะผลประโยชน์อันมหาศาล แต่ได้ทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันมะพร้าวและกะทิของเรา รวมทั้งรายได้ของชาวสวนมะพร้าว ตลอดจนต้องเสียเงินอีกมากในการสั่งซื้อน้ำมันไม่อิ่มตัวเข้ามาบริโภค และในการรักษาโรคที่เกิดจากการบริโภคน้ำมัน
ไม่อิ่มตัวถึงเวลาแล้วที่เราจำต้องตอบโต้กับการปรักปรำกะทิ และน้ำมันมะพร้าว และรณรงค์ให้คนไทยหันกลับมาบริโภคกะทิ ดังที่บรรพบุรุษของเราปฏิบัติมาเป็นแล้วช้านาน"
ใครต้องการอ่านบทความและรายละเอียดเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว ขอให้คลิกไปดูที่ URL
http://cdri.multiply.com
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 24 ก.ย. 2550 (06:35) เป็นการเตือนภัยที่ดิฉัน มีครอบครัวเหมือนท่าน เมื่อดิฉันกลับมาใช้
น้ำมันหมู โดนสามีว่าจะบ้าเหรอ แต่เขาก็ขัดดิฉันไม่ได้ ที่บ้านเดี๋ยวนี้
ใช้น้ำมันหมู และ น้ำมันข้าวโพด/ น้ำมันคาโนล่า(ต่างประเทศ) ราคาแพง
ขวดละเป็นร้อย ซึ่งก็ถูกค่อนขอด แต่ใช้แล้ว คลอเรสเตอรัล ลดลงค่ะ
ดิฉันขออนุญาต นำไปลงที่
http://www.typezclub.com/forums/index.php?showtopic=3302&pid=35679&st=0entry35679 ซึ่งเป็นคลับ ที่มีวัยรุ่น
และวัยพ่อ แม่ ลูก เพื่อเป็นวิทยาทานค่ะ
zhant
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 11 ต.ค. 2550 (23:19) คุณ zhant: ขออนุโมทนาด้วยที่มีจิตเป็นกุศล น้ำมันข้าวโพด น้ำมันคาโนล่า ราคาจะแพงมากไปหน่อย เศรษฐกิจยุคนี้ลองน้ำมันมะพร้าวจะดีกว่าไหม รายละเอียดเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวดูได้จากบทความของดร.ณรงค์ โฉมเฉลาที่พูดไว้ในการสัมนาวิชาการที่กระทรวงสาธารณสุข
http://www.dtam.moph.go.th/alternative/viewstory.php?id=360
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 9 ธ.ค. 2550 (09:52) ขอบคุณที่ให้ความรู้ที่มีประโยชน์กับชีวิตประจำวัน ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อให้บุคคลที่รู้จักและนักศึกษาที่สอนนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 23 ม.ค. 2551 (11:18) คุณ Zhant และ คุณ Buthsaba : ขอให้ช่วยๆ กันเตือนภัยที่คุกคามสุขภาพคนที่ท่านรู้จักมักคุ้น คนทั่วไปมักมีทิฏฐิมานะ ถือความเห็นของตนเองเป็นใหญ่ ไม่เชื่อคนอื่น เพราะพิษภัยที่อยู่ในน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีนั้น มองเห็นได้ยาก ต้องใช้เวลานานนับสิบปี เมื่อป่วยขึ้นมาก็กลายเป็นโรคนั้นโรคนี้ ไม่ใช่โรคที่เกิดจากน้ำมันพืชฯ ดังนั้น คนทั่วไปจึงยึดติดความอร่อยลิ้น เหมือนคนติดเหล้า บุหรี่ และยาเสพติด ที่ไม่ตระหนักถึงพิษภัยของมัน จนกระทั่งหายนะมาถึงตัวในวาระสุดท้าย น่าสงสารครับ