 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32609" type="text/javascript"></script> |
|
|
การทำชีวิตให้มีธรรมะ
แด่ท่านนักศึกษาที่สนใจในธรรมะทั้งหลายขอแสดงความยินดี ในการมาที่นี่ของท่านทั้งหลาย ในลักษณะอย่างนี่คือแสวงหาสิ่งที่เรื่องว่าธรรมะสำหรับ ไปใช้เป็นเครื่องดำเนินชีวิต ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นสิ่งที่ ขออนุโมทนา แม้ที่สุดต้องนั่งกลางดินซึ่งไม่เคยนั่งหร
post ครั้งแรก: Fri 14 September 2007, 12:11 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 28 December 2007, 11:27 am
|
หน้าที่ 2 - โลกียะ
ขอให้สนใจรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตชีวิตนั้นให้ดีดี อายุ๑๐ปีรู้จักเรียกว่าสิ่งที่ชีวิตเท่าไรอายุ๒๐ปีรู้จักชีวิตเท่าไร๓๐ปีรู้จักชีวิตท่าไร๔๐ปี๙๐ปีจนกระทั่ง๑๐๐ปีรู้จักสิ่งที่เรียกว่าชีวิตเท่าไร ถ้ามองเห็นความจริงข้อนี้หละก็เด็กๆจะไม่ดูถูกคนแก่ คนอายุน้อยๆเนี่ยจะไม่ดูถูกคนแก่แต่ว่าคนหนุ่มอาจจะข้าใจว่าเราไปเรียนมามากจากเมืองนอกเอาปริญญามาเป็นหางจากเมืองนอก ดังนั้นเราก็จะรู้อะไรมากกว่าตาแก่ยายแก่ที่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่ย่า ตายายของเราเอง ข้อนี้อย่าได้คิดอย่าได้คิดอย่างนั้น มันเป็นคนละเรื่องกัน ในเรื่องที่ไปเรื่องจากเมืองนอกมากมายนั้นเป็นแค่ทางวัตถุ เป็นเรื่องเพื่อจะแสวงหาวัตถุแสวงหากำลังแสวงหาอำนาจเท่าที่มนุษย์เหล่านั้นมันรู้จักสอนกันได้เท่านั้น เพราะไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอนธรรมะ แยกกันไปแตกต่างกันไปเป็นของส่วนของบุคคล ให้อยากรู้ธรรมะก็ไปหาเรียนเอาเองตามวัดตามวาตามอะไรต่างๆเอาเอง ระบบการเรียนของโรงเรียนของมหาวิทยาลัยนั้นมันไม่มี แยกออกไปเสียอย่างนี้ เมื่อมนุษย์มันฉลาดเรื่องโง่อยู่มากขึ้น
ก่อนนี้การเรียนศาสนามีอยู่ทุกโรงเรียนอยู่ทุกมหาวิยาลัยแม้ในเมืองนอก มหาวิทยาลัยที่สำคัญๆเช่น อ๊อฟฟอร์ด เคนวีจี พระจัดทั้งนั้นแหละมันก็มีเรื่อศาสนาต่อมามันค่อยๆเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงไปทั้งโลกคนนิยมเหมือนกันหมดก็เพราะว่ามันคนละเรื่องอย่าทำให้มาเกิดความช้า ช้าที่จะศึกษาวิชา ที่เราต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะมีอำนาจในการสงครามหรือเรื่องอะไรก็สุดแท้ เรื่องเทคโนโลยี เรื่องอิเล็กทรอนิกส์เรื่องอะไรก็ตามทีเรื่องที่เขาค้นหากันให้ฉลาดเลวๆนั้น อย่างนั้นมันไม่ได้ดับทุกข์มันเป็น เครื่องมือปัจจัยแห่งการสนองกิเลสไว้ เป็นเครื่องมือปัจจัยในการที่จะประหัตประหารผู้อื่นได้ งั้นขอให้รู้จักกันไว้ว่าโชคมันไม่ดีจะต้องใช้คำหยาบคายว่าอีผีบ้านั้นมาเข้าสิงมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้จะถึงกับยกเรื่องศาสนาออกไปเสียจากระบบการศึกษาและโลกก็กำลังเป็นอย่างนี้กำลังเป็นอย่างที่เป็นอยู่นี้ ก็รองพิจารณาดูมันมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้นมันยิ่งเรียนยิ่งฉลาดยิ่งฉลาดยิ่งมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ควบคุมความเห็นแก่ตัวไม่ได้ก็ใช้ความฉลาดเป็นอัตพาล นั้นมันจึงเกิดอัตพาลเกิดโจรขโมยจี้ปล้นอะไรก็แล้วแต่ สารพัดอย่างซึ่งเก่งสามารถเข้าการศึกษา มันที่สามารถก้าวหน้าด้วยเงินการ ที่มันกลายเป็นผลที่ตรงกันข้ามไปเสียอย่าง
ถ้ายิ่งฉลาดและใช้ความฉลาดนั้นให้ถูกต้องนี้ ในโลกนี้ก็เป็นโลกที่วิเศษและประเสริฐที่สุด ที่นี้คนที่ฉลาดจะใช้ความฉลาดเพื่อความเห็นแก่ตัวและที่น่าสงสารกว่านั้นคือใช้ความฉลาดเพื่อจะสนองกิเลสของตัว ให้ความฉลาดเพื่อจะแสวงหาปัจจัยทางกามรมย์ ให้ประเสริฐให้วิเศษเหมือนจะแข่งขันกับเทวดานี่มันเสียอย่างนี้ ถ้ารู้ความจริงในข้อนี้ในฐานะว่ามันเป็นปัญหาเลวร้ายที่กำลังมีอยู่จริง และต้องการจะดับมันเสียจะขจัดมันเสียนั้นแหละจะรู้สึกคุณค่าของธรรมะ คือสิ่งที่ตรงกันข้ามอยากจะพูดว่าถ้าอยากรู้จักคุณค่าของธรรมะหรือศาสนา ก็ลองตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ถ้ามันไม่ธรรมะไม่มีศาสนาในโลกนี้เลยแล้วสัตว์ในโลกนี้จะเป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้เราเกิดมาในโลกที่มีในโลกที่เรียกกันว่ามี ที่ถือกันว่ามีธรรมะมีศาสนาแต่แล้วทำไมยังเต็มไปด้วย วิกฤติการณ์ นี้ลองคิดต่อไปว่าถ้าโลกนี้ไม่มีศาสนาไม่มีธรรมะแล้วหละก็มันจะทำอะไรเลวร้ายกว่านี้เหลือที่จะคณานับได้ใช่ไหมกว่าสิบเท่ากว่าสิบเท่ากว่ากี่ร้อยกี่พันเทาจะเลวร้ายกว่านี้มากที่นี้ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นแหละแต่ส่วนตัวของคนแต่ละคนถ้าไม่มีธรรมะจะเป็นอย่างไรแล้วก็จะเจริญอยู่แต่รัก โกรธ เกียจ กลัว วิตก กังวล อาลัยอาวอน อิจฉาริษยา หึงห่วงกันตามธรรมดาสามัญถ้าไม่มีธรรมะปะทะปะทังไว้บ้าง
เดี๋ยวนี้มันไม่มีมากแต่ก็มีก้าวที่จะตักเตือนกันที่จะพูดจากันดังที่กล่าวมาแล้วว่าถ้าสกุลนั้นตระกูลนั้นเป็นตระกูลที่มีวัฒนธรรมหละก็ดีมันมีธรรมะเจือจุนอยู่ในวัฒนธรรมนั้นเด็กๆก็ค่อยยังชั่ว จะเติบโตมาในลักษณะที่ไม่งมงายไม่หลงไม่เขลา ไม่เป็นทาสของกิเลสไม่เป็นทาสของวัตถุ ไม่เป็นทาสของอายะตะนะ ในคำที่แปลงในคำทีค่อยข้างแปลงเหล่านี้ช่วยจำไว้เถอะว่ามีประโยชน์มากที่สุด ถ้าเขาเป็นทาสของอายะตะนะ คือเขาเป็นทาสของตาหูจมูกลิ้นกายใจหรือเป็นทาสของสิ่งที่มันคู่กันคือรูปเสียงกลิ่นรสโกรธราคะทางอารมณ์ ถึงจะเป็นทาสของอายะตะนะ ที่นี้คือมันเป็นเรื่องของกิเลสคือไม่มีความรู้ไม่มีปัญญา มันก็เพื่อจะสนุกสนานเอร็ดอร่อยนั้นเองนี่เรียกว่าเป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของความไม่รู้ มันก็เลยดื่มด่ำลึกลงไปเป็นทาสของกิเลส นี่การศึกษาที่ดำเนินมาโดยไม่มีธรรมะและศาสนาเป็นเครื่องช่วยโดยเรียกมันว่าการศึกษาชนิดสุนัขหางด้วน ตามประสาหมาหางด้วน มันมันก็จะดูไม่ได้มันก็จะวิ่งแปะปะๆไปไม่เป็นระเบียบไม่ตรงไม่อะไร แล้วไม่ครบมันไม่ครบถ้าหางมันด้วนมันไม่ครบ
ที่นี่ในโลกนี้มีการศึกษาที่ไม่ครบอย่างนี้ ไม่สำหรับผู้จะมีความสุข แล้วมันเกิน เกินสำหรับจะไปเป็นทาสของกิเลส ไอ้เทคโนโลยีทั้งหลายเตรียมพร้อมที่จะไปเป็นทาสของกิเลส อีกอยากหนึ่งก็เพื่อจะฆ่ากันล้างบางกัน นี้เรายังไงยังไงก็เกิดมาแล้วเกิดมาในลักษณะอย่างนี้จะทำอย่างไร มันก็จะต้องทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่นี้สำหรับอะไรดีดีอย่างไรดีวิธีไหน มันก็ยังมีสิ่งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องในความดีสวยงามเอร็ดอร่อย มีอำนาจวาสนาเกียรติยศชื่อเสียง แต่เป็นทาสของกิเลสที่ไม่ดีที่ใช้ไม่ได้มันต้องไม่เป็นอย่างนั้นจึงจะเป็นความดีที่ถูกต้อง ดีหรือถูกต้องเนี่ยเป็นคำอธิบายยาก เพราะว่าถ้ามันเห็นยากแล้วยิ่งไปเรียนออเรจิกกันมาเราก็จะไม่รู้ว่าจะดีกันอย่างไร คือมันวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่อยไป ดังนั้นเอาตามหลักธรรมะในพระพุทธศาสนาดีกว่า คล้ายๆว่าดีหรือถูกต้องก็ตามหมายความว่า ไม่ทำใครเดือดร้อนแต่ทุกคนได้รับประโยชน์ ในการกระทำที่ทำให้ใครได้รับประโยชน์และไม่เดือดร้อนการกระทำนั้นเรียกว่าดีๆ ไม่เพ่งเลงว่าจะได้เงินมาก จะได้ชื่อเสียงมาก จะได้อำนาจมาก จะได้อะไรเพื่อไปใช้เพื่อเป็นทาสของกิเลส เนี่ยพอจะมองเห็นได้แล้วนี่ว่าเรื่องธรรมะกับโลก เรื่องโลกียะกับเรื่องโลปุตายะนั้นแยกทางกันเดินอย่างไร
ถ้าเป็นเรื่องโลกเป็นเรื่องโลกียะมันก็เป็นโง่อยู่ในโลกจมอยู่ในโลกฝังตัวอยู่ในโลกคือธาตุของโลก หลงใหลในความเอร็ดอร่อยต่างๆที่จะได้รับจากโลกนี้มันพวกหนึ่งมันคนพวกหนึ่ง ถ้าเป็นธรรมะเป็นโลปุตายะมันก็ไม่เป็นอย่างนั้น สำหรับจะรู้แจ้งประจักษ์ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง สามารถจะดำรงชีวิตทางกายทางใจ ในลักษณะที่ไม่มีความทุกข์แก่ใครมีแต่เป็นประโยชน์แก่ทุกๆฝ่ายเลย หรือทุกคน นี้คำว่าดีหรือไม่ดี คำว่าผิดหรือคำว่าถูกนี่ มันมีความหมายอย่างนี้ในทางธรรม
แต่ถ้าเอาทางปรัชญานั้นเขาเรียกว่าพูดกันมากในที่สุดก็ยุติกันไม่ได้ ก็มันมีปัญหาอยู่ตั้งขึ้นมาได้เสมอ เช่นในวัดนี้เขาไม่เอาดีเอาชั่วเอาผิดกันแบบนั้นแหละ เอาตามแบบในวัดเลยในศาสนานี้ ถ้าดีหรือถูกไม่ทำอันตรายใครทุกคนได้รับประโยชน์ ชั่วหรือผิดเนี่ยทำอันตรายตัวผู้นั้นเองด้วยทำอันตรายแก่ตัวแก่คนเหล่าอื่นด้วย ไม่มีใครได้รับประโยชน์นี่ขอให้พิจารณาดูว่าจะเอาหรือไม่เอา ถ้าไม่ต้องการอย่างนี้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาศึกษาธรรมะ ถ้าต้องการที่จะมีชีวิตชนิดที่ว่าเป็นชีวิตเนี่ยอยู่ไม่ร้อนอยู่เป็นสุขสบาย เต็มไปด้วยความเป็นประโยชน์มีความสุขอยู่ในการทำประโยชน์
ถ้าต้องการอย่างนี้ก็ดีศึกษาธรรมะได้เพราะธรรมะจะช่วยให้เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าว่าการจะลาภ วาสนา ร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติเพื่อสนองกิเลสกามรมย์โดยเฉพาะหละก็ไม่ต้องหลอกมันไม่มีทางหลอกที่จะศึกษาธรรมะ เพราะธรรมะมันเดินคนละทางกับไอ้ความรู้สึกอย่างนั้น ดังนั้นมันก็พอกับที่จะกล่าวได้ว่าธรรมะก็คือหนทางเดินของชีวิตที่เดินไปอย่างถูกต้อง เราจะไม่พูดถึงศาสนา ศาสนาไหนกันเสียเลยมันก็พูดได้เป็นเรื่องของธรรมชาติของธรรมชาติของชีวิตที่มีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์และมนุษย์มันก็เลือกเอาข้างที่ไม่เป็นความทุกข์เองแต่ถ้ามันหลงอยู่หลงอยู่มันก็ค่อยๆฉลาดขึ้นฉลาดขึ้นตามอายุที่มันมากขึ้น เช่นคนแก่จะมาหลงอะไรอยู่อย่างลูกเด็กอมมือมันก็ไม่ได้ คนแก่นี้จะมาหลงอะไรอยู่อย่างเด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวนี้ก็ไม่ได้ นี่มันก็พ้นไปพ้นไปที่เรียกว่ามันฉลาดขึ้นฉลาดขึ้น
แต่จะไปฉลาดกันตอนเข้าโลงนั้นมันไม่ไหวตอนใกล้จะเข้าโลงนั้นก็ฉลาดทำไม มันก็ไม่มีเวลาได้รับประโยชน์ความฉลาด มันควรฉลาดกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้แหละศึกษาธรรมะเพื่อให้รู้ความจริงของธรรมชาติ และก็ไม่โง่ไม่หลงไม่เข้าใจผิดทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสวยงามสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ซึ่งเป็นสิ่งร้ายกาสที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้ ซึ่งทุกคนกำลังหลงใหลกันทั้งโลก ที่พัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ก็เพื่อสิ่งนี้ ที่ทำสงครามเพื่อแย่งชิงมาก็เพื่อสิ่งนี้ มันอยากจะครองโลกก็เพื่อประโยชน์จากสิ่งนี้ นี่เราก็ลองคิดดูให้ดีในชีวิตที่มันเหลืออยู่นี้เราจะใช้ประโยชน์อะไรจึงจะสมกันจึงจะคุ้มกัน ถ้ามันมองไม่เห็นมันก็ยังเดินไม่ถูก
ถ้ามองเห็นมันก็จะเริ่มเดินถูก คือธรรมชนิดที่มันไม่เกิดกิเลสอย่างที่กล่าวมาแล้ว หรือว่าแค่จะรู้จักเข็ดรู้จักหลาบรู้จักจำไม่ทำผิดซ้ำๆไม่ต้องร้องไห้เป็นครั้งที่สองในกรณีเดียวกันอย่างนี้เป็นต้น มันก็เรียกว่าก้าวหน้าไปในทางธรรมะ เดี๋ยวนี้มันยังหัวเราะซ้ำๆซากๆ ร้องไห้ซ้ำๆซากๆ ไม่มีอะไรดีขึ้นมันก็เรียกว่าน่าสงสาร วัดกันได้ง่าย แค่มีธรรมะมากขึ้นมันจะหัวเราะหรือร้องไห้นั้นน้อยลง หัวเราะชนิดที่จะเอาจะเอาอยากได้และจะเอายินดีปรีดามันจะน้อยลง มันจะร้องไห้เพราะไม่ได้อย่างใจ วิบัติ พัดพากจากสิ่งที่รักจากสิ่งที่พอใจมันก็จะน้อยลง หัวเราะน้อยลง ร้องไห้น้อยลงเพราะมันเห็นธรรมะไง เห็นธรรมะโดยเฉพาะมันเห็นความจริงของธรรมะชาติว่ามันอย่างนั้นเองมันอย่างนั้นเอง
เมื่อไม่มีความรู้ที่ถูกต้องมันก็หลงได้มากขนาดนั้นแหละ หลงของสวยงามทางตาหลงความไพเราะทางหู หลงของหอมหวนทางจมูก หลงของอร่อยทางลิ้น ความนิ่มนวลทางผิวหนังจนกระทั้งความประเล้าปะโลมทางใจ ที่มีเกิดขึ้นจากสิ่งภายนอกเหล่านั้นนี่รียกว่ามันหลง หรือจะยอมว่าเราต้องหลงกันสักพักหนึ่งก่อนแล้วจึงค่อยหาหลงมันก็ยังดีกว่าที่จะหลงกันจนกระทั่งเข้าโลง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม