 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32661" type="text/javascript"></script> |
|
ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในฐานะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักศึกษาและเป็นผู้ที่สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้อาตมาจะบรรยายเรื่องที่เรียกว่าสั้นๆง่ายๆว่าหัวใจของพุทธศาสนา ท่านก็เคยได้ยินคำนี้มาแล้วว่าหมายถึงอะไรให้อยู่ในลักษณะต่างๆกันว่าเรื่องอริยสัจบ้าง เรื่องคาถาอัสชิบ้างหลายๆ
post ครั้งแรก: Tue 18 September 2007, 3:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 26 September 2007, 7:38 pm
|
หน้าที่ 4 - ความสุขที่แท้จริง
ไอ้ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ต้องใช้เงินคือทำให้มันเกิดความถูกต้องขึ้นมาและพอใจในความถูกต้องและเป็นสุขในเมื่อเวลากระทำนั้นเอง เป็นสุขแท้ สุขจริง สุขไม่หลอกใครและก็สุขอย่างที่ไม่ต้องใช้เงิน ไอ้ที่ต้องใช้เงินนั้นมันเป็นความสุขที่หลอกลวงทั้งนั้นแหละที่ต้องใช้เงินมากๆจนต้องโกงจนต้องวินาถไปเพราะความคดโกงนั้นอย่างนั้นมันเรียกว่ามันเป็น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ความสุขที่แท้จริงจะต้องเป็นคุณจะต้องเป็นประโยชน์และก็ไม่ต้องใช้เงินพูดได้อย่างนี้ว่าไม่ต้องใช้เงินก็ได้เพราะเราทำความพอใจในหน้าที่ที่ควรกระทำที่จะทำให้เกิดเงินนั้นแหละก็จะทำให้เกิดความพอใจในเงิน
พอใจในหน้าที่ที่กำลังจะทำว่าปฏิบัติธรรมะอยู่มันก็พอใจและก็เป็นสุขเสียเมื่อกำลังกระทำหน้าที่หรือกระทำการงาน ส่วนเงินที่มาทีหลังก็ไม่รู้จะใช้อะไร ไม่รู้ว่าจะใช้อะไรเพราะว่ามันเป็นสุขเสียแล้วเป็นสุขนทุกอิริยาบถ ทั้งวันทั้งคืนเสียแล้วเงินมันก็เหลือ จึงพูดได้ว่าถ้าเป็นความสุขที่แท้จริงแล้วจะทำให้เงินเหลือ ถ้าทำให้เงินไม่พอใช้ก็เป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวงไม่ใช่ความสุข นี่เรียกว่าถ้ามันอุปทานมันก็จะทำให้ผิดหมด ถ้าเป็นสมาทานแล้วมันก็ถูกต้องเสมอ เอาดูกันไปให้ทุกเรื่องก็จะดี ที่นี้ก็มาถึงเรื่องพระรัตน์ไตร พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราว่าเรามี สรณะคม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสมาคม ก็อย่าถือเอาด้วยอุปทานอย่าถือเอาด้วยอุปทาน ให้เป็นวัตถุของขลังของศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่มีเหตุผลอ้อนวอนแล้วก็ได้ เราจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พระธรรมเป็นอย่างไร พระสงฆ์เป็นอย่างไร รู้จักให้ดีที่สุดพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างไรให้ดับทุกข์ได้และก็พอใจนับถือท่านผู้สอนได้ถูกต้องดับทุกข์ได้ พระธรรมก็เหมือนกันคือคำสอนที่ดับทุกข์ได้ ไม่ใช่ขลัง ไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สำหรับอ้อนวอน ขอร้องบนบาล
พระสงฆ์ก็เหมือนกันคือผู้ที่ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์เหล่านั้นดับทุกข์ได้เห็นๆอยู่ รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างนี้แล้วก็พอใจพร้อมที่จะปฏิบัติตาม อย่างนี้เรียกว่าสมาทานในการถือพระรัตนะไตรหรือถือไตสรณะคม ถ้าอุปทานมันก็จะเห็นเป็นของศักดิ์สิทธิ์พิเศษ อ้อนวอนเอาได้ ไปถือก็ไปกราบกราบไหว้แล้วก็ขอขอร้องอะไรก็ได้ อย่างนี้มันผิดแล้วมันไม่เป็นพระรัตนะไตรที่ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนานาแล้ว นั้นจึงมีการถือพระรัตนไตรอย่างสมาทานอย่าถืออย่างอุปทานเลย ที่นี้ก็มาถึงศาสนาเรามีพุทธศาสนาเราก็มีด้วยสมาทานอย่างลืมหูลืมตาเข้ามาเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาอย่าหลับตาเข้ามาเกี่ยวข้องมันจะกลายเป็นไสยศาสตร์ไปเสีย นี้ศาสนาสำหรับอ้อนวอนมีพระเจ้าสำหรับอ้อนวอน มีอะไรที่เป็นของศักดิ์สิทธิ์สำหรับอ้อนวอนก็อ้อนวอนก็ขอตามที่ต้องการ อย่างนี้ไม่ใช่ศาสนาที่ถูกต้อง เป็นความงมงายเป็นไสยศาสตร์ มันก็หลอกให้พอใจไปนิดหนึ่งนิดหนึ่งแล้วก็ไม่รู้จักจบ จะต้องขอร้องอ้อนวอนกันไม่รู้จักจบ มันก็หลอกให้พอใจได้นิดหนึ่งนิดหนึ่ง อย่างนี้มันไม่พอ จึงมีความเข้าใจต่อพระศาสนาว่าดับทุกข์ได้จริงอย่างนั้นอย่างนั้นละปฏิบัติอยู่อย่างเป็นประจำและก็ดับทุกข์ได้จริง รู้สึกด้วยตนเองอยู่อย่างนี้เข้าก็เรียกว่ามีศาสนาอย่างถูกต้อง
ที่นี้ก็จะมาพูดถึงประเทศชาติกันบ้างเพราะเราจำเป็นที่จะต้องมีประเทศชาติและก็ได้รับคำสั่งสอนว่าให้รักประเทศชาติ คำว่ารักชาตินั้นขอให้เป็นเรื่องของสมาทาน สติปัญญาอย่าให้มันเป็นเรื่องหลงชาติ หลงชาตินั้นเป็นเรื่องบ้าชนิดหนึ่ง ถ้าหลงชาติแล้วก็จะทำอะไรนอกลู่นอกทาง ผิดจากครองธรรมที่ควรจะทำตามแบบของคนหลงชาติ แล้วก็จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากขึ้นๆ ไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แม้แต่จะรักชาติก็ให้รักด้วยสติปัญญาในรูปแบบขงการสมาทาน ถือเอาไว้อย่างที่สุดดีในจริงใจ
ที่นี้ก็ว่ามองดูไปที่ชีวิต ชีวิตของตนเอง ชีวิตของตนเอง ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายมันก็หลงใหลในชีวิตตามแบบของสัญชาตญาณ เห็นแก่ตนเองเห็นแก่ตนตามสัญชาตญาณ มันก็มีชีวิตชนิดที่เรียกว่าปัญหา มันก็มีชีวิตที่ก่อปัญหา ถ้ามีชีวิตอยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น โง่เขลางมงายเท่าไหร่ มันก็หันแก่ตัวจัดมากเท่านั้นและมันก็ทำผิดมากเท่านั้นและมันก็เดือดร้อนกันมากเท่านั้น แม้แต่จะมีชีวิตมันก็ต้องมีอย่างสมาทาน อย่ามีด้วยอุปทานอย่ามีอย่างอุปทาน ความดีความชั่วก็เหมือนกันไม่ต้องอุปทาน ความดีก็คือความดีให้เกิดผลทำให้สงบสุขแต่ไม่ต้องไปอุปทานจนบ้าดี ก็จำไว้ด้วยคำว่าบ้าดีนั้นใช้ไม่ได้ มีความดีอย่างถูกต้องตามปกติแล้วก็ใช้ได้ แต่ถ้าบ้าก็จะทำผิดหมดจะทำผิดพลาดหมด ชั่วก็เหมือนกันไม่ต้องไปอุปทานให้มันเป็นความทุกข์ ไม่ทำก็แล้วกันถ้าทำความชั่วมาแล้วก็ละเสียก็ไม่ทำอีกต่อไป ตั้งหน้าทำแต่ความดีความถูกต้องแต่ก็ไม่ต้องอุปทานมีแต่สมาทานเท่านั้น
แม้กระทั่งบุญกุศลที่ต้องการกันก็อย่ามีด้วยอุปทานมันจะกัดเอาเหมือนกัน มันจะเป็นเหตุให้ฆ่าตัวตายได้เหมือนกันแม้จะมีบุญในกุศลแล้วก็จะเป็นทุกข์ตลอดเวลาว่าไม่มีอะไรมาทำบุญทำกุศลให้สมอยากนี้มันเป็นเรื่องอุปทานมากเกินไปแล้ว บุญก็เป็นบุญ กุศลก็เป็นกุศล เมื่อเราอยากมีบุญมีกุศลก็ทำไปให้มันถูกวิธีอย่าอุปทาน ถ้าอุปทานมันจะกัดเอา คือมันจะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาเพราะเหตุนั้น อ้าวเรื่องสุดท้ายก็คือนิพพาน แม้แต่เรื่องนิพพานท่านก็สอนไม่ให้มีอุปทานในนิพพาน ไม่มีอุปทานว่านิพพานเป็นนิพพาน ไม่อุปทานว่านิพพานเป็นตัวตนของนิพพาน หรือว่านิพพานจะเป็นของเรื่องไม่มีอุปทานแม้แต่ในนิพพาน มองให้ชัดว่าเป็นความดับทุกข์อย่างไร พระสงฆ์ก็ทำให้มันเกิดขึ้นมา มีจิตว่าจากกิเลสเป็นนิพพานนอย้อยๆอยู่ในตอนนี้ทุกวันจนกว่าจะหมดกิเลสก็จะเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ แม้อย่างนั้นก็เป็นนิพพานก็สักว่าเป็นนิพพานตั้งอยู่ปรากฏอยู่ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อย่ายึดถือหมายมั่นเป็นตัวกูเป็นของกูเพราะว่ากูมีนิพพานได้นิพพานแล้วก็ดูถูกคนอื่น เนี่ยความยึดมั่นถือมั่นมันนำไปสู่ความเห็นแก่ตัวแล้วก็มันก็ยกตนข่มท่านอย่างนี้อย่างนี้เสมอไป นั้นจึงว่าแม้ไอ้เรื่องสุดท้ายเรื่องสูงสุดเนี่ยเรื่องนิพพานก็อย่าให้มีอุปทานในนิพพาน สมาทานนิพพาน สมาทานการปฏิบัติให้บรรลุนิพพานอย่างนี้มันถูกต้อง
ที่นี้ก็จะพูดถึงตัวสิ่งที่เรียกว่าความยึดมั่นถือมั่นโดยเฉพาะไอ้ความยึดมั่นถือมั่นนี้เหมือนยืมคำพูดทางวัตถุมาใช้ คำพูดทางจิตใจยึดมั่นถือมั่นที่รารู้กันทั่วไปตั้งแต่เด็กๆว่าเอามือไปจับอะไรไว้อย่างเหนี่ยวแน่นไม่ย่อมปล่อยนี่แหละยึดมั่นถือมั่น ที่นี้มาถึงเรื่องจิตใจที่มันยึดมั่นถือมั่นไม่เกี่ยวกับมือเป็นสมาทานเหมือนกับมือ ก็ยึดมั่นถือมั่นสิ่งต่างๆอย่างที่กล่าวมาแล้วจะงมงายจนมืดบอดจนเกินพอดีไปหมดนี่เรียกว่าจิตมันไปยึดมั่นถือมั่นเขามาให้หนักบน บนอะไร บนศีรษะของมัน จะเป็นทุกข์ไม่ต้องไปยึดมั่นสิ่งใดเอามาไว้ให้หนักเป็นความทุกข์ อยู่ด้วยกันมีด้วยกันก็ได้ใช้อุปโภคบริโภคกันไปโดยไมต้องยึดมั่นถือมั่น มันเป็นความ ความยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นความรู้สึกตามสันชาตญาณของสัตว์หรือสิ่งที่มีชีวิตแต่มันยังน้อย มันยังน้อยนะยังไม่ถึงขนาดที่จะเป็นทุกข์มากมาย
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม