 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32661" type="text/javascript"></script> |
|
ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในฐานะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักศึกษาและเป็นผู้ที่สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้อาตมาจะบรรยายเรื่องที่เรียกว่าสั้นๆง่ายๆว่าหัวใจของพุทธศาสนา ท่านก็เคยได้ยินคำนี้มาแล้วว่าหมายถึงอะไรให้อยู่ในลักษณะต่างๆกันว่าเรื่องอริยสัจบ้าง เรื่องคาถาอัสชิบ้างหลายๆ
post ครั้งแรก: Tue 18 September 2007, 3:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 26 September 2007, 7:38 pm
|
หน้าที่ 2 - พ่อบ้านแม่เรือน
ถ้าเป็นผลของการปฏิบัติ ถ้าได้ผลของการปฏิบัติแล้วก็ได้รับออกมาเป็นผล คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ดับทุกข์สิ้นเชิงนั่นแหละ จึงสรุปได้ว่าจะรู้ก็ดี จะปฏิบัติก็ดี จะรับผลของการปฏิบัติก็ดี มันต้องเป็นเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น มันจึงจะถูกหัวใจของพุทธศาสนา คนธรรมดาสามัญก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นธรรมดา ยิ่งโลกสมัยนี้ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมาก เพราะว่าประดิษฐ์ไอ้สิ่งที่ทำให้หลงรัก หลงพอใจนั่นมากกว่าแต่ก่อน จึงกล้าพูดได้ว่าคนสมัยนี้มีความยึดมั่นถือมั่นมากกว่าคนโบราณดึกดำบรรพ์ จึงมีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้นมากกว่า นั้นจึงมีความทุกข์มากกว่า ที่จะเป็นความทุกข์น้อยๆอย่างเป็นโรคประสาทนะเนี่ย จะเป็นกันทุกๆคน ถ้าไม่มีความทรมารใจด้วยความยึดมั่นถือมั่นแล้วมันก็ไม่เป็น เด็กวัยรุ่นเด็กทารก ก็ยึดมั่นถือมั่นเพราะว่าสิ่งแวดล้อมทำให้ยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นถือมั่นในบิดามารดา ยึดมั่นถือมั่นในอาหาร ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่สวยงาม ล้วนแต่เขาเอาเข้ามาให้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนว่าเป็นของตน
เขาก็จะเป็นทุกข์กับความยึดมั่นถือมั่นคือจิตใจผิดปกติแล้ว ถ้าจิตใจเป็นปกติก็จะไมยึดมั่นถือมั่นอะไรหรือไม่ได้เป็นทาสของอะไร ถ้าไปพอใจหรือไม่พอใจสิ่งนั้นก็จะไปเป็นทาสของสิ่งนั้นเพราะสิ่งนั้นทำให้รู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์มันก็หนักด้วยกันทั้งนั้น ยึดเอาไว้ด้วยความเป็นสุขมันก็เป็นทาสของความสุข รู้สึกว่าเป็นทุกข์มันก็เป็นทาสของความทุกข์ ฉะนั้นเด็กๆเล็กๆก็ควรไดรับการสั่งสอนเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่น ตามสมควร คือ เท่าที่เด็กจะทำได้ เช่นว่า ตุ๊กตี่เขารักมากที่สุดมันหายหรือมันตกแตก เด็กเขาที่มีความยึดมั่นถือมั่นเขาก็ร้องไห้อย่างกับจะตายนั่นแหละมันคือส่วนที่เป็นความยึดมั่นถือมั่น ถ้ามั่นไม่มีความยึดมั่นถือมั่นมันก็ไม่ต้องร้องไห้
ดังนั้นเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นเนี่ยควรสอนแม้แต่เด็กๆ แม้แต้ลูกเด็กๆ ที่ว่าไม่ควรเอามาสอนมันว่าเอาเองคือไม่มีหลักการอะไรและยังด่าคนอื่นด้วย อาตมาก็เคยถูกด่าว่าเอาเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นมาสอนชาวบ้านธรรมดามาสอนเด็กๆ ก็ไม่เป็นไรแต่เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นควรสอนแก่ลูกเด็กๆขึ้นไป ถ้าตุ๊กตาตกแตกก็ให้คลายความยึดมั่นด้วยการบอกว่ามันก็เช่นนั้นเองแหละ มันเป็นเช่นนั้นเองแหละ ถ้ามันหายมันก็เช่นนั้นเองแหละ ถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นมันก็มีเรื่องที่ยึดมั่นถือมั่นมากขึ้นถึงขั้นลักขโมย เกิดตีรันฟันแทงเพราะขัดใจ ให้เขาคลายความยึดมั่นถือมั่นลงเป็นจะไม่มีเรื่องมาก นี้มาถึงคนหนุ่ม คนสาวก็มีความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้นไปอีก เพราะว่าเรื่องทางเพศมันแทรกเข้ามาอีกเรื่องหนึ่งเป็นที่สร้างความยึดมั่นถือมั่น ดังนั้นจึงเป็นทุกข์หนักมหาศาลถึงขั้นฆ่าตัวตาย ฆ่าตัวเองตาย ฆ่าคนเกี่ยวข้องตาย ฆ่ากันตายทั้งคู่อย่างนี้ก็มี นี่เพราะว่ามันมีความยึดมั่นถือมั่นรุนแรงขึ้นมา ถ้าเขาเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ก็ไม่ต้องมีอาการที่เรียกว่า ผิดหวังหรืออกหัก หรือชนิดที่เรียกว่าต้องมาทำลายตัวเอง นั้นควรที่จะได้รับรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นไว้พอสมควรจะได้ไม่โง่มาก จะได้ไม่ต้องทำผิดมากถึงขนาดนั้น
ที่นี้เป็นคนหนุ่มสาวก็ย่อมมีความยึดมั่นถือมั่นรุนแรงตามเรื่องของคนหนุ่มสาว ควรจะรู้จักควบคุม รู้จักป้องกัน รู้จักบรรเทา อย่าให้วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่บ้าครั่นที่สุด และก็ทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำก็ทำไปมากที่สุด ในเมื่อเป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็มีความยึดมั่นถือมั่นไปในเรื่องทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียงอะไรไปทางนั้น มันก็ต้องมีความทุกข์เกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ หิวอยู่ตลอดเวลาหายไปก็เป็นทุกข์เดือดร้อน ไม่มีความรู้สึกว่าเช่นนั้นเองหาเอาใหม่ได้ ทำให้ดีอย่าทำให้มันผิดๆหรือโง่เขลา เช่น ทำลายทรัพย์สมบัติด้วยอบายมุข เป็นต้น เขาก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะว่าเป็นการทดอยู่ในกองทุกข์
ฉะนั้นการเป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็เหมือนกับการตกนรกทั้งเป็น ก็เรื่องก็เรื่องมันก็เข้ามาสุ่มอยู่ในจิตใจที่จะให้เป็นทุกข์ นี่ต่อไปถึงคนเฒ่าคนแก่ ก็ยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตน เรื่องความดีเรื่องบุญเรื่องกุศล เรื่องหนักอกหนักใจไปตามแบบของคนแก่ ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นเรื่องใดก็เป็นความปล่อยวงเป็นความหลุดพ้นได้ เหมือนกันตั้งแต่เด็กเล็กๆขึ้นไปจนถึงคนแก่คนเฒ่า ก็ต้องรู้เรื่องความยึดมั่นถือมั่นให้พอสำหรับจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมาเป็นความทุกข์ เป็นความรักบ้าง เป็นความเกียจบ้าง เป็นความกลัวบ้าง เป็นความวิตกกังวลบ้าง ความอาลัยอาวอนบ้าง ความอิจฉาริษยาบ้าง ความหึงความหวงบ้างอะไรต่างๆนาๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องทำลายความสงบสุขของจิตทั้งนั้นควรจะรู้จักขจัดออกไปเสีย ควรที่จะให้การศึกษาตามสมควรแก่ระดับ ระดับเด็ก ระดับวัยรุ่น ระดับหนุ่มสาว ระดับพ่อบ้านแม่เรือน ระดับคนเฒ่าคนแก่ ควรจะได้รับการศึกษาในแต่ละระดับอย่างเด็กก็ได้รับการศึกษาจากบิดามารดาที่บ้านที่เรือนให้รู้จักว่ามันเป็นเช่นนั้นเองเสียบ้างอย่าไปโหยหาอย่าไปร้องไห้ อย่าไปกระหายชนิดที่เรียกว่าโง่เขลา เด็กนั้นก็จะมีความทุกข์น้อยเข้าจะมีใจคอปกติและก็จะทำอะไรได้ดี ถ้าจะเรียนหนังสือก็จะเรียนได้ดี
ถ้ามีความยึดมั่นถือมั่นมารบกวนอยู่อย่างนี้ก็จะเรียนไม่ได้ดี หรือบางทีมันถึงกับจะเรียนไม่ได้ สำหรับนักศึกษาโดยเฉพาะจะต้องมีการกระทำที่ไม่เป็นความยึดมั่นถือมั่นคือรู้ว่ามันเป็นอะไรต้องการอะไรก็ทำให้ถูกต้องตามเรื่องของมัน ในการเรียนหรือการศึกษาต้องมีสติปัญญารู้ว่าต้องเรียนอย่างไรและก็เรียนไปอย่างสติปัญญามันเชื้อเชิญอย่าให้กิเลสตัณหามาทำให้มืด โดยเฉพาะเรื่องความหวัง ความหวังระวังให้ดีมักจะสอนให้เด็กๆตั้งความหวังและจงหวังให้มากๆ ถ้าอย่างนี้มันเป็นผิดหลังพุทธศาสนา ซึ่งต้องการที่จะให้ทำไปอย่างมีสติปัญญาและถูกต้องตามสติปัญญา อย่าไปหวังให้มันกัดหัวใจลงมือหวังเมื่อไรมันก็กัดด้วยความผิดหวังเมื่อนั้น เพราะว่าเราหวังและเราก็ไม่ได้ตามหวังคือมันผิดหวังอยู่ตั้งนาน กว่าจะได้อย่างหวังก็ตั้งนานหรืออาจจะไม่ได้เลยก็มี นั้นมันไม่ต้องไปหวังให้มันผิดหวังอยู่อย่างคนไม่ผิดหวังเสียดีกว่า ทำหน้าที่การงาน ศึกษาเล่าเรียนไปด้วยสติปัญญาในการเรียนการศึกษา แม้ในการบริหารร่างกายก็ทำไปด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ทำไปตามเรื่องตามหลักของการบริหารร่างกาย
ถ้ายึดมั่นถือมั่นมันก็จะทำเกินไปจะเป็นอันตราย การคบหาสมาคมกันก็อย่างทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นมันจะหลับตา คือมันจะเป็นเหมือนคนหลับตาหรือเหมือนกับมันจะตาบอดถูกต้องพอทำให้ถูกต้องพอเหมาะพอดีที่มีด้วยสติปัญญานั้นมีอยู่อย่างไร ศึกษาในทางของสติปัญญาก็ควรควบคุมการกระทำให้เป็นไปตามร่องรอยของสติปัญญาก็ไม่ต้องให้มันเป็นความยึดมั่นถือมั่นอย่างหลับหูหลับตา เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีก็เหมือนกัน เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีก็เป็นของดีเพราะไม่ต้องคิดเขาคิดมาให้แล้วเป็นของสำเร็จรูปแล้วถ้าไปยึดมั่นถือมั่นมันจะพาดมันจะเลยเถิด
มันจะโง่ลงมาทั้งที่ขนบธรรมเนียมประเพณีเขาทำไว้ดี แต่นั่นมันพูดยากขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างต้องตีความหมายก็มี ถ้าตีเองได้ก็ดีถ้าตีเองไม่ได้ก็ถามครูบาอาจารย์หรือศึกษาเรื่องเหตุผลของมันนี่ถึงจะเรียกว่าเป็นนักศึกษา เป็นนักเรียน เป็นนักศึกษาให้รู้เรียกเหล่านี้ ที่นี้มีคำอยู่สองคำที่อยากจะ ที่จะขอร้องให้ช่วยจำกันไว้ดีๆ ว่ามีคำพูดอยู่สองคำซึ่งมันครอบคลุมทั้งหมดไว้อยู่สองฝ่ายเลย คำแรกคือคำว่า อุปทานแปลว่าความยึดมั่นถือมั่น อีกคำหนึ่งคือคำว่าสมาทาน แปลว่าถือเอาไว้อย่างดี ถือเอาไว้อย่างถูกต้องหรืออย่างดี อุปทานแปลว่ายึดมั่นถือมั่นถือไว้อย่างเครียดอย่างหลับหูหลับตาก็คือ
อย่างยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ อุปทานก็แปลว่ายึดมั่นถือมั่น สมาทานก็แปลว่าถือไว้อย่างดี
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม