คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32661" type="text/javascript"></script>
ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในฐานะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักศึกษาและเป็นผู้ที่สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้อาตมาจะบรรยายเรื่องที่เรียกว่าสั้นๆง่ายๆว่าหัวใจของพุทธศาสนา ท่านก็เคยได้ยินคำนี้มาแล้วว่าหมายถึงอะไรให้อยู่ในลักษณะต่างๆกันว่าเรื่องอริยสัจบ้าง เรื่องคาถาอัสชิบ้างหลายๆ
ผู้เขียน: ท่าน พุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 12,020 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 18 September 2007, 3:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 26 September 2007, 7:38 pm

หน้าที่ 1 - นักปราชญ์
ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องทุกข์กับเรื่องดับทุกข์ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราบัญญัติ อย่างนี้ก็พอจะจับได้สักชั้นหนึ่งก่อนว่าเรื่องความดับทุกข์นั่นแหละเป็นหัวใจของศาสนา ที่นี่ความดับทุกข์จะดับได้อย่างไรยังไม่รู้ เลยพูดออกไปได้ชัดเลยว่า ไอ้ความไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรโดยความเป็นตัวตนของตนนั่นแหละเป็นการดับทุกข์ จะพูดให้สั้นก็ว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นขยายความออกไปความไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตนของตนหรือเป็นของ ของตน เป็นตนข้างในก็คือเป็นตน เป็นตนข้างนอกก็คือของตน เรียกกันทั่วๆไปว่าการไมยึดมั่นถือมั่น



ที่นี่ก็มีปัญหาที่จะต้องบอกให้ทราบว่าคนเป็นอันมากที่เป็นนักปราชญ์ที่เรียกกันว่าเป็นนักปราชญ์ ก็คัดค้านว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนทั้งหลายด้วยยิ่งไม่ต้องพูดและคนทั่วไปก็ไม่ต้องพูด พูดเพียงแต่กับคนไม่กี่คนที่จะบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์จึงจะพูดเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้เสีย แต่อาตมาก็ยังยืนยันว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องพูดแก่ทุกคนทุกระดับตามสมควรแก่สถานของเขา เอาเป็นว่าเราไม่พูดถึงเรื่องความยึดมั่นถือมั่นที่ทำบุคคลให้เป็นพระอรหันต์นั่นแหละแก่ทุกคนเพราะมันเป็นเรื่องเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ทุกคนดับทุกข์ได้ ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็นตนของตน มันก็จะเป็นทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั่นเองเหมือนกับถืออะไรไว้ในมือจับอะไรไว้ในมือมันก็หนักมือ เป็นต้น ก็เข้าใจกันได้ง่ายๆอย่างนี้



53702




แต่จิตที่ไม่ยึดมั่นไม่แบกไม่ถือไม่กุมไม่จับอะไรไว้โดยความเป็นตัวตนของตน เรียกว่าจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นมันเลยเป็นจิตที่อิสระ มีอิสระไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรเป็นความหนักเกิดเป็นความดับทุกข์ แม้จะเคยได้ยินมาในอริยสัจว่าตัณหาเป็นเหตุทำให้เกิดทุกข์ นี่ก็รองคิดดูเองให้ดีว่าตัณหานั่นก่อให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นอีกทีนึง ตัณหาแหละเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นและเมื่อยึดมั่นถือมั่นมันก็จะเป็นทุกข์และก็พูดว่าเป็นทุกข์เพราะว่าความยึดมั่นถือมั่นนี่แหละมันใกล้ชิดกว่าว่าตัณหาเป็นความอยากและถอยหลังกลับมาจากอวิชชาว่ามันเกิดความอยากโดยที่สิ่งทั้งปวงไม่ควรอยากไม่ต้องอยากมันเป็นอย่างนั้นเอง แต่มันมีความโง่มีอวิชชาแล้วมันก็จะเกิดความอยาก พอมันเกิดความอยากในจิตใจแล้วมันก็คลอดความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งออกมาทางกิริยา มีผู้อยากเป็นตัวกูผู้อยาก ยึดมั่นตัวกูเป็นผู้อยาก ยึดมันไอ้อันที่อยากนั่นมาเป็นของกู อย่างนี้เขาเรียกว่าความยึดมั่นถือมั่นเต็มที่ ถ้าจิตรู้สึกอย่างนี้เขาเรียกว่า ความทุกข์ จะเปรียบกับไฟไหม้ จะเปรียบกับน้ำท่วม จะเปรียบกับถูกตี จะเปรียบกับถูกแทง จะเปรียบกับอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละเพราะมันเกี่ยวความยึดมั่นถือมั่น และไอ้ความยึดมั่นนั่นแหละมันกัดหัวใจมันกัดเรา นั่นขอให้มองเห็นว่าถ้าเรามีความอยากนั้น ก็จะเห็นว่าความโง่นั้นคือความอยาก



ถ้ามีความอยากนั้นคือความโง่ ถ้ามีความโง่นั้นคือความอยาก มีความอยากจิตเมื่อไรก็จะปรุงตัวตนผู้อยากขึ้นมาทันทีและก็ต้องเป็นทุกข์เพราะความมีตัวตนผู้อยาก อยากอย่างร้อนรนกระวนกระวายเพราะความโง่ ไอ้ความทุกข์และความยึดมั่นถือมั่น ความยึดมั่นถือมั่นนั้นมาจากความอยากจากความโง่ ความโง่นี้ก็มาจากอวิชชาคือไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่รู้จักสิ่งต่างๆทุกสิ่งว่าเป็นไปตามธรรมชาติตามกฎของธรรมชาติเช่นนั้นเอง พอมันเกิดมามันก็ไม่ได้เรียนรู้เรื่องของธรรมชาติเลย อะไรอร่อยน่ารักก็พอใจ อะไรไม่อร่อยไม่น่ารักก็โกรธไม่พอใจก็ขัดใจ มันก็เลยได้เป็นทุกข์ ถ้าอะไรน่ารักก็เกิดยึดมั่นถือมั่นก็เกิดอุปทานตัวกูอยากจะได้ ถ้าเกิดไม่พอใจขัดใจมันก็เกิดตัวกูอยากจะทำลายเสียมันก็เป็นอุปทานเกิดเป็นความยึดมั่นถือมั่นด้วยกันทั้งนั้น พุทธบริษัททุกคนควรจะรู้ความจริงข้อนี้ให้ชัดแจ้งเป็นหลักพระพุทธศาสนามิฉะนั้นจะพลัดออกไปนอกทางของพระพุทธศาสนา เช่นไสยศาสตร์ เป็นต้น



เรื่องไสยศาสตร์นี่ก็ควรเป็นสิ่งที่รู้จักไว้ ว่ามันตรงกันข้ามคนละอย่างกับพุทธศาสตร์ ถ้าพุทธศาสตร์มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เป็นไปตามกฎแห่งเหตุผลแล้วมันต้องการแก้ไขที่เหตุนั้นดังนั้นมันจึงต้องทำเองไม่รอให้ใครที่ไหนมาช่วย ถ้าเป็นเรื่องไสยศาสตร์มันง่ายกว่านั้น คือมันคิดหาที่พึ่งข้างนอกอ้อนวอนให้พระเจ้าช่วย และก็ทำพิธีต่างๆนาๆตามวิธีทางไสยศาสตร์มันก็ทำให้สบายใจได้พักนึงแต่ความทุกข์มันดับไม่ได้โดยเด็ดขาด เนี่ยพุทธศาสตร์แปลว่าศาสตร์ของคนตื่น ไสยศาสตร์แปลว่าศาสตร์ของคนหลับ ยกตัวอย่างง่ายๆเดียวนี้เลยว่า อย่างว่าเอาพระเครื่องมาแขวนคอว่าศักดิ์สิทธิ์แล้วก็จะช่วยเรา บนบาลศาลกล่าวว่าให้พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราอย่างนี้เขาเรียกว่าไสยศาสตร์ เอาพระเครื่องมาแขวนคอเป็นไสยศาสตร์



แต่เขาเอาพระเครื่องมาแขวนคอด้วยความรู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนความดับทุกข์ไว้และดับทุกข์ได้จริงเลยชอบใจธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วจะปฏิบัติตามและจะระลึกนึกถึงอยู่เสมอจึงเอามาแขวนคอ ถ้าเอาพระเครื่องมาแขวนคอด้วยความรู้สึกแบบก็เป็นพุทธศาสตร์ ศาสตร์ของคนตื่นไม่ใช่หลับ มันต่างกันตรงตื่นกับหลับ ถ้าทำอย่างไม่มีเหตุผลงมงายไปก็เรียกว่าไสยศาสตร์คือหลับ ถ้าทำอย่างถูกต้องตามความจริงของธรรมชาติก็เรียกว่าพุทธศาสตร์นั่นคือตื่น


ทุกอย่างจะเป็นอย่างนี้หมดถ้าทำไปโดยงมงายโดยปราศจากเหตุผลหมดช่วยกัน ให้ผลอื่นมาช่วยอย่างนี้เขาเรียกว่าไสยศาสตร์มีพิธีรีตองมาก ถ้าเรารู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราทำผิด โง่เอง ทำผิดเองเกี่ยวกับความคิดและจิตใจ ทำขึ้นใหม่ให้มันถูกสิแล้วมันก็จะดับทุกข์เองด้วยตนเองอย่างนี้คือพุทธศาสตร์



ขอให้นักศึกษาทั้งหลายเริ่มเข้าใจสิ่งทั้งสองนี้วสามันต่างกันอย่างไร ถ้าใครเป็นไสยศาสตร์อยู่ก็เลื่อนชั้นให้เป็นพุทธศาสตร์เสียจะได้เข้าถึงหัวใจพุทธศาสนาได้โดยง่าย หัวใจของพุทธศาสนาก็คือ ความรู้ที่ถูกต้องและก็ความไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนของตน คำว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละเป็นจุดสำคัญของเรื่องนี้ ถ้าจะพูดกันว่าเรียนรู้เรียนรู้ เรียนอย่างวิชาความรู้เรื่องนี้คือเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าจะเป็นการปฏิบัติลงไปด้วยกาย วาจา ใจก็ปฏิบัติเพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,248 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในฐานะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา [12,021]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,326]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,597]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,357]
Global Warming { English } [116,701]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.