 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32661" type="text/javascript"></script> |
|
ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในฐานะเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นนักศึกษาและเป็นผู้ที่สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้อาตมาจะบรรยายเรื่องที่เรียกว่าสั้นๆง่ายๆว่าหัวใจของพุทธศาสนา ท่านก็เคยได้ยินคำนี้มาแล้วว่าหมายถึงอะไรให้อยู่ในลักษณะต่างๆกันว่าเรื่องอริยสัจบ้าง เรื่องคาถาอัสชิบ้างหลายๆ
post ครั้งแรก: Tue 18 September 2007, 3:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 26 September 2007, 7:38 pm
|
หน้าที่ 6 - ความอยาก
ถ้าความอยากอย่างนี้เกิดในใจเต็มที่แล้ว มันจะปรุงความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมาเรียกว่าอุปทาน ตัณหาให้เกิดอุปทานจำไว้ ใครๆก็บอกว่าความอยากทำให้รู้สึกว่ามีตัวกูคู่อยู่กับความอยาก เห็นไหมัวตนนั้นเกิดขึ้นได้จากความรู้สึกโดยความรู้สึกนั้นแหละคือความยึดมั่นถือมั่น หมายมั่นในความรู้สึกว่ามีตัวกูคู่อยากนี่มันเกิดตัวตน ตัวตนที่เป็นคู่อยากแล้วก็ยึดถือสิ่งที่มันอยากนั้นมาเป็นของตน หรือจะมาเป็นของตน ความรู้สึกว่าเป็นของตนมันก็เกิดขึ้นมาเป็นอย่างนี้ ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายยึดอีกฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกว่าถูกยึด ถูกยึดรู้สึกว่ามีตนผู้อยากผู้ต้องการ ก็หมายมั่นเพื่อจะให้สนองความอยากหรือความต้องการ มันจึงยึดให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นตนขึ้นมาสำหรับจะถูกยึด ความรู้สึกเป็นตนที่จะยึดก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ความรู้สึกจะเป็นของตนมาถูกยึดนั้นก็มีอีกอย่างหนึ่ง มันจึงมีความยึดทั้งที่เป็นตัวตนและที่เป็นของตน ก็เลยเหมือนกับคนบ้าไอ้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันยึดถือว่ามันเป็นตัวตนไม่ได้เพราะว่ามันมีเหตุปัจจัยของมันเอง
มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเองเอามาเป็นของตนก็ไม่ได้ แม้จิตนี้ก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ก็คือรู้สึกโง่ๆเขลาๆว่ามาเป็นตัวตน มันก็เป็นตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ ทั้งตัวตนและของตนล้วนเป็นของไม่จริงเป็นมายาเป็นเพียงความรู้สึกทั้งนั้น ถ้ารู้ขึ้นมาแล้วนั้นเรียกว่า ยึดยึดหรือพฤติของจิต ประกอบไปด้วยอวิชชาความโง่เขลาปรุงแต่งไปจนเกิดความรู้สึกอย่างนั้น คือรู้สึกว่าตัวตนรู้สึกว่าของตน เป็นความรู้สึกเหนือความรู้สึกทั้งหลายเรื่องนี้มันก็พูดยากแต่อาจจะพูดโดยการยกตัวอย่างหรือการเปรียบเทียบ เช่นว่า คนใช้มันมีหน้าที่กวาดมันไม่กวาดมันไม่กวาดตามที่เคยกวาดมันก็ยังมีรกรุงรังอยู่ พอเราออกมาเห็นเข้าไอ้ความรู้สึกสึกประเภทตัวตนมันก็เกิดว่าไอ้นั่นมันไม่นับถือเรามันไม่เชื่อฟังเรา มันลบหลู่คำสั่งของเรานั่นมันก็เกิดตัวตนขึ้นมาอย่างรุนแรงและก็ต้องการทำลายฝ่ายที่ไม่ทำตามคำสั่งของตน ที่จริงมันก็ไม่ได้ต้องการความสะอาดอะไรนักหรือต้องการความสะอาดบ้างก็เป็นความรู้สึกที่น้อยกว่า ความรู้สึกที่ส่าไอ้นี่มันลบหลู่กู มันลบหลู่ตัวตนของกู หรือคนทำงานไม่ถูกต้องไม่ทำความพอใจให้
มันนึกถึงตัวตนมันถูกลบหลู่บางทีมันก็ไม่ได้นึกสิ่งนั้นๆ คุณค่าของสิ่งนั้นๆหนักหนา แต่มันมีความรู้สึกว่าตัวตนถูกลบหลู่ก็เลยมีความรู้สึกขึ้นมา แม้แต่คนรับใช้ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง หรืออะไรที่แสดงว่ามันไม่เป็นไปตามที่ต้องการนั้นมันกลายเป็นว่ามันมาลบหลู่ตัวกู กูรู้สึกว่าถูกลบหลู่ก็เดือดจัดและเรื่องมันก็เกิดมาก นั้นดูให้ดีเรื่องตนนั้นมันมีอยู่อย่างรุนแรงและก็ลึกลับที่สุด ปัญหาต่างๆนั้นมันเกิดมาจากรู้สึกว่าตัวตนถูกลบหลู่ ถูกดูหมิ่นไม่ได้รับการเทิดทูล ถ้ามันเกิดตัวตนแล้วก็รู้สึกว่าทุกสิ่งสนอง เทิดทูล ถ้ามีอะไรแสดงว่าไม่เป็นอย่างนั้นมันก็โกรธ ถ้าสนองความต้องการอย่านั้นมันก็หลงรัก เราจงรู้จักสิ่งที่เรียกว่าตัวตนไว้ให้ดีๆ ว่าตัวมันนี้ไม่ได้มีจริงเป็นเหมือนกับผีต่างหากที่เกิดมาจากความรู้สึก
ตัวกูนั้นทำให้เกิดตัณหาที่มาจากอวิชชาทำให้โง่อีกต่อหนึ่ง จุดตั้งต้นมันอยู่ที่อวิชชาหรือความโง่ จะทำผิดในส่วนที่เกี่ยวข้องจนเกิดความอยาก พอความยากรุนแรงก็รู้สึกตัวกูผู้อยากเมื่อไม่ได้ตามความต้องการมันก็อยากจะทำลาย มันจึงมีการทำลายกันครั้งใหญ่หลวงในโลก ถ้ามันทำถูกต้องมันก็หลงรัก หลงพอใจมาเป็นพรรคพวก เพราะฉะนั้นความรู้สึกว่าเป็นตัวหรือของตนนั้นแหละเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์และเป็นมูลเห็นแห่งปัญหาทั้งหลาย ถ้ามองในแง่ของทุกข์มันก็เป็นมูลเหตุของทุกข์ ถ้ามองในแง่ของปัญหามันก็เป็นมูลเหตุของปัญหานาๆชนิด เกิดขึ้นเพราะตัวต้นเพราะมีความยึดถือว่าเป็นตัวตนเกิดขึ้นมาในจิตใจ มันก็เลยให้อำนาจในตัวเองที่มีบัลดาลไปในสิ่งที่ต้องการโดยไม่คำนึงว่าจะผิดหรือถูกอย่างไร นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ สิ่งที่เรียกว่า ความยึดมั่นถือมั่น
ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีแต่ทุกข์โทษด้วยประการทั้งปวง ให้เกิดโลภะ ให้เกิดโทสะ ให้เกิดโมหะ มันทำลายรอบด้านไม่ได้ทำลายเฉพาะใครดูให้ดี นี่ของให้รู้จักหัวใจของพุทธศาสนาว่ามันเป็นเรื่องความยึดมั่นถือมั่น มีผู้มาทูลถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรเป็นใจความทั้งหมดของพรมจัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ความรู้ การปฏิบัติหรือผลของการปฏิบัติที่ไม่เป็นความยึดมั่นถือมั่น พูดอีกทีก็คือว่าถ้ารู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็คือรู้หมดทุกเรื่องเลย ถ้าเป็นการปฏิบัติเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นการปฏิบัติถูกหมดเลย
ถ้าได้รับผลของการไม่ยึดมั่นถือมันนั้นถึงที่สุดแล้วคือไม่ทีทุกข์ด้วยประการทั้งปวง มีพระนิพพานที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น จึงถือว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ไปศึกษาและปฏิบัติตนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วจะพบความปกติ หวังความปกติเถอะ อย่าไปหวังความสุข สนุกอะไรเลยมันเป็นเรื่องหลอกลวง ความปกติเท่านั้นเป็นเรื่องไม่หลอกลวงเป็นเรื่องจริง ขอให้สนใจในเรื่องจริงเข้าถึงในเรื่องจริงให้มากขึ้นแล้วอยู่เป็นสุขทุกทิพาราตรีด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ.
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม