สารบัญ
หน้าที่ 2 - คนพลัดถิ่น
โดยเฉพาะคนพลัดถิ่น โบราณเขาสอนมามากในบาลีในพระไตรปิฎกมันก็มี คนพลัดถิ่นไปเมืองนอกเมืองนา สร้างยุงฉางใหญ่ๆแล้วก็เก็บความโกธรไว้ ในการบันดาลโทสะ ในที่อย่างนั้น มันก็ยิ่งทำลายตนเอง แต่ถึงอยู่กับที่ ไม่ได้พลัดถิ่นไม่ได้เป็นฝ่ายแปลกถิ่น ก็ควรจะเก็บความโกธรไว้อยู่ในอำนาจจิตใจ มันไม่ได้มีประโยชน์อะไร มันมีโทษมหาศาล มันไม่มีความสงบสุข ที่จะพูดถึงลักษณะของความโกธร พอเป็นเครื่องกำหนดจดจำ โกธรในอัตราน้อยๆ เราก็เรียกว่าคับใจ หงุดหงิด กระทับกระทังแห่งจิต มันเป็นความโกธรในอันดับน้อยอันดับต่ำ เรียกในบาลีว่าประติฆะ ที่อันดับสองขึ้นมาก็เป็นความโกธร โกธรในความหมายในบันดาลโทสะ งุ้มง่าม ตามบาลีเรียกว่าโกฑะ อันดับต่อไปอีกก็คือผูกโกธร ผูกโกธรไว้ ความอาฆาต พยาบาท จองเวร อย่างนี้เรียกว่าอุปนาหะ อุป เก็บไว้ เวละ จองเวร
ทั้งสามอย่างนี้คือความโกธรในลักษณะที่มันต่างๆกัน โกธรไม่สูงมากแล้วโกธรสมบูรณ์ การที่โกธรไปผูกไว้ รักษาไว้ คำว่าปะติฆะ หมายถึงหงุดหงิด คับใจ คำว่าโกทะ คือ โกธรโดยสมบูรณ์ คำว่าโทสะ คือ โกธรและปะทุสะร้าย แต่เมื่อโกธรและไม่ทุสะร้ายอย่างนี้ คือเอาแต่ความโกธร ไม่ประทุสะร้ายผู้อื่น อุปนาหะ อุป อาฆาตไว้ คิดดูในชีวิตประจำวัน ยิ่งอยู่ที่บ้านและออฟฟิต ที่ทำงาน นั้นก็อยู่กันหลายคน สิ่งเหล่านี้ทำให้หงุดหงิด กระทับกระทังกันได้มากที่สุด ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ได้รับการอบรมในทางธรรมะหรือศาสนามาก่อน
ถ้ามีการศึกษาที่เลวๆอย่างปัจจุบันนี้ ทั่วโลกมันไม่มีระบบไหน ที่สอนให้กำจัดความโกธรไว้ ความโกธรในการศึกษาในพวกลูกๆ สมัยก่อนก็ค่อยยับยัง ชนิดความโกธรเต็มทีนานๆจะมี ไม่อย่างนั้นก็ฆ่ากันตายหมด ที่ผูกโกธรไว้ก็ไม่ใช่อะไรหรอก มันก็มีอย่างที่เขาพูดกันว่า สวมเขาตัวเอง โดยที่ผู้อื่นหรือคู่เวรกำไม่รู้สึกอะไรก็ได้ ผู้ที่อาฆาตและจองเวรมันเหมือนกับทำลายตัวเองอยู่เรื่อยไป ดังนั้นเราไปสอบดูว่าเรามีโลป โกธร มากน้อยอย่างไรบ้าง นี้คือสิ่งที่เรียกว่าความโกธร โดยทางมี 3 ระดับอย่างนี้
ที่นี้จะดูถึงเหตุให้เกิดความโกธร ถ้ากล่าวตามกลักบาลี พระพุทธจานะ โดยที่สั้นๆกล่าวไว้ว่า มันมากจากต้นทำความโกธร ความโกธรมาจากตัณหา ตัณหาคือความอยาก แต่ในภาษาบาลี เขามีความหมายเฉพาะ หมายถึงมันอยากด้วยอำนาจของความโง่ ถ้ามัยอยากด้วยความต้องการของสติปัญญานี้ มันไม่ใช่ตัณหา ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องการที่จะทำอะไร ว่ามันควรจะทำตามความต้องการอันนั้น มิใช่ตัณหา ตัณหานี้มันคือความอยากของการปฏิบัติตามอำนาจของความโง่ คือ อวิชา ดังนั้นมันตอบได้เลยว่า ความโกธรนั้นจะเกิดด้วยเหตุของตัณหา ต้องดูให้ดีว่ามันเป็นอย่างไรเรื่องตัณหานั้นมี3ขึ้นไปเป็นหลัก ถ้ากามตัณหา คืออยากโดยทางกาม
โดยเฉพาะกับเพศตรงข้าม มีความต้องการกามตัณหา มีความรักกามตัณหา มีการหึงหวงด้วยกามตัณหา งี้มันไม่ได้ตามความต้องการกามตัณหา ความโกธรมันก็เกิดขึ้น ถ้าเราไม่มีความอยากอย่างโง่ๆแล้ว ความโกธรมันก็จะไม่เกิดได้ ภาวะตัณหา อยากเป็นอย่างนั้นอยากเป็นอย่างงี้ อยากดีอยากเด่น เมื่อมันถูกเหยียบหยาม ถูกดูถูกดูหมิ่น ไม่ได้ดีไม่ได้เด่น มันก็เกิดความโกธรขึ้นมา เมื่อใครมาดูถูกเรา เราก็โกธร นั้นคือโกธรโดยภาวะตัณหา ต้องการจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือใคร ใครจะดูถูกไม่ได้ เราต้องการแสดงอะไรให้มันเด่นให้มันมีชื่อเสียง แต่แสดงไม่ได้ ภาวะตัณหาก็เป็นเหตุให้โกธร ถ้าเกิดถูกขัดใจขัดคอ เช่น ไม่อยากดูไม่อยากเป็น ไม่อยากเห็น
มันก็คือภาวะตัณหา โกธรได้กระทั่งสัตว์เดรฉาจและวัตถุสิ่งของ ทุบตีวัตถุสิ่งของที่ไม่ได้มีความผิดใดๆ ไม่ได้ตามทีตัณหาต้องการ มันก็เกิดความโกธร มีเรื่องโกธรที่ไหนๆก็แยกแยะดูว่ามันมีมูลมาจากที่ไม่ได้ตามความต้องการซึ่งขึ้นกับความโลภหรือความอยาก ที่พูดว่าราคะ.โทสะ.โมหะ. วิโลคะ. โกทะ. โฆคะ. โกทะ. โทสะ มันเป็นอันดับที่ 2 รองลงมาจากราคะ. วิโลคะ
เมื่อมันมีอาการโลภ มันก็เป็นอาการหนึ่ง เมื่อมันไม่ได้อยากทีโลภอย่างที่มัยต้องการ มันก็โกธรขึ้นมา มันก็อีกอาการหนึ่ง และมันมัวเมา หลงใหล สงสัย นี้ก็อีกอาการหนึ่ง โทษของมัน พอจะมองเห็นได้เป็นพวกๆพบในบาลีที่แสดงไว้มากมาย เอามาพิจารณากันดูความโกธรนั้นเป็นสนิทของศาสตร์ประ โกโฑสะกะมะลังโลเก ในแบบเรียนเขาแปลไว้ว่า ความโกธรเป็นสนิทของศาสตร์ เป็นดังสนิทของศาสตร์ นักเรียนเข้าใจกันว่า ศาสตราอาวุธนั้นมันขึ้นสนิท มันก็ใช้อะไรมิได้ดี ร่วมพิจารณากันดูว่า คำนี้มันเล่งถึงในศาสตร์
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ธ.ค. 2550 (20:24) Subject: Fw: วิธีตรวจสอบอาการเส้นเลือดในสมองแตก (คร่าวๆ)
Date: Mon, 1 Oct 2007 07:27:02 +0700
มีเพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้
เพื่อนในงานแนะให้ไปหาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น
อิงอิงยืนไม่ค่อยมั่นคง เพื่อนๆ ช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้ แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ
หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น
ถ้าหากเพื่อนๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ
บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็น อัมพฤกษ์หรืออัมพาต
แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม. ก็จะมีโอกาสรอด
วิธีวินิจฉัยอาการ
ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ
สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง
แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ
ก็สามารถวินิจฉัยอาการได้
โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
S:(smile) -> ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T:(talk) ->ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R:(raise) -> ให้ผู้ป่วย(ยก)ชูแขนสองข้างขึ้น
อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก
ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่อ! อาการอันตราย
ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบแจ้ง 119
และเล่าอาการให้ผู้รับสายฟัง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 27 ธ.ค. 2550 (17:40) อื้ม ดีค่ะ ดีมากๆ