 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32609" type="text/javascript"></script> |
|
|
การทำชีวิตให้มีธรรมะ
แด่ท่านนักศึกษาที่สนใจในธรรมะทั้งหลายขอแสดงความยินดี ในการมาที่นี่ของท่านทั้งหลาย ในลักษณะอย่างนี่คือแสวงหาสิ่งที่เรื่องว่าธรรมะสำหรับ ไปใช้เป็นเครื่องดำเนินชีวิต ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นสิ่งที่ ขออนุโมทนา แม้ที่สุดต้องนั่งกลางดินซึ่งไม่เคยนั่งหร
post ครั้งแรก: Fri 14 September 2007, 12:11 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 28 December 2007, 11:27 am
|
หน้าที่ 4 - ศีลสมาธิปัญญา
นี่ถ้าเราจะไม่เอาหลักศาสนาเราก็คิดเอาเองอย่าให้มันเป็นอย่างนั้นมันก็ถูกต้องแล้ว อย่าให้ความทุกข์เกิดขึ้นมาได้อย่าให้โง่ขนาดนั้นก็ถูกต้อง แต่เดียวนี้มันมีโชคดีที่ว่ามันมีหลักศาสนาวางไว้ให้หมดแล้วไม่ต้องคิดก็ได้หรือถ้าคิดก็คิดวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลักนั้นถูกต้องจริงไหมเช่น
พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าในมรรคมีองค์แปดมีหนทางดับทุกข์ไม่มีเหลือ ในมรรคมีองค์แปดนี่เข้าใจว่าคงจำกันได้ แต่นั้นแหละคือตัว ตัวศาสนาที่แท้ของศาสนา เนื้อตัวของศาสนาแหละอยู่ที่อริยมรรคมีองค์แปดนั้นแหละ มีความเห็นถูกต้องมีความปรารถนาถูกต้อง มีการพูดจาถูกต้อง มีการทำการงานถูกต้อง มีการดำรงชีวิตถูกต้อง มีความพากเพียรถูกต้อง มีสติถูกต้อง มีสมาธิถูกต้อง ที่เรียกว่ามรรคมีองค์แปด ที่เคยให้เรียนในโรงเรียนนานแล้วแต่เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หรือไม่ก็ไม่ทราบแตกเป็นแปดถูกต้องแล้วมันก็ไม่มีทางผิดถ้ามีความรู้ความคิดความเห็นความเชื่อความเข้าใจถูกต้องในข้อแรกที่เรียกว่า สัมมาทิฐิเนี่ย
ถ้าอันนี้มันถูกต้องมันก็ทำต่อไปอย่างถูกต้อง ด้วยปรารถนาถูกต้องควรทำอย่างไร แล้วมันก็ดำเนินไปตามปรารถนานั้นด้วยการพูดจานั้นก็ถูกต้อง การทำการงานก็ถูกต้อง การดำรงชีวิตอยู่ก็ถูกต้อง คำว่าถูกต้องนี้ก็เหมือนที่พูดไปแล้วคือมันไม่มากไม่น้อยไม่ขาดไม่เกินแล้วก็ไม่ทำอันตรายแก่ผู้ใดมีแต่ทำประโยชน์แก่ทุกฝ่ายเรียกเต็มที่ก็เรียกมรรคมีองค์แปดคือแปดข้อรวมกันเป็นหนึ่งมรรค
ถ้าจะย่อให้ง่ายลงมาอีกก็เหลือสามเหลือศีลสมาธิปัญญา แปดข้อนั้นจะย่อให้เหลือเป็นสามก็ได้คือว่า สององค์แรกเป็นปัญญา สามองค์ถัดไปเป็นศีล สามองค์ถัดไปเป็นสมาธิ ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เอาองค์ที่เป็นปัญญามาไว้ข้างต้นจะได้นำหน้าสัมมาทิฐินำหน้าได้ทุกสิ่งถัดไปได้ตามอย่างถูกต้อง ไปศึกษาเสียเถิดถ้ายังไม่เคยรู้เรื่องนี้ ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ก็ไม่เคยรู้เรื่องพระพุทธศาสนาเลย เพราะตัวพระพุทธศาสนาแท้ๆมันคือเรื่องนี้มันคือเรื่องมรรคมีองค์แปด พวกฝรั่งซะอีกมันยังเข้าใจถูกต้องที่มันเรียกว่ามิสเติ้ลเวอร์ เดอะมิสเติ้ลเวอร์ โฮดี้เดอะมิสติสัน มิสเติ้ลเวอร์เดินสายกลางด้วยองค์แปดประการไม่มากไม่น้อย ไม่หย่อนไม่ตึง ไม่เปียกไม่แห้ง ไม่อะไรทุกอย่างเลยที่มันเป็นสุดเหวี่ยง มันอยู่ตรงกลางก็พลอยทำให้อะไรอะไรนั้นก็เป็นกลาง ไม่หลงรักและไม่หลงเกียจก็คือผู้อยู่ตรงกลาง ไม่มองโลกในแง่ดีไม่มองโลกในแง่ร้ายมันก็อยู่ตรงกลาง
นั้นจึงไม่มีอะไรทำให้หัวเราะไม่มีอะไรทำให้ร้องไห้ซึ่งมันไม่อยู่ตรงกลาง ถ้ามันรู้อยู่อะไรเป็นอะไรมันเป็นจริงแล้วมันต้องดู มันก็ไม่เอียงไปข้างหัวเราะเพราะว่าความรักความพอใจ ไม่เอียงไปทางร้องไห้หากเพราะว่าโกรธและเสียใจ ดำรงชีวิตให้อย่างเป็นอิสระที่สุด เป็นประชาธิปไตยทางจิตทางวิญญาณด้วย เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงคือทำให้เป็นอิสระแก่กิเลส ให้อยู่อย่างถูกต้องสมกับคำว่าเป็นไทยเป็นไทยไม่เป็นทาสของผู้ใดและที่นี่ด้านจิตด้านวิญญาณก็ไม่เป็นทาสของกิเลส ถ้ายังเป็นทาสของกิเลสก็ยังไม่ใช่ผู้อิสระ รู้จักกิเลสไว้เสียดีๆแต่มันก็ยาก ก็ยายกอย่างยิ่งตรงที่คนนั้นเอากิเลสนั้นแหละเป็นตัวตนเมื่อมันเอากิเลสเป็นตัวกู้ก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรมาทำให้สูญเสียอิสรภาพก็เป็นไปตามกิเลสหมด มันก็หลงใหลจนเข้าโลง สิ้นไปชาติหนึ่งไม่มีอะไรสักนิดเรียกว่าเสียชาติเกิด
เอาเป็นอันว่าเราได้พูดกันถึงเรื่องว่าธรรมะทำไม ธรรมะทำไม ชีวิตคืออะไร ชีวิตต้องการธรรมะในลักษณะไหนและเมื่อชีวิตมีธรรมะแล้วจะได้รับประโยชน์อย่างไรคำตอบมีอยู่ในคำบรรยายที่พูดมาแล้วขอให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่มีใครจะช่วยได้หลอกถ้าบุคคลนั้นๆไม่สนใจที่จะเข้าใจและนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วก็ไม่มีใครช่วยได้ พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ พระพุทธเจ้าช่วยได้ก็ต่อเมื่อคนนั้นฟังธรรมของพระองค์ไปใคร่ครวญดูแล้วปฏิบัติตามมันจึงจะได้รับประโยชน์พระพุทธเจ้าช่วยได้เดี๋ยวนี้เรื่องที่ตัดไว้อย่างไรก็ไม่ได้สนใจว่ามันเป็นอย่างไรไม่ค่อยได้ปฏิบัติตามนี่เรียกว่าพระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ จะมาอ้อนวอนสักกี่ครั้งมันก็เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เป็นพุทธสาสนา เป็นศัยยาศาสตร์เป็นอย่างอื่นไป
ขอให้ระวังไว้ด้วยว่าศัยยาศาสตร์กับพุทธศาสนาเนี่ยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ศัยยะแปลว่าหลับ ศัยยาศาสตร์ก็เป็นศาสตร์หลับศาสตร์ของคนหลับศาสตร์ที่ทำให้หลับ พุทธะแปลว่าตื่น พุทธศาสตร์เป็นศาสตร์ของคนตื่น ทำให้ตื่นมีความตื่น พุทธศาสตร์กับศัยยาศาสตร์ ถ้าเอาพระเครื่องมาแขวนคอกับบ้างก็ของให้เป็นพุทธศาสตร์อย่าให้เป็นศัยยาศาสตร์เลย คือให้มันเป็นเรื่องบอกให้รู้ว่าทุกสิ่งมีเหตุมีปัจจัยเป็นไปอย่างนั้นเองไม่ต้องหัวเราะไม่ต้องร้องไห้พระเครื่องก็จะคุ้มครองไว้ได้ให้รอดจากทุกข์
แต่ถ้าเอามาแขวนสำหรับบวงสรวงอ้อนวอนมันเป็นเรื่องหลอกตัวเอง แต่มันทำชั่วทังที่พระเต็มคอมันก็ถูกตำรวจยิงตายทั้งที่พระเต็มคอนั้นแหละมันเป็นไปไม่ได้กับศาสตร์ของคนหลับ เราเป็นพุทธศาสตร์กันเถิด พุทธบริษัทกันเถิด รู้จักชีวิตอย่างที่พุทธบริษัทควรจะรู้แล้วก็ดำเนินชีวิตกันไปอย่าที่พุทธบริษัทควรดำเนิน แล้วเขาก็จะได้รับผลนั้นเต็มตามที่พุทธบริษัทควรจะได้รับเป็นแน่นอน นั้นว่าผู้ที่สนใจจะเป็นพุทธบริษัทให้ถูกต้องนี้จะได้คิดนึกในเรื่องเหล่านี้ให้ถูกต้องตามความจริงเนี่ยของธรรมชาติเพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติเป็นเรื่องกฎของธรรมชาติเป็นเรื่องหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นก็เป็นเรื่องผลที่เกิดขึ้นตามหน้าที่อันนั้น สิ่งสุดที่อยากจะพูดอีกนิดคือเรื่องบังคับตัวเองถ้าไม่มีการบังคับตัวเอง
คือมีธรรมะมาบังคับตัวเองหละ กิเลสมันก็จะบังคับตัวเอง กิเลสมันก็จะเป็นผู้ยึดครอง กิเลสเป็นตัวเป็นตัวบังคับให้ตัวเป็นไปตามอำนาจของกิเลสเหล่านั้นนี่เรียกว่าคือการไม่มีการบังคับตัวการบังคับกิเลส จะเห็นว่ากิเลสเป็นศัตรู ก็มีธรรมะมาบังคับกิเลสอย่างนี้ก็เรียกว่าบังคับตัวเอง ที่พูดนี้ก็บอกว่าทุกอย่างต้องทำเอง ต้องทำเอง ต้องช่วยตัวเอง ต้องโดยตัวเอง ต้องด้วยตัวเองของตัวเอง ไม่มีใครที่จะมาทำแทนให้ได้ ถ้าในเรื่องจิตใจไม่ใช่เรื่องทำไร่ทำนาคนอื่นมาช่วยทำแทนไม่ได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องจิตใจที่จะชนะกิเลสดับทุกข์แล้วมันเป็นเรื่องที่จะต้องทำเอง รู้จักตนเองว่าชีวิตเป็นอย่างนี้ ขอให้มีความเชื่อในตนเองว่ามันสร้างมาเพื่อจะให้ดับทุกข์ได้และจะพยายามที่จะบังคับตัวเองให้ทำอย่างนั้น จนกระทั่งมองเห็นผลก็พอใจในตัวเอง พอใจในตัวเองก็ยกมือไหว้ตัวเองได้เรื่องมันก็จบ สวรรค์อยู่ที่การยกมือไหว้ตัวเองได้ ถ้ามองดูตัวเองแล้วเกียจชังน้ำหน้าตนเองเป็นนรกที่นั่นและเดียวนั่น ไม่ว่าอยู่ที่ไหนไม่ว่าชาติไหนภาษาไหน นรกอยู่ที่การเกียจชังตัวเอง สวรรค์อยู่ที่การพอใจตัวเอง จึงควรกระทำทุกทุกอย่างให้เกิดความพอใจตัวเอง เคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้อยู่ทั้งคืนทั้งวัน จนกว่าจะสูงไปกว่านั้นก็คือว่าประพฤติปฏิบัติให้มันกว้างจากตัวตนไม่มีปัญหาเหลืออยู่อีกต่อไป
หมดปัญหาด้วยประการทั้งปวงเหลือแต่ชีวิตฝ่ายอธรรมะกัมตะ ฝ่ายโลกุตาระ ไม่รู้จักดับไม่รู้จักเกิดเป็นอมตะธรรม เราก็ได้พูดมาพอสมควรแก่เวลาแล้ว แล้วเป็นเรื่องพูดอย่างประหยัดเวลา ไม่อ้อมค้อมและไม่เกรงใจ เห็นอะไรควรจะพูดก็พูด และก็พูดกันในที่ศักดิ์สิทธิ์ คือพูดกันกลางดินเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธ์ เป็นพยานอันศักดิ์สิทธิ์ ดินเนี่ยเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านประสูติกลางดิน เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้กลางดิน เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนทั่วๆไปก็กลางดิน พระพุทธเจ้าอยู่กุฏิพื้นดิน ในที่สุดพระพุทธเจ้าท่านก็นิพพานที่กลางดินดูไม่มีอะไรเหลือ ดินมีความศักดิ์สิทธิ์ถึงที่สุดอย่างนี้
อย่างเรานี้มานั่งพูดกันกลางดิน มีดินเป็นพยานแห่งการพูดจาว่า เราได้พูดกันอย่านี้จริง ท่านผู้ใดที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างไร ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้นอย่างนั้น และเชื่อว่าจะมีแต่ความเจริญงอกงามก้าวหน้า และไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้นับถือพระพุทธศาสนา ขอให้สำเร็จประโยชน์ในการที่ได้เป็นพุทธบริษัท มีความสุขอยู่ทุกนิพพานราตรีกาลเทอญ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม