สารบัญ
หน้าที่ 10 - ยกหัวชูหาง
อันที่สำคัญด้วยมานะ นั่นผิดทั้งนั่น ว่าตัว ว่าตน ว่าดี ว่าสุข ว่าทุกข์ ว่าซวยนั่น สำคัญที่ผิดทั้งหมดเป็นความรู้ที่ผิดอย่างรุนแรง แต่ถ้าเรารู้ด้วยวิชา มันก็รู้เหมือนกันว่า อะไรเป็นอะไร ซึ่งสวยก็ว่าสวย บัญญัติ ว่า สวยไม่สวย สุขว่าสุข ทุกข์ว่าทุกข์ นี้มันก็รู้ออกมาในรูปที่มีความหมาย ที่เหมือนๆๆกัน แต่โดยอาการที่ต่างกัน ถ้ารู้ด้วยความมั่นหมาย ความสำคัญในสิ่งนี้ มานะก็ต้องเป็นตามสำคัญ รู้ด้วยความสำคัญ ผิดเพราะ อวิชชา งั้นจึงเกิดเป็นผลต่างกัน คือถ้ารู้ด้วยอวิชชาไม่มีการยกหัวยกหาง ถ้ามันรู้ด้วยอวิชชา มันก็จะมีส่วนที่ยกหัวยกหาง แล้วมันครอบอย่างอื่นตามมาเป็นอันมาก เช่นคำ โอ้อวด การพูดพล่าม อย่างนี้เป็นต้น ตามมา

อย่างนี้เราสมมุติเรียกกันง่ายๆๆที่นี้ว่า ยกหัวชูหาง จะยกด้วยวาจา จะยกด้วยจิตวิญญาณ จะยกด้วยการแสดงอย่างอื่น มันก็จะเป็นผลของ ไอ้มานะนี้ ทั้งนั่น ทีนี้อยากจะพิจารณาต่อไป ในทางที่มันเกี่ยวกับ สัญชาตญาณ ตรงนี้ขอแทรกเป็นพิเศษ ว่า ไอ้ธรรมะเนี้ยมันมีหลักพราดพิงไปถึงเรื่องสันชาติญาณทั้งนั่นแหละ ความรัก ความโกธร ความเกียจ ความกลัว ความโลภ ความหลง เป็นการของ สัญชาติญาณที่แสดงออกมา สัญชาติญาณนั่นมันก็มีปัญหาตรงที่ว่ามันเป็นของผิดหรือของถูก ควรจะละเสีย ควรจะเอาไว้ ควรจะส่งเสริม เมื่อเราสังเกตดู ศึกษาดู ตามหลักพุทธศาสนา บางอย่างมันละไปเด็ดขาด บางอย่างมันก็ส่งเสริม
โดยการปรับเปลี่ยนกระแสมันในทางที่ถูกต้อง หรือควบคุมให้เป็นในทางที่ถูกต้อง แต่ว่าส่วนใหญ่ทั้งหมดนั่นจะต้องละ เพราะสัญชาติญาณมันเป็นมา สภาพที่ขาดความรู้ที่แท้จริง ซึ้งจะเรียกว่าอวิชชา ก็ได้แต่เป็นอวิชชาในอีกความหมายหนึ่ง คือการ ขาดความรู้ตามปกติธรรมดาตามธรรมชาติปราศจากความรู้ แบบนี้เขาเรียกว่าอวิชชา จนเราอาจจะพูดได้ว่า ในสิ่งที่ไม่มีความรู้สึก ก้อนหิน ก้อนดิน ท่อนไม้ ก็มันไม่มีความรู้ จะเรียกว่ามันมี อวิชชา ได้เหมือนกันเมื่อเอาความหมายของอวิชชา
อย่างนี้ ในทางพุทธศาสนา หรือในทางพระบาลีนั่น ความไม่รู้นี้ ไม่รู้อันถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องนั่นๆโดยเฉพาะเรื่องความดับทุกข์ นี้โดยสัญชาตญาณ มันก็เกิดความรู้สึกที่เป็นตัวเราอยู่เป็นพื้นฐาน ความรู้สึกที่เรา ต้องเป็นเรานี้ เป็นสัญชาตญาณพื้นฐาน จึงมีสัญชาตญาณที่อยากมีชีวิตอยู่ ทีนี้เมื่ออยากมีชีวิตอยู่มันก็ต้องมีสัญชาตญาณที่จะหาอาหาร หรือจะสืบพันธุ์ หรือจะต่อสู้ จึงเกิดมีสัญชาตญาณอีกมากมาย
เนื่องจากเป็นความจำเป็นที่จะให้ชีวิตรอดอยู่ได้ ทั้งนั่น ทีนี้ก็ มีปัญหาอยู่ที่ว่ามัน มันจะเกินไป หรือ ยังขาดอยู่ ทีนี้เรามักจะส่งเสริมไปในทางผิดๆ อย่างจะมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่เห็นแก่ตัวกู ไม่เห็นแก่ผู้อื่นเลยแบบนี้ อย่างนี้ก็ผิดนะ สัญชาติญาณแห่งการกินอาหาร เลยกว่าไปกินอาหารเสียอีก เลยไปกินเหยือก กินอะไรไป สัญชาติญาณแห่งการต่อสู้ ต่อสู้เพื่อชีวิตรอด เดี่ยวนี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อชีวิตรอด เดี่ยวนี้มันทำร้ายผู้อื่น จะเอาของผู้อื่นมาเป็นของตัว ตามลักษณะของ ผู้กอบโกยส่วนเกิน ส่วนเกินมา และได้ตามสัญชาติญาณไม่ใช่หลอ ดังนั่นสรุปความแล้วมันก็ต้องควบคุม เพื่อมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ หรือบางอย่างในทางที่จะทำให้สูงขึ้นไปในที่สุด
สำหรับสิ่งที่เรียกว่าตัวตน สำคัญว่าตัวตนเป็นสัญชาติญาณหลัก สัญชาติญาณพื้นฐาน มันก็มีมาแล้ว เราอย่าคิดอะไรมากเลย มันมีมาแล้ว มีอยู่แล้ว ของธรรมชาติ ตามธรรมชาติ อยากจะแนะให้พิจารณาว่า ไอ้สัญชาติญาณพื้นฐาน รู้สึกว่า ตัวตนนี้ มันต้องมีสิ่งที่คู้กันอยู่ ที่เรียกว่า ชีวิต ในระดับ มนุษย์ มีชีวิต มีรู้สึกตัวตน เมื่อถึงคราวที่มันมีความรู้สึกโง่เขล่าอย่างไอย่างหนึ่ง หรือ ประสบความสำเร็จ มันก็ ยกหัวชูหาง แต่ไม่มากเท่ามนุษย์ เป็นแค่เพียงทาง แมคคานิดซึม ธรรมดาๆๆของสิ่งที่มีชีวิต วัว ควาย ช้าง ม้า เป็ด ไก่ บางทีมันก็ ยกหัวชูหาง ร่าเริงสบาย แต่ของมนุษย์มันเกินนั่น มันเป็นอำนาจของกิเลสที่หนาแน่มากขึ้น
เพราะฉะนั้นจึง ยกหัวชูหางมากขึ้น ผมจึงคิดว่า ไอ้สมัยคนป่า ไอ้ ape ไม่เป็นมนุษย์ครึ่งๆมนุษย์ มันคงไม่ยกหัวชูหางมากเหมือนมนุษย์ เดี่ยวนี้ แน่นอน เนื่องจากมันก็ลดน้องลงไป แต่มันก็ต้องมีการรู้สึกว่าตัวตน จะเห็นว่าไก่ที่มันชนะมันก็ตีปีก บินขึ้นที่สูง แล้วก็ขัน มันจะทำให้เหนื่อยมันทำไมก็ไม่รู้ ก็ล้วนเป็นเรื่องของสัญชาติญาณเท่านั่นเอง มันเนื่องโดยสัญชาติญาณตัวกู ของกู อย่างอื่นๆอีกด้วย ถ้าดูไปถึงต้นไม้จะกล่าวได้ว่ามันก็มีสัญชาติญาณตัวนี้ มันก็อ่อนลงไปอีก
เพราะฉะนั้นการ ยกหัวชูหางของต้นไม้นี้ มันก็อ่อนลงไปอีก จนเรามองไม่เห็นจนเราดูไม่ออก โดยการเทียบเคียงว่ามันก็มีเจตนา ที่เกี่ยวกับตัวกู ของกู เราก็เห็นด้วยกับนักชีวิตวิทยาฝ่ายต้นไม้ที่เขาอธิบายว่า การที่มันมีสีสวย มันมีกลีบสวย มันมีดอก มีเกสร มีอะไรต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งซึ่งช่วยให้เกิดการสืบพันธุ์ เป้นความประสงค์ อย่างยิ่งที่ต้องการจะสืบพันธุ์ สัญชาติญาณแห่งตัวกู มันก็มี ได้อย่างที่มันถูกใจ มันคงแสดงความร่าเริงอยู่ในนั้น เป็นตัวกูของกูมันละเอียดอ่อน ในการเบิกบานของดอกไม้ หรือการเป็น โดยได้อย่างที่มีความสุข โดยได้อย่างใจ นี้ลงไปถึงหญ้า บอน หรือ ตะไคร้น้ำ มันก็ต้องมีอีกเยอะแยะ ลดส่วนมันลงไป
สำหรับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เราก็ พูดไม่ได้ คำว่า ญาณ หรือ สัญชาติญาณหมายถึง ความรู้ของสิ่งที่มีความรู้สึก มันต้องมีความรู้สึกถึงเกิด ญาณ ทั้งหลายเหล่านี้ได้ ก็เป็นอันว่าการ ยกหัวชูหางนี้เป็น สัญชาติญาณดังเดิมของสิ่งที่มีชีวิต และสัญชาติญาณอันนี้วิวัฒนาการ โดยสมสัดสมส่วนโดยวิวัฒนาการอื่นๆ เท่าที่ได้เห็นการยกหัวชูหาง ของสัตว์สูงสุดคือมนุษย์ ทั้งยังดูให้เห็นว่า สัญชาติญาณบางอย่างนี้ต้องควบคุมให้มาก
แต่ในบางกรณีจะส่งเสริมให้ดีขึ้นให้มากขึ้น และในบางกรณีทำล้ายหมดไป ยกตัวอย่างเช่น สัญชาติญาณในการอยากรู้ก็ควรส่งเสริมให้มันได้รู้ และก็รู้ในทางที่ควรรู้ ในปริมาณที่ควรรู้ และถ้า สัญชาติญาณที่จะอยากจะทำล้ายผู้อื่น หรือการต่อสู้ จะเปลี่ยนเป็นการต่อสู้กับสิ่งที่ควรต่อสู้ จะได้คำมาใหม่เป็นการต่อสู้กับกิเลส ดีกว่าต่อสู้กับ ข้าศึก ศัตรู อย่างอื่น ไปคิดเอาเองไปศึกษาเอาเอง

ในที่นี้จะพูดแต่เฉพาะสัญชาติญาณ แห่งการยกหัวชูหางที่มาจากสัญชาติญาณแห่งตัวตน เป็นสิ่งที่ต้องควบคุม ถ้าไม่อยากจะให้ไม่ดีกว่า ดีกว่าคนอื่นขึ้นเลย มันก็คงไม่อยากทำอะไรดี เพราะฉะนั้นคนที่อยากอะไรให้ดี ก็ควรกังวลเอาไว้ และอย่างจะให้ดีกว่าผู้อื่น ต้องควบคุมในทางที่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ไม่มีขอบเขต หรือ ไม่ให้มีความถูกต้อง ที่นี้เราจะดูประเภท ของความรู้สึกที่เป็นมานะ ยกหัวชูหาง ถ้าดูแล้วก็จะพบว่ามันก็ใช้หลักเกณฑ์อย่างเดี่ยวกันได้ หลายๆอย่าง หลายหมวด อย่าง เรื่องปัญหา สามประการ ที่เราเอามาเป็น
ที่มาของความโกธร นี้ก็ มาเป็นที่มาของความ ถือตัวได้ ซึ่งปัญหา สามประการ กามะตัฒหา ภาวะตัฒหา วิทวัตตัฒหา ของให้นักศึกใหม่ๆๆจำไส้แม่นยำ เพราะมันแจกรูปเป็นอะไร ได้อีกมากมาย ทีนี้มีหลักที่ต้องยึดไว้เป็นหลัก สำหรับศึกษาธรรมะ อีกมากมายได้อีกว่า ปัญหาย่อมทำให้เกิด อุปทาน อย่างที่ท่อง ประจุติยบาตร ดังที่ท่องกันอยู่ทุกวันนี้ เดี่ยวจะลืมเสีย มันจะเก็บไว้ใน สมุด
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ธ.ค. 2550 (20:24) Subject: Fw: วิธีตรวจสอบอาการเส้นเลือดในสมองแตก (คร่าวๆ)
Date: Mon, 1 Oct 2007 07:27:02 +0700
มีเพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้
เพื่อนในงานแนะให้ไปหาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น
อิงอิงยืนไม่ค่อยมั่นคง เพื่อนๆ ช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้ แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ
หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น
ถ้าหากเพื่อนๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ
บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็น อัมพฤกษ์หรืออัมพาต
แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม. ก็จะมีโอกาสรอด
วิธีวินิจฉัยอาการ
ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ
สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง
แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ
ก็สามารถวินิจฉัยอาการได้
โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
S:(smile) -> ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T:(talk) ->ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R:(raise) -> ให้ผู้ป่วย(ยก)ชูแขนสองข้างขึ้น
อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก
ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่อ! อาการอันตราย
ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบแจ้ง 119
และเล่าอาการให้ผู้รับสายฟัง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 27 ธ.ค. 2550 (17:40) อื้ม ดีค่ะ ดีมากๆ