 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32661" type="text/javascript"></script> |
|
ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในฐานะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักศึกษาและเป็นผู้ที่สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้อาตมาจะบรรยายเรื่องที่เรียกว่าสั้นๆง่ายๆว่าหัวใจของพุทธศาสนา ท่านก็เคยได้ยินคำนี้มาแล้วว่าหมายถึงอะไรให้อยู่ในลักษณะต่างๆกันว่าเรื่องอริยสัจบ้าง เรื่องคาถาอัสชิบ้างหลายๆ
post ครั้งแรก: Tue 18 September 2007, 3:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 26 September 2007, 7:38 pm
|
หน้าที่ 5 - ความยึดมั่นถือมั่น
ไอ้ความยึดมั่นถือมั่นนี้มันเป็นสิ่งที่พึ่งมางอกงานเพิ่มพูนมาเมื่อโตขึ้นมาโตขึ้นมา อย่างเป็นเด็กก็มีความยึดมั่นถือมั่นน้อยความทุกข์ก็มีน้อย พอโตขึ้นมาเป็นหนุ่มสาวก็มีความยึดมั่นถือมั่นมามันก็มีปัญหาเพิ่มขึ้นมาเพิ่มขึ้นมาก็มีความทุกข์มาก ที่สันชาตญาณของความยึดมั่นถือมั่นนั้นมันต้องมีเพราะมันรักชีวิต มันก็ต้องเห็นแก่ชีวิ มันก็ต้องสู้หรือทำอะไรต่างๆเพื่อประโยชน์แก่ชีวิต แต่ถ้าเพียงเท่านั้นมันไม่เป็นไรแต่เดี๋ยวนี้มันมากเกินไป เพราะว่ามีอุปทานเข้าไปส่งเสริมนั้นเราจงรู้จักสันชาตญาณในระดับที่ได้รับการศึกษาอบรมฝึกฝน แล้วก็จะได้ศึกษา อบรม ฝึกฝนสันชาตญาณพวกนี้ให้อยู่ครองของความถูกต้อง เป็นความรู้ใหม่เกิดขึ้นมาว่าจะทำไปอย่างไร แล้วก็ทำไปอย่างนั้น
ความรู้อันนี้เรียกว่า พาวิทตยาน คือ ความรู้ที่อบรมแล้วที่พัฒนาแล้วก็เป็นสันชาตญาณที่เปลี่ยนตัวมาเป็นพาวิทตยาน คือ ความถูกต้อง ถ้าปล่อยไปตามเดิมตามสันชาตญาณอย่างสัตว์มันก็จะมีกิเลสตัณหามากขึ้นมากขึ้นเป็นอุปทาน จะเป็นทุกข์จนจะตายไปด้วยอุปทานนั้น ที่นี้ก่อนที่สันชาตญาณมันจะรุกรามขยายตัวถึงขนาดนั้น เรามีความรู้ในหลักกระทำของพระพุทธศาสนาควบคุมสันชาตญาณเหล่นั้นให้มันเป็นพาวิทตยาน ดูว่าควรทำอย่างไร คือรู้ว่าทำอย่างไรเป็นความทุกข์ทำอย่างไรไม่เป็นความทุกข์ ไม่ปล่อยไปอย่างโง่เขลาตามสันชาตญาณว่ากูจะเอากูจะได้กูจะมีกูชนะกูจะอะไรต่างๆนี้ เป็นเรื่องของความยึดมั่นถือมั่นในความโง่ที่เรียกว่า อวิชชาที่รู้โดยหลักทั่วไปว่า ชีวิตสิ่งที่มีชิวิเข้ามีความรู้ตามแบบสันชาตญาณที่เกิดเองได้ มันมีความเห็นเกี่ยวกับความรู้สึกตนเองเป็นหลัก แล้วมันก็จะทำไปอย่างมีตัวตนคือ เห็นแก่ตนมันก็ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อตนอยู่ มันไม่รู้ว่าขอบเขตเป็นอย่างไรที่ถูกที่ควรเป็นอย่างไร มันก็ทำผิดหรือถ้ามันไม่มากไปกว่านั้นมันก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไปนั้นแหละมันมีสันชาตญาณที่จะต่อสู้ทีจะเป็นอยู่ที่จะรอดชีวิตอยู่ได้แต่มนุษย์เราจะเป็นเพียงเท่านั้นไม่ได้ต้องเอาดีกว่านั้นต้องรู้จักปรับปรุงให้ถูกต้องว่าจะทำอย่างไร ทำเท่าไร ทำในลักษณะอย่างไร
ไอ้ที่เรียกว่าชีวิตนั้นจะหมดความทุกข์ลงไปทุกที ให้อยู่ในสภาพปกติที่เรียกว่าความสุขก็ได้ ที่จริงความปกติดีกว่า ไอ้เรื่องความทุกข์ก็ไม่ไหวไอ้เรื่องความสุขก็ไม่ไหว เรื่องความปกติไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์นั้นสบายกว่าถ้าไม่เชื่อก็ของให้ไปลองคิดดูเรื่อยๆไปก่อนก็ได้ ว่าเรื่องความสุขก็เหนื่อยไปยุ่งกับมันก็เหนื่อย ไอ้เรื่องความทุกข์ไปยุ่งกับมันก็เหนื่อยความปกติไม่ยุ่งกับอะไรเนี่ยสบาย เนี่ยมันไปสูงสุดอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นสุขเป็นทุกข์ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นความดีเป็นความชั่ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นผู้ได้เป็นผู้เสีย ไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นผู้แพ้เป็นผู้ชนะ หรือว่าไดเปรียบหรือว่าเอาเปรียบหรือว่ามั่งมีหรือว่ายากจน ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นคู่ๆอย่างนั้นด้วยประการทั้งปวง จะอยู่ตรงกลางที่เรียกว่าปกติภาวะ เป็นความหมายของพระนิพพานเหนือสุขเหนือทุกข์เหนือได้เหนือเสียเหนือเหนือบุญเหนือบาปเหนือทุกข์อย่างนั้นก็คือจุดสูงสุดของวิวัฒนาการของจิต
ถ้ามันมีวิวัฒนาการไม่ถูกต้องตามฝ่ายธรรมแล้วก็จะไปที่นั่นจะไปอยู่เหนือปัญหาด้วยประการทั้งปวงแต่ถ้าปล่อยไปตามสันชาตญาณเดิมๆ มันไปถึงนั่นไม่ได้และมันจะกลับไปอีกทางหนึ่งที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แล้วมันก็จะไม่มีค่าอะไรแล้ว มันก็จะตายเอาเล่าอยากไม่มีค่าอะไรถ้ามันทำไอย่างโง่เขลา สันชาตญาณที่ติดมาเป็นสันดารดั้งเดิมด้วยกันทุกข์คน เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาต้องทำให้เป็นพาวิทตยานขึ้นมาแล้วก็จะไม่เสียทีที่ได้เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์พบกับพุทธศาสนา ที่นี้ก็ดูคำว่ายึด คำว่ายึดเป็นคำที่เข้าใจยากแหละถ้าเป็นเรื่องฝ่ายนามธรรมฝ่ายจิตใจ ถ้าเป็นเรื่องภายนอกร่างกายก็มือจับยึด
ที่นี้ใจจับยึดด้วยอะไรใจก็ไม่มีมือนี่เป็นเรื่องของนามล้วนแต่เป็นจิตใจกันไปหมด คือเกิดความรู้สึกหมายมั่นลงไปในจิตใจนั้นเรียกว่ายึดมีความรู้สึกว่าอะไร มีความรู้สึกว่าตัวตน มีความรู้สึกว่าของตน มีความรู้สึกว่าผู้ยึดและมีความรู้สึกว่าถูกยึดเป็นของตน โดยตัวตนเป็นผู้ยึดให้เป็นของตน เป็นเพียงความรู้สึกเกิดขึ้นในใจอย่างรุนแรงเรียกว่ายึด หรือยึดถือ หรือยึดมั่นถือมั่นในทางจิตใจ ถ้าสังเกตให้ดีพยายามศึกษาเรื่องนี้ให้เข้าใจก็จะเข้าใจถึงพระศาสนาและก็เข้าในเรื่องนี้เป็นอย่างดีที่สุด จะต้องพูดถึงเรื่องลำดับการปรุงแต่งของจิต จะยกตัวอย่างเช่น เมื่อตาเห็นรูปจะเกิดความรู้สึกทางตาเรียกว่าจักรสุวิญญาณ ตาด้วยในรูปที่ตาเห็นกำลังเห็นสามอย่างนี้กำลังทำงานกันอยู่ คือจักรสุวิญาณรู้สึกถึงรูปด้วยทางสายตา ทำงานอยู่อย่างนี้เรียกว่า ผัสสะ ผัสสะ นี้ประกอบด้วยองค์สาม คือ อายานะภายใน อายานะภายนอก และวิญญาณ
ถ้าจำยากก็ยกตัวอย่างตากับรูป แล้วก็ตาการเห็นทางตาคือจักรสุวิญญาณ กำลังรู้สึกอยู่อย่างนี้เรียกว่าผัสสะ ที่นี้ถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่มีสติปัญญา ไม่เกิดสติปัญญามามันก็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไปแหละเกิดผัสสะแล้ว ในบางกรณีก็พอใจก็เกิดหลงหลงรัก ในบางทีถ้าไม่พอใจก็หลงโกรธหลงเกียจหรือในบางกรณีบางทีก็บอกไม่ถูกว่าจะเป็นอย่างไรแน่ ที่จริงไม่ต้องไปหลงรักหลงเกียจหลงอะไรหมดแหละเห็นอยู่ว่ามันเป็นอย่างไรมันเป็นอย่างไรมันก็เป็นไปแล้วเราควรจะทำอย่างไรก็ทำสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้อง
เดียวนี้มันเป็นเวทนาคือ พอใจไม่พอใจ หรือไม่รู้ว่าจะพอใจหรือไม่พอใจมันก็เกิดความยาก ความอยากไปตามความรู้สึกนั้นนั้น ถ้าพอใจก็เกิดความรู้สึกอยากได้ ไม่พอใจก็เกิดความรู้สึกอยากทำลาย เมื่อไมรู้อะไรแน่ก็เกิดคามสงสัยพะวงอยู่กับสิ่งนั้นอย่างนี้เรียกว่าความอยาก มันโง่มันจึงอยากไม่ต้องไปอยากเพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง ถ้ามีปัญญาก็จะไม่เกิดความพอใจหรือไม่พอใจ เกิดแต่ความรู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสิ่งนั้นก็ทำไปได้ เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องของสันชาตญาณที่ยังโง่อยู่ก็ยังคอยทำให้ใจเกิดความโลภ ถ้ามันไม่พอใจก็เกิดความโกรธเกิดโทสะขึ้นมา ถ้าไม่รู้อะไรแน่มันก็มีโมหะ โทสะ สงสัยวิตกกังวลอยู่กันสิ่งนั้น อย่างนี้มันเรียกว่าเกิดความอยาก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม